The RhyThm's profileThe RhyThm® SeriesPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    January 29

    The Glory of Love... (Time won't change the meaning of one love...)

               มกลับมาทบทวนถึงเรื่องความรักอีกครั้ง... เหตุผลที่ทำให้ผมนั้นต้องกลับมาทบทวนมันอีกครั้งหนึ่งก็เพราะว่าผมเริ่มรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงแห่งความหมายของมันในความคิดของผมในประเด็นย่อยๆ แต่ในประเด็นหลักใหญ่นั้นผมเองก็ยังเชื่อเสมอว่า "ความรักคือความดีทั้งปวง..." เพราะว่ามันได้ก่อให้เกิดความดีทั้งปวงไม่ว่าจะเป็น ความปรารถนาดี ความซื่อสัตย์ ความเห็นอกเห็นใจ และอื่นๆอีกมากมาย ก็น่าแปลกที่ "ความรัก" ได้ทำให้คนเราทำในสิ่งที่ดีงามได้มากมาย ที่สำคัญมันทำให้เรา "เป็นผู้ให้และผู้รับที่มีความสุข" ในเวลาเดียวกันโดยในขณะที่เราเป็นผู้ให้นั้นเราเองก็สามารถรับรู้และรู้สึกถึงความสุขจากการที่ได้ให้มันก็สามารถทำให้เรามีความสุขได้แล้ว และในขณะเดียวกันที่เราเป็นผู้รับเราก็มีความสุขที่ได้รับความรู้สึกดีๆจากคนที่เรารัก ผมถึงได้บอกว่า เราเป็นผู้ให้และผู้รับที่มีความสุขในเวลาเดียวกัน... ฉะนั้นความรักจึงไม่ต้องการผลตอบแทนในสิ่งใดแต่อย่างใด เพราะว่าคนที่รักย่อมจะได้สิ่งต่างๆเหล่านั้นจากการกระทำของตนอยู่แล้ว...
              ต่เรื่องที่เกิดขึ้นกับผมไม่นานมานี้มันทำให้ผมรู้ว่าการที่จะต้องเปลี่ยนความคิดหลัก(Concept หลัก) ในการที่เราใช้เป็นแนวทางในการดำรงชีวิตและตอบคำถามถึงเรื่องราวต่างๆที่พบเจอในชีวิตประจำวัน ผมอาจจะใช้ปรัชญาและแนวคิดหลายๆอย่างมาประกอบด้วยกันเป็น Concept ในการดำรงชีวิต ซึ่งก็คงจะแตกต่างกันไปในแต่ละเรื่อง แต่เมื่อ 2 แนวคิดในแต่ละเรื่องนั้นเกิดสิ่งที่เรียกว่า Conflict หรือ ความขัดแย้ง ขึ้นมาล่ะผมจะต้องจัดการอย่างไรกับความคิดของผมที่มันถูกทำให้เป็นระบบระเบียบดีอยู่แล้ว
              มขอยกตัวอย่างเรื่องง่ายๆที่เราอาจจะได้เจอในชีวิตประจำวัน... ในประเด็นในเรื่องความดีชั่ว,ถูกผิดหรือจริยศาสตร์(Ethics) กับหน้าที่ความรับผิดชอบในสังคม(Social Function) และความรู้สึกความผูกพันหรือความรัก... ซึ่งเมื่อถึงเวลาแล้วเราจะต้องเลือกยืนอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง ซึ่งเราถูกบังคับที่จะต้องเลือก... ผมขอยกตัวอย่างในกรณีที่ลูกเป็นผู้รักษากฎหมายหรือตำรวจแต่จะต้องมารับจับพ่อแม่หรือคนในครอบครัวซึ่งกระทำความผิด เขาจะเลือกยืนอยู่ข้างไหน... ระหว่างความถูกต้องดีงามกับความรู้สึกและบุญคุณของผู้ที่ให้กำเนิด หรือยกตัวอย่างในกรณีสุด Classic อีกเรื่องหนึ่งก็คือ การที่นักการเมืองจะเลือกทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองตามหน้าที่หรือว่าเลือกที่จะเข้ามาเพื่อดูแลและจัดการผลประโยชน์เพื่อพวกพ้องของตนเองเท่านั้น... ซึ่งเราก็คงจะได้เห็นแล้วว่าในสังคมไทยในปัจจุบันนักการเมืองเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาเป็นอย่างไรกัน...
              ลายครั้งหลายครา ผมมีความรู้สึกขัดแย้งในตัวเองอย่างมากในการจัดการเกี่ยวกับความรู้สึกและความถูกต้องดีงาม ผมบอกตัวเองอยู่เสมอว่าอย่าให้อารมณ์มาอยู่เหนือเหตุผล อย่าให้ปัจจัยใดๆมามีส่วนหรือมีอิทธิพลในการตัดสินใจนอกจากเหตุผลที่บริสุทธิ์จากตัวเรา ถ้าเราจะพูดถึงความดี อย่างไรมันก็คือความดีวันยังค่ำ มันไม่มีวันที่จะเปลี่ยนแปลงไปได้ เช่นเดียวกันความไม่ดี(ชั่ว)ก็ไม่มีทางที่จะเปลี่ยนเป็นความดีได้ มนุษย์เรารู้อยู่แก่ใจ ไม่สามารถที่จะทำให้กฎเหล่านี้มันงอหรือมันหักได้... (บางครั้งผมรู้สึกไอพวกที่ใช้กฎหมายเพื่อผดุงความยุติธรรมอย่างไม่เป็นธรรมกฎหมายมันก็เป็นเพียงเครื่องมือที่จะทำให้คนเราเอาเปรียบกันมากขึ้นและออกห่างจากสภาพแห่งความเกื้อกูลและช่วยเหลือกันมากขึ้นเท่านั้นเอง) ซึ่งเราอาจจะทำได้แค่โกหกตัวเองไปวันๆว่ามันไม่ได้เป็นสิ่งที่แย่หรือไม่ถูกต้อง... ทั้งๆที่เราก็รู้อยู่แก่ใจเราไม่สามารถจะเปลี่ยนผิดให้เป็นถูกได้หรอก...
              องศึกษากลับไปดูเหล่า Hero ในประวัติศาสตร์ประเทศต่างๆ ไม่ต้องไกลตัวเราในประวัติศาสตร์ชาติไทยก็มีตั้งหลายท่านที่เสียสละเพื่อผู้อื่นและธำรงค์ไว้ซึ่งความเป็นชาติไทย พวกเขาจะต้องผ่านความคิดและสิ่งเหล่านี้มาแล้วนักต่อนักจนชีวิตพวกท่านเหล่านั้นจะหาไม่... หลายๆครั้งท่านอาจจะต้องตอบคำถามของตัวเองว่า...จะทำแบบนี้ทำไม ทำไปแล้วได้อะไร... แต่ด้วยความแน่วแน่ของท่านก็ได้ยังประโยชน์ให้กับพวกเราได้ถึงปัจจุบันนี้และเรื่องราวความเสียสละของท่านก็ได้เป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์ ท่านจะไม่มีวันตาย ความตายจะสามารถพรากไปได้ก็เพียงแต่ชีวะ(หมายถึงร่างกายในความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ฮินดูบางนิกาย) แต่ความดีนั้นจะยังคงอยู่ต่อไป ฉะนั้นการบอกว่าความดีนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถจะทำให้เปลี่ยนแปลงไปได้ก็คงจะถูกต้องบ้าง
              รกติแล้วผมใช้หลักปรัชญาในการดำรงชีวิตส่วนใหญ่เป็นหลักมนุษนิยม ผมเชื่อในศักยภาพของมนุษย์และการที่มนุษย์ไม่ได้เกิดมาเลว มนุษย์ทุกคนมีความไฝ่ดีและต้องการที่จะเป็นคนดี แต่บางครั้งที่เราอาจจะเห็นผู้อื่นไม่ได้เป็นคนดีนั้นมันอาจจะเกิดจากความผิดพลาดระหว่าง Mean และ End รวมไปถึงการเชื่อมันในหลักเสรีภาพและหลักสิทธิมนุษยชน ที่มนุษย์ทุกคนล้วนแต่เท่ากันและมีความภราดรภาพรู้สึกเหมือนเป็นพี่เป็นน้องกัน



              ผมมีคำถามจะถามคุณเหมือนกัน คุณจะหักล้างความเชื่อที่คุณสร้างสมมาตลอดจนกลายเป็นหลักในการดำรงชีวิต... เพื่อคนที่คุณรัก... คุณจะยอมทำไหม? คุณจะยอมเพิ่มข้อยกเว้นในคนที่คุณรักถ้ามันขัดแย้งกับความเชื่อของคุณหรือไม่...?



              ผมจะทำ ผมจะพยายามทำไม่ว่ามันจะยากสักแค่ไหน... ผมจะเป็นผมคนเดิมที่เชื่อเหมือนเดิมแต่ผมจะให้ข้อยกเว้นสำหรับคนที่ผมรัก เพราะผมรักเธออย่างที่ผมไม่เคยรู้สึกกับใครมาก่อน (องค์ประกอบที่ไม่ดีอาจจะทำให้มาเป็นส่วนผสมที่ดีก็ได้ เช่น Na โซเดียม และ Cl คลอรีน ทั้งสองตัวนี้ไม่สามารถรับประทานได้และเป็นสารพิษต่อร่างกาย แต่ถ้าเอาทั้งสองมารวมกันกลายเป็น NaCl โซเดียมคลอไรน์ ก็คือเกลือแกงที่เราสามารถกินได้และให้รสชาติ) ไม่ว่าจะอย่างไรผมจะยอม Break Operation ให้กับเธอคนที่ผมรักมากที่สุด

     
    สุดท้ายนี้ผมก็อยากจะบอกกับทุกคนที่มีความรัก จงจริงใจกับความรู้สึกของตนเอง จงใจกว้างเปิดรับแนวคิดใหม่หรือสิ่งใหม่ๆที่จะเข้ามาในชีวิตโดยไม่ยึดติด จงให้โอกาสกับผู้อื่นในความผิดพลาดในอดีตที่เคยผ่านมา จงรักในทุกๆอย่างของคนที่คุณรักอย่ารักแต่เฉพาะเพียงบางอย่างเพราะมันจะทำให้คุณและคนที่คุณรักเสียใจ

    ขอให้ความรักจงเจริญ


    ผมรักคุณหมีของผม

    January 26

    FAILURE... "Makes me Stronger"

               วัสดีครับ... ไม่ได้เจอกันเสียนานเลยนะครับ เป็นอย่างไรกันบ้างครับสบายดีเหรอเปล่า ตอนนี้ผมกำลังอยู่ในช่วงที่เรียกว่ายุ่งสุดๆในชีวิตเลยครับ หลังจากที่ผมได้เสร็จสิ้นไปหนึ่งภารกิจที่ดูแล้วก็ไม่น่าจะประสบความสำเร็จสักเท่าไร(ซึ่งก็คือเรื่องที่ผมจะเล่าให้ทุกคนฟังวันนี้ครับ) ก็รู้สึกว่าว่างขึ้นเล็กน้อยครับ ผมไม่อยากจะนึกเลยว่าตอนนี้ผมรู้สึกว่าผมเหนื่อยยิ่งกว่าตอนที่อยู่ชั้นปี 1-3 เสียอีกครับ ตอนที่ผมยังเด็กๆนั้นผมยังไม่ต้องมีความรับผิดชอบและไม่ต้องคิดอะไรมากมายถึงขนาดนี้ แต่ตอนนี้เวลามันเปลี่ยนไปทุกๆอย่างก็คงจะต้องปรับเปลี่ยนไปตามเวลาที่แปรเปลี่ยนไป ผมที่เป็นเด็กที่วันๆเอาแต่สนุกและมีความสุขกับการร้องเพลงประสานเสียงทั้งในวง TU Chorus และ The Bangkok Voices ไปวันๆนั้นวันนี้ผมย่อมที่จะต้องคิดถึงอนาคตมากขึ้น เพราะว่าต่อไปเราคงจะต้องทำงานเพื่อที่จะหาเลี้ยงครอบครัวและจุนเจือคุณพ่อและคุณแม่...นอกจากนั้นผมยังคิดไปไกลถึงการเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมจรรโลงสังคมที่พวกเราอยู่ให้ดีขึ้น(ส่วนตัวแล้วก็อาจจะคิดบ้างว่าแค่เราเพียงจุดเดียวจะทำให้อะไรมันดีขึ้นมากสักเท่าไรกันเชียว... แต่ผมก็ยังเชื่ออยู่ว่าต่อไปคนแบบผมจะร่วมมือกันทำให้ทุกอย่างดีขึ้น ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศไทยของทุกคนและทำให้โลกเป็นดาวเคราะห์ที่ได้เรียนรู้ถึง ความเสมอภาคและภราดรภาพในที่สุดสักวันหนึ่ง...ผมยังไม่เคยสิ้นหวัง)
              รั้งนี้ผมถือว่าเป็นความผิดพลาดของผมเสียเป็นส่วนใหญ่(ผมไม่อยากจะโทษปัจจัยภายนอกเพราะมันทำให้เราไม่รู้จักโทษตัวเองและการพัฒนาตนเองจะเป็นไปได้ยากในอนาคต...) หลังจากที่ผมได้ตัดสินใจเรียนต่อในระดับปริญญาโท ในสาขาจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์กร(Master in Industrial and Organizational Psychology: MIOP) ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ของเรานั่นเอง หลังจากนั้นผมก็ได้สมัครและพยายามอ่านหนังสือเป็นอย่างมาก แต่เวลาและความรับผิดชอบในเรื่องต่างๆมันไม่ค่อยจะปราณีผมเลย ผมไม่ค่อยมีเวลาได้อ่านหนังสืออย่างเต็มที่ครับ นั่นเป็นความผิดพลาดของผมที่ผมเชื่อว่าเป็นความผิดพลาดจากปัจจัยภายในที่ผมให้ความสนใจกับมันน้อยเกินไป...(อันที่จริงก่อนหน้านี้ผมก็ได้คุยกับที่บ้านไว้แล้วว่าผมอยากจะพักผ่อนสักหน่อย...หรืออยากจะลองทำงานดูอยากจะลองนำความรู้ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมาในระดับปริญญาตรีมาลองใช้งานจริงดู จะได้รู้ว่าเราเหมาะที่เราจะเรียนต่อในสาขาไหนกันแน่...) กับปัจจัยภายนอกอีกอย่างคือผมได้มีโอกาสไปงานเปิดบ้าน MIOP มาเขาก็มีการติวข้อสอบด้วย เขาบอกว่าส่วนมากจะออกเรื่องจิตวิทยาทั่วไปประมาณ 80% และจะออกจิตวิทยาองค์กรอีก 20% ซึ่งผมเองก็เชื่ออย่างนั้นเพราะว่าเขาบอกว่าทุกๆปีที่ผ่านมามันเป็นแบบนี้ ผมก็เลยบ้าอ่านเอาแต่จิตวิทยาทั่วไป จำสมองได้เป็นส่วนๆจำโรคที่เกิดจากความผิดปรกติจากทางกายและทางจิตได้เป็นอย่างดี(ในระดับหนึ่ง) แต่ที่ไหนได้...ดันออกจิตวิทยาองค์กรล้วนๆเลยประมาณ 50% เห็นจะได้(ปีนี้มาแปลก) พอผมเริ่มทำไปถึงข้อ 170(จาก 300 ข้อ) ผมก็เริ่มรู้สึกว่าทำไม่ได้แล้วเพราะว่าเราไม่ได้อ่านมานั่นเอง... ออกชื่อทฤษฎีมาแล้วก็ให้ตอบชื่อคนแบบนี้จะไปทำได้ไหมล่ะง๊าบบบ!!! การสอบครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 ช่วงใหญ่ๆ ก็คือการสอบในช่วงเช้าจะเป็นการสอบสถิติเบื้องต้นและตอนบ่ายจะเป็นการสอบจิตวิทยาเบื้องต้นครับ ในช่วงเช้านั้นความจริงแล้วผมกลัวมากๆเพราะว่าผมไม่ได้เรียนมาในสายวิทย์ที่จะมีความเข้ากันได้ดีกับตัวเลขและอะไรทำนองนี้มากกว่าแต่ผมก็ไม่กลัวครับก็อ่านและทำความเข้าใจไปพอสมควรครับ ในช่วงเช้านั้นผมก็ได้เค้นเอาประสิทธิภาพทางการคำนวนของผมออกมาจาก ซิริเบลรัม(สมองส่วนหน้า)ซีกขวา(ที่เกี่ยวกับการคำนวนและตรรกะ) ออกมาอย่างเต็มที่ ในช่วงเช้าซึ่งผมกลัวนั้นผมกลับพอทำได้ครับ แบบว่าขุดเอาความรู้จากชั้นม.6 ออกมาใช้กันสุดฤทธิ์ครับ ผมก็คุยกับแก้วและคุณแม่ผมว่าเนี่ยๆๆๆ ทำได้ถ้าเกิดเป็นการสอบนะก็น่าจะได้สัก C+ เพราะว่าทำได้เกินครึ่งมาพอสมควรครับ แต่ตอนบ่ายอย่างที่ผมได้บอกไปแล้วนั่นน่ะสิครับ เป็นข้อสอบกากบาท 300 ข้อ ใน 3 ชั่วโมง เป็น Speed Test ของจริง... ตอนที่ผมออกมาจากการสอบในภาคบ่ายนั้นผมก็รู้สึกได้ว่ามันทำไม่ได้...(ปรกติแล้วผมจะบอกตัวผมเองเสมอว่าผมทำได้เสมอ) ผมไม่ได้กังวลว่าผมอาจจะไม่ติด(เรื่องติดไม่ติดผมมีแผนสำรองวางเอาไว้แล้ว ผมอาจจะไปสอบเป็นนักสังคมสงเคราะห์ของ กทม. เป็นข้าราชการตามรอยคุณพ่อและคุณแม่ซะเลยแล้วปีหน้าค่อยมาวัดกันใหม่ข้อสอบเอ๋ย... หรือไม่ก็ถ้าทางกทม.ยังไม่เปิดรับผมก็อาจจะไปบวชเป็นพระเพื่อทดแทนบุญคุณของบุพการีย์ให้เรียบร้อยจะได้เป็นลูกผู้ชายตัวจริงสักที!) แต่ที่ผมรู้สึกแย่เพราะว่าผมรู้สึกทำไม่ได้... มันเป็นความรู้สึกที่แย่กว่าสิ่งใดเสียอีก ที่บ้านผมบอกผมเสมอว่าเดียร์ทำได้ เดียร์ทำได้... แม่ครับครั้งนี้เดียร์ทำไม่ได้...แม่อย่าเสียใจน้า การสอบทุกครั้งที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีครั้งไหนที่ผมจะออกมาแล้วรู้สึกหวิวแบบนี้(ตามทฤษฎีระบบของสังคมสงเคราะห์ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ผมชอบนำมาตอบข้อสอบของสังคมสงเคราะห์เพราะว่าเป็นทฤษฎีที่ Classic และนำมาประยุกต์ใช้ได้เสมอ System Theory นี้กล่าวถึง Input Process Output Environment และ Feedback ซึ่งจะกลับไปเป็น Input ใหม่มันจะเป็น Loop แบบนี้เสมอ ในการทำข้อสอบของผมก็เหมือนกัน ในเมื่อผมไม่มีข้อมูลที่จะ Input เข้าไป มันจะ Process อะไรและจะ Output ออกมาเป็นอะไร...เฮ้อออ)
              ในตอนเย็นผมจะต้องมีงานไปทานข้าวกับครอบครัวเพราะว่าลูกของเพื่อนคุณพ่อนั้นรับปริญญานิติศาสตร์บัณฑิตของม.อัสสัมชัญ ซึ่งเขาก็จัดงานเลี้ยงฉลองกันในตอนเย็นวันนั้น ซึ่งผมเองนั้นก็ไม่มีอารมณ์อยากจะไปสักเท่าไร เพราะว่าเหนื่อยและเซ็งกับตัวเองมากๆแต่ก็ต้องไป ระหว่างทางที่อยู่บนรถก็นั่งคิดอยู่คนเดียวว่า "ผู้ยิ่งใหญ่คือผู้ที่สามารถยิ้มและหัวเราะให้กับความผิดพลาดของตัวเองได้"(เพราะว่าเขาเป็นผู้ที่มีความมั่นใจในตัวเองอย่างแท้จริง...) ผมก็เลยเลิกคิดถึงเรื่องความผิดพลาดของผมไปในแง่ลบอีกเลยตั้งแต่วินาทีนั้น ความผิดพลาดแค่นี้มันไม่สามารถมาทำอะไรผมได้หรอก มันก็แค่อุปสรรคอย่างหนึ่งในชีวิต ซึ่งมันก็ยังมีอีกหลาย Stage ที่ผมจะต้องวิ่งผ่านมันไปให้ได้ แค่นี้จิ๊บๆ จากนั้นในงานผมก็ให้ความสนใจกับน้ำพันช์(ที่เพื่อนคุณแม่ทำ) รสชาติอร่อยและเข้มข้นมากครับทานเข้าไปแล้วก็รู้สึกมึนๆ(เพราะว่าเขาใส่ Black ไป 3 จาก 10 ส่วน) ก็รู้สึกรื่นเริงมากเลยครับ จากนั้นที่ไหนได้ทางพิธีกรเขาก็เรียกให้ผม "ขอเชิญน้องเดียร์ร้องเพลงอวยพรให้พี่ฝนหน่อยครับบบ..." ผมก็คิดในใจว่างานเข้าแล้วมืง เดินยังไม่ค่อยจะไหวเลย(ดื่มไปเยอะเมา) คุณแม่ก็ต้องเดินพาไปส่งขึ้นเวที วันนั้นผมร้องเพลง Fly me to the moon กับเพลงเกิด What a wonderful world มีเสียงตอบรับมาว่าผมร้องได้ Jazzy มากๆ(เพราะว่าเมานั้นเองครับ...555+) จากนั้นผมก็ได้เดินกลับไปนั่งที่โต๊ะแล้วก็นั่งเม้ากันอย่างสนุกสนานครับ กลับมาถึงบ้านผมรู้สึกสดชื่นมากขึ้นและบอกกับตัวเองว่า "ช่างมันเถอะ!!!" วันนั้นเป็นวันที่ผมพูดคำนี้ได้อย่างจริงใจ(กับตัวเอง)มากที่สุดแล้ว...
              ผมแอบสงสัยเหมือนกันว่าชะตาของผมจะต้องไปทำงานเพื่อช่วยคนอื่นเท่าไรหรือ... ทำไมถึงจะไปเรียนในสายงานที่ทำงานเพื่อ Make Money บ้างไม่ได้... ผมก็ยังสงสัยอยู่เหมือนกัน แต่ผมคิดว่าสังคมสงเคราะห์ทำให้ผู้เรียนเป็นคนละเอียดอ่อนคิดถึงผู้อื่นในทางที่ดีและสามารถเข้ากับผู้อื่นได้ ผมว่าแค่นี้มันก็เป็นทักษะที่สามารถทำให้ชีวิตเรามีความสุขแล้ว ไม่เห็นจะต้องมีเงินทองอะไรมากมายเลย การที่ได้เห็นผู้อื่นยิ้มได้และมีความสุขจากคำพูดของเราการช่วยเหลือของเรามันก็เหมือนกับเป็นผลตอบแทนทางอ้อมของพวกเรา "ชาวสังคมสงเคราะห์"
              ผลการสอบจะออกประมาณวันที่ 19 กุมภาพันธ์ครับ ซึ่งผมเองก็ไม่ได้หวังอะไรกับมันมากแล้วครับ เอาไว้ถ้าได้ผลอย่างไรแล้วก็จะมาบอกให้ทราบอีกทีก็แล้วกันนะครับ แต่จำไว้เถอะว่าผมจะไม่มีวันหมดหวังอย่างแน่นอน...

    ปล. หมีขอบคุณที่เคียงข้างกันเสมอยามที่ผมทุกข์ใจ ผมจะกลับมาเสมอกลับมาเป็นเดียร์ที่สดในเสมอเพื่อหมีนะคะ
    January 07

    Voices of angels : Bangkok Voices lend vocal talents to add to a myriad of performances

    By: APISAK PUPIPAT
    Published: 7/01/2009 at 12:00 AM
    Newspaper section: Outlook

               A choral version of the classic Thai song Bua Kao (White Lotus), composed by the late Thanpuying ML Puangroi Apaiwongs, was among the most impressive gifts from Bangkok Voices at a recent concert.
              Choirmaster Kittiporn Tantrarungroj ensured that the 24 male and female singers gave fullness to the melody, with optimism in their tone. A crescendo of miming, started by a few singers and gradually taken up by the whole choir, helped illustrate the lyrics and brought life to the performance.
              The well-known Thai song formed part of a comprehensive programme that showcased the choir's ability to rise to a wide range of challenges. These included highlights from the classical repertoire spanning the Renaissance, Baroque, Romantic and Modern periods, spirituals, compositions by His Majesty the King, Thai and international pop songs and Christmas carols.
              Appropriately, the more familiar pieces were featured in the second half of the concert.
              Singing a cappella, Bangkok Voices performed in English, Thai, German, Latin, Spanish and Cebuano (Filipino dialect). Families with young children joined a mixed crowd of loyal fans who flocked to the small hall of the Thailand Cultural Centre.
              Besides Bua Kao, the choir did well in their rendering of Mendelssohn's solemn Psalm 43 and Richte nich Gott by enunciating clearly in German, producing a wide range of dynamics, a sense of serenity and organ pedal effects. HM the King's Paen Din Kong Rao (Our Beloved Motherland) was captivating for the strong singing in unison as well as an interesting introduction and coda. Two baritone soloists gave colour and perspective to two other familiar songs: My Way and What a Wonderful World. A nice contrast was evident in the mood and rhythm of two out of three spirituals offered: The slow inspirational We Shall Walk Through the Valley in Peace and the powerful My God Is A Rock.
              A few surprises showed the creativeness of the choirmaster and singers. In Venezuelan Alberto Grau's musical drama Bin-namma (Too Much Water), a composition written in memory of the 1999 mudslide disaster), there were impressive chromatic contrasts of sadness and happy gestures. In Dr Kittiporn's own composition, Kor Fon (Let There Be Rain), the audience could hear the joyful tune and the differing degrees of applause representing light and heavy rain fall as well as see a humorous drama of a sacrificial playful cat dancing and "meowing" the whole time. One could not help but smile and laugh. And finally, in the spiritual Dry Bone, we were attracted to the additional sound effects produced by small everyday percussion instruments such as local toys.
              As if all this was not enough, the audience was treated to three sumptuous encores (the last requested by the very friendly emcee): Rosas Pandan, a narrative on a woman's beauty that was sung in Cebuano), Jingle Bells and If We Hold On Together, from the animated film Land Before Time.
              However, the Bangkok Voices could still do more to improve their performances. They could expand their repertoire to include more contemporary Thai and international songs, exaggerate their on-stage movements to enhance dramatic effects, enlist the help of a choreographer, give more leading roles to women singers and improve their English pronunciation.
              To sum up, the Bangkok Voices has done a great job of entertaining and educating the public. There is certainly room for more choral music activities to be performed in Thailand since they do good to the audience and give the young singers a constructive recreational activity.
    So, what are authorities like the Ministries of Education and Culture waiting for? If they can sponsor single artists then why can't they do the same for group artists who need more time, talent and energy to perform well together?

    Source : http://www.bangkokpost.com/entertainment/music/9281/voices-of-angels 
    January 01

    Voices Celebration 2008(at Chiang Mai) ; Journey, singing, happy simultaneously!!!

               วัสดีครับหลังจากที่ไม่ได้เจอกันนานข้ามปีเลยทีเดียวเป็นอย่างไรกันบ้างครับผมนั้นก็มีอาการแพ้อากาศนิดหน่อยครับแต่ก็ไม่ได้เป็นอะไรมากมายเพราะว่าที่เชียงใหม่นั้นอากาศค่อนข้างเย็นกว่าที่กรุงเทพฯน่ะครับ ในวาระที่วันนี้เป็นวันปีใหม่นั่นก็ต้องขออวยพรให้ทุกคนมีความสุขมากๆในปีใหม่นี้ก็แล้วกันนะครับ(ความคิดส่วนตัวของผม... ผมไม่ค่อยจะรู้สึกตื่นเต้นอะไรกับปีใหม่สักเท่าไร...จะดีใจอะไรกันมากมายมันก็แค่เวลาที่เดินผ่านไปเท่านั้น...แค่วิเดียวจาก 23.59.59 สู่ 24.00.00 มันทำให้อะไรใหม่เกิดขึ้นหรือ...) ก็ขอให้ความดีที่พวกคุณได้สร้างนั้นกลับมาเป็นผลดีแก่ตัวของคุณครอบครัวของคุณและคนที่คุณรักก็แล้วกันนะครับ ผมไม่ค่อยเชื่อว่าพรจากคนธรรมดาจากผมจะช่วยให้อะไรดีขึ้นนอกจากความสบายใจและความสุขใจจากความจริงใจของผม...
              ย่างที่ได้ทราบกันแล้วก่อนหน้านี้นะครับว่าวง The Bangkok Voices ที่ผมสังกัดอยู่นั้นได้เปิด Concert ที่ศูนย์วัฒนธรรมไปเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม ที่ผ่านมานี้ที่หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย หลังจากที่ผมได้คุยกับใครหลายๆคนพวกเขาก็บอกว่าเป็น Concert ที่ดี Concert หนึ่งเพราะว่ารู้สึกอิ่มกับเพลงที่เยอะเหลือประมาณ(อันนี้ผมเองก็ไม่ได้ตั้งใจนับเหมือนกันแต่ดูเหมือนว่าถ้ารวมเพลงแถมเข้าไปด้วยก็ร่วมๆ 25 เพลงเห็นจะได้น่ะครับ) บวกกับการแสดงผสมผสานกับการร้องเพลงที่ไม่น่าเบื่อทำให้เราสามารถผูกใจผู้ชมให้ตั้งใจดูเราและมีความสุขสนุกสนานไปกับเราด้วยตลอดเวลาเกือบๆ 2 ชั่วโมงเต็ม... นับว่าเป็นความสำเร็จอีกครั้งหนึ่งของพวกเรา The Bangkok Voices มากๆเลยครับ... แต่ทุกอย่างที่ดูเหมือนว่าจะจบนั้นแท้จริงแล้วมันยังไม่จบแค่นั้นครับ... เวลาของผมนั้นยังเดินอยู่ตั้งแต่วันที่ 21(ก่อนออก Concert ที่ศูนย์วัฒนธรรม)จวบจนมาถึงวันที่ 31 ที่ผมกลับมาจากเชียงใหม่น่ะครับผมจะเล่าให้ฟังคร่าวๆก็แล้วกันนะครับว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างแต่ผมรับรองได้ว่ามันเป็นช่วงเวลาที่ Extreme ของผมอีกแล้วครับเหมือนกับตอนช่วงก่อนหน้านี้ที่ผมจะไปแข่งที่จาร์กาตา...

    Chapter 1 : Overclocking before going to Chiangmai

              ลังจากวันที่ 22 ซึ่งเป็นวันอาทิตย์หลังจากที่พวกเราแสดงกันเสร็จเรียบร้อยแล้ววันที่ 23 นั้นพวกเราก็จะต้องมาซ้อมกันอีกครับเพราะว่าเราได้รับงานร้องเพลง Christmas ในคืน Christmas Eve(วันที่ 24) เอาไว้สองที่ครับนั่นก็คือที่โรงแรมอโนมาย่านราชประสงค์และโรงแรมเพนินซูล่าย่านสะพานตากสินครับในวันที่ 23 นี้เองจะเห็นได้ว่าคนมาซ้อมน้อยมากๆเลยครับเพราะว่าเหนื่อยๆกันที่บ้านผมคุณแม่ผมก็ไม่อยากให้ผมไปเหมือนกันเพราะว่าเกรงว่าผมจะเหนื่อย...(คุณแม่ผมเข้าใจนะว่าคุณแม่เป็นห่วงแต่ถ้ามันไม่มีคนไปเลย วงมันจะยังเป็นวงอยู่ได้ยังไง...มันต้องมีคนเสียสละบ้างทุกอย่างมันถึงจะเดินไปข้างหน้าได้...) ท้ายที่สุดผมก็ไปครับแต่ยอมรับว่าวันที่ 23 นี้ผมกรอบเหลือเกินครับขนาดว่านอนตื่นสายแล้วก็ยังไม่หายเพลีย โดยเฉพาะอาการปวดขาของผม ผมยืนนานๆแล้วจะรู้สึกปวดขาน่ะครับเพราะว่ามันรับน้ำหนักเอาไว้มากพอสมควร(ผมสัญญากับแฟนผมไว้ว่าผมจะต้องเหลือ 75 จากตอนนี้ 82 ให้ได้ก่อนรับปริญญา...สิงหาคมปีนี้!!!) ผมก็ไปซ้อมตามปรกติครับก็เห็นคนมาไม่มากเหมือนเดิมแต่ก็ไม่เป็นไรผมก็ไม่ได้รู้สึกแย่กับคนที่ไม่ยอมมาซ้อมนะครับผมเข้าใจว่าเขาก็เหนื่อยกันทั้งนั้นแหละ แต่ผมเหนื่อยน้อยหน่อยยังพอมาไหวก็มา วันนั้นพวกเราก็ซ้อมเพลง Christmas ครับเพื่อที่จะไม่ให้เกิดความผิดพลาดเกิดขึ้นในการร้องแสดงจริงครับ(ส่วนตัวผมผมว่า Note เพลง Christmas มันไม่ได้ยากครับมันยากที่เนื้อเพลงที่มันซ้ำกันหลายๆครั้งมากกว่าครับอันนี้สิเจ็บ!) ก็ OK ครับพอร้องกันได้ OK วันนั้นจากนั้นวันที่ 24 พวกเราก็นัดเจอกันที่โรงแรมอโนมากันประมาณ 16.45 ครับ เพราะว่าเรามีคิวแสดงกันเวลา 17.15 ครับก็ไม่เป็นไรครับผมก็มากับพวกพี่น้องที่เรียนอยู่ที่สถาบันบันฑิตพัฒนศิลป์(วิทยาลัยนาฏศิลป์วังหน้า) ครับ เมื่อเรามาถึงแล้วผมสังเกตเห็นว่าพวกสุภาพสตรีจะต้องเสียเวลากับการแต่งตัวแต่งหน้ามากมายครับ แต่เวลามันกระชั้นเข้าไปทุกทีๆ ในที่สุดก็ต้องไปร้องครับทั้งๆที่บางคนยังหน้าเป็นศพอยู่(รองพื้นไว้อย่างเดียวบ้าง กรีด Eyeliner ข้างเดียวบ้าง) ดูแล้วฮาดีเหมือนกันครับ ก็ร้องกันขำๆครับเพราะว่าที่อโนมานี่ไม่มีอะไรครับเป็นขาประจำของวงเราอยู่แล้วครับ จากนั้่นพวกเราก็ต้องไปต่อกันที่โรงแรมเพนินซูล่าครับ พวกเราเดินไปขึ้นรถไฟฟ้ากันที่สยามฯครับระหว่างขึ้นรถไฟฟ้านั้นพวกพี่ๆและน้องๆในวงก็แซวผมว่า ผมเหมือนพวกนักธุรกิจเกาหลี(โฮ่ๆ แอบปลื้มเหมือนกัน ที่ดูเหมือนก็เพราะว่าวันนั้นใส่สูทไปน่ะครับแล้วผมก็ถือ Notebook เอาไปอ่านหนังสือตอนที่รอด้วยก็เลยยิ่งดูเหมือนเข้าไปใหญ่) เมื่อเราถึงที่โรงแรมเพนินซูล่าผมก็ได้ทราบว่าพวกเราจะต้องร้องกันที่หมด 4 รอบครับ รอบละ 20 นาที(ก็ประมาณ 4-5 เพลง) โดยร้องที่ Lobby กับที่งาน Christmas Eve ที่เขาจัดเอาไว้ให้แขกต้องจองโต๊ะอ่ะครับซึ่ง Dinner มื้อนี้ผมถามมาแล้วครับราคาไม่ต่ำกว่าท่านละ 20000 บาท(เอาเถอะครับแพงขนาดนี้ผมไปกินหมูกระทะแถวบ้านดีกว่าอิ่มเหมือนกัน) สำหรับการร้องที่นี่นั้นมีคนในเขาติดต่อมาให้เรามาร้องซึ่งคุณหมอก็เรียกเงินไป 40000 บาท(นับว่าถูกมากระดับวงอย่างเราเนี่ยยย) มันเป็นงานที่ได้เงินมากเลยพลาดกันไม่ได้น่ะครับสองรอบแรกก็ไม่มีอะไรครับ แต่สองรอบหลังนี้สิครับงานเข้าเลย เพราะคุณหมอบอกว่าให้ผมร้อง What a wonderful world แถมด้วย(งานเข้าเลยพี่น้องงงงง!!!!) ผมเลยต้องจำใจ(คุณหมอท่านเป็นแบบนี้แหละครับชอบมีอะไร Surprise นักร้องให้หลอนกันเล่นๆ) ผมก็สามารถผ่านไปได้ด้วยดีครับเพียงแต่ว่าผมรู้สึกเหนื่อยมากๆหลังจากที่ร้องมาแล้วประมาณ 10 เพลงเสียงก็เริ่ม Crack เพราะร้องใน Lobby เพดานมันสูงมากๆร้องหายๆเลยต้องใช้เสียงมากกว่าปรกติ ก็เลยรู้สึกว่า Solo ได้ต่ำกว่าที่ประมาณเอาไว้แต่ก็ไม่เป็นไรครับ ฝรั่งเขาก็ชมว่าน่ารักดี(ก็ยังดี) ขากลับนั้นพวกเราก็ได้เหมารถสองแถว(คิวสองแถวที่อยู่ใต้สถานีรถไฟฟ้าสะพานตากสิน)กลับมายังที่โรงแรมอโนมาเพราะว่ารถของพวกเราจอดกันที่นั่นระหว่างนั้นพวกเราก็ได้ร้องเพลงมาเรื่อยๆเลยครับเหมือนจะเป็นช่วงเวลาที่เหนื่อยแต่ก็มีความสุขจริงๆครับ และคืนนั้นผมก็ต้องกลับบ้านด้วยความล้าแบบสุดๆครับ วันที่ 25 ธันวาคม วัน Christmas นี้เองที่มีการสอบวิชา PH201 ตรรกวิทยา ซึ่งเป็นวิชาของคณะศิลปศาสตร์เอกปรัชญาครับ(ท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมเด็กสังเคราะห์อย่างผมถึงได้มาลงปรัชญาโปรดอ่านบทความก่อนหน้านี้ครับ) ซึ่งเขาว่ากันว่าวิชานี้มันไม่หมูครับมีน้องที่เรียนไปแล้วบอกว่าพี่ทำไมลงตัวนี้ล่ะมันยากนะพี่หนูยังได้แค่ C เอง คิดดูครับเด็กปรัชญาชัดๆได้ C แล้วผมล่ะ...เอาเว้ยลุย ผมก็ตื่นขึ้นมาด้วยอารมณ์กระวนกระวายเล็กน้อยครับ ผมก็ขอให้คุณพ่อผมไปส่งให้ที่ท่าพระจันทร์เพื่อที่จะได้นั่งรถตู้ไปยังรังสิตครับ ระหว่างที่อยู่บนรถผมกลับมาตลอดทางเลยครับ พอมาถึงที่รังสิตตอน 7.15 ผมก็ได้ไปนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่ SC ครับ(หลังจากที่วานนี้อ่านมาแล้วนิดหน่อย) พอดูเวลาสัก 8.30(ก่อนสอบ 30 นาที) ผมจึงเดินไปซื้อ Espresso มาดื่มเพื่อความกระชุ่มกระชวย(บอกคนที่เขาชงว่าขอเข้มๆเลยนะครับ) พอเข้าไปสอบนะครับสิ่งที่เกิดขึ้นคือ 40 คะแนน ข้อสอบมี 4 ข้อ(ข้อละ 10) ผมเปิดดูทั้งหมดทั้งสี่ข้อครับ เวลาก็ค่อยๆผ่านไปเรื่อยๆ วิชาปรัชญานี้ไม่รู้เป็นอะไรมากเหรอเปล่านะครับ ทุกคนที่เข้าไปสอบจะมีอาการคล้ายๆกันคือเหวอกับข้อสอบ ผมก็ใช้เวลานั่งคิดเพียวๆประมาณครึ่งชั่วโมงจึงได้ฤกษ์ลงมือเขียน อยากจะบอกว่าตรรกศาสตร์มันดูเหมือนว่าจะยากนะครับแต่มันเป็นการอ้างเหตุผลโดยใช้ข้อมูลและประสบการณ์ที่เรามีมาช่วยด้วยครับมันจึงดูเหมือนเป็นปรัชญาที่เป็น Relative ซึ่งครั้งแรกที่เรียนผมจะรู้สึกทะแม่งๆเล็กน้อยเพราะว่ามันหลุด Theme ของ 3 ปราชญ์เมธียุค Classical Greek ที่ให้ความเห็นว่าปรัชญาต้องเป็นอะไรที่ Absolute แต่ก็ดีครับมันทำให้ผมระลึกมากขึ้นว่า Logic เนี่ยมันสามารถเปลี่ยนผิดให้เป็นถูกและเปลี่ยนถูกให้เป็นผิดได้จริงๆ...น่ากลัวนะครับ ผมจำได้ว่าผมเลือกอีก 2 ข้อในเวลา 40 นาที ผมจึงใช้เวลาทุกวินาทีอย่างมีค่าที่สุด(เขียนมือแทบหลุด) ก็ทำเสร็จทันครบทั้งสี่ข้อโดยที่ใช้เวลาไปเต็มที่ 2 ชั่วโมงครับ ออกมาจากห้องสอบแล้วก็รู้สึกสบายใจขึ้นมากเลยครับ อย่างน้อยที่สุดมันก็ได้ผ่านไปแล้ว แล้วผมเองก็รู้สึกว่าผมทำได้บ้างคะแนนที่ออกมาคงจะไม่น่าเกลียดจนรับไม่ได้(ผมไม่เสียใจเพราะผมทำมันเต็มที่แล้ว ณ ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดนั้น สำหรับผมมันเป็นการท้าทายตัวเองอย่างหนึ่งเหมือนกัน มันทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นและเป็นPassionเล็กๆน้อยๆในการดำเนินชีวิตของผมที่ไม่ทำให้ชีวิตสงบราบเรียบน่าเบื่อเสียจนเกินไป) และแล้วผมก็กลับไปนอนที่บ้านครับเพื่อพักผ่อนผมนอนอย่างไม่รู้สึกตัวเลยรู้สึกตัวอีกทีก็เกือบๆ 6 โมงเย็นครับ ผมหลับตั้งแต่บ่ายโมงยันหกโมงเย็น!!! รู้สึกตัวก็เลยตื่นมาเก็บข้าวเก็บของเพื่อที่จะไปเชียงใหม่ในวันที่ 26 ครับ 

    Chapter 2 : From Bangkok to Chiangmai(So FAR.... not SO SAD!!!)
               วันนี้เองครับที่พวกเราได้นัดเจอกันที่สถานีรถไฟหัวลำโพงเพื่อที่จะไปสู่เชียงใหม่ ในการ Tour เชียงใหม่ครั้งนี้เรามีทั้งโปรแกรมเที่ยวและโปรแกรมร้องครับซึ่งจะเน้นไปที่ร้องมากกว่าเที่ยวน่ะครับเหอๆ จะเป็นอย่างไรนั้นผมจะค่อยๆย้อนเวลาจากความทรงจำของผมเพื่อที่จะไปพร้อมๆกันกับคุณก็แล้วกันนะครับ
                วกเรานัดเจอกันที่หัวลำโพงเวลา 16:00 ครับ(แต่รถไฟออกประมาณ 18:00) ครับเพื่อเป็นการป้องกันความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ต้องบอกก่อนว่ารถไฟเนี่ยเขาไม่รอน่ะครับ ผมจำได้ว่าวันนั้นเป็นวันที่รถติดมากครับเพราะว่าผมนั่ง Taxi จากบ้านมาเป็นเงินเกือบๆ 200 บาทโอ้วแพงเวอร์เลยครับ แต่ก็ไม่เป็นไรคุณพ่อผมเขา Support เรื่องนี้(เพราะว่าท่านมาส่งผมไม่ได้ห่วงเล่น Tennis) เมื่อผมถึงแล้วผมก็ได้ไปวางกระเป๋าแล้วก็เจอกันกับสมาชิกวงเราซึ่งในตอนนั้นผมก็มีเพื่อนร่วมอุดมการณ์เดียวกันนั่นก็คือน้องดรีม(น้องคนนี้เรียนอยู่ที่นาฏศิลป์วังหน้าน่ะครับ)เขาก็ได้ถามผมว่า "พี่เดียร์หิวป่ะพี่" ผมก็ตอบเขาไปว่า "เออหิวว่ะไปหาไรกินกัน" ผมกับน้องดรีมเลยตัดสินใจไปกิน KFC ครับ(อยากจะบอกว่าอยากจะกินมานานแล้ววว) ผมก็ซัดไก่ทอดไป 4 ชิ้น(เรื่องกินนี่ไม่มีอั้น...) ก็รู้สึกอิ่มสบายดีครับ จากนั้นพวกเราก็ได้ช่วยกันยกข้าวยกของขึ้นรถไฟ รถที่พวกเราไปนี่คือรถนอน(ผมไม่ทราบว่าชื่อทางการเขาเรียกว่าอะไร) เมื่อทุกคนมาพร้อมกันแล้วก็ช่วยกันยกของเสร็จแล้วก็ขึ้นไปบนรถไฟครับ รถไฟออกจากที่สถานีหัวลำโพงเวลา 18:30 น. ครับระหว่างที่พวกเราอยู่บนรถไฟ แต่ละคนก็ต่างมีอะไรมาทำกันครับ สำหรับผมแล้วผมก็ใช้ Notebook ที่ผมเอาไปนั้นต่อ Internet ผ่านมือถือด้วย EDGE เพื่อที่จะเล่น MSN กับน้องแก้วในวันนั้นก่อนที่ผมจะนอน(แก้วเห็นมั๊ยว่าสำหรับผมมันมีแต่ความเป็นไปได้) คืนนั้นผมก็ได้เสียสละให้พวกผู้หญิงและเด็กนอนข้างล่างครับผมก็เลยจำต้องไปนอนข้างบน... อยากจะบอกว่ามันเล็กไปสำหรับผมมากๆเลยครับ(แบบมันเล็กไปจริงๆน้า) คือมันก็พอนอนได้น่ะครับแต่พลิกตัวอะไรนี่ต้องระวังมากๆครับอาจจะร่วงลงมาข้างล่างได้ แล้วที่สำคัญมันจะ Shake นิดๆด้วยน่ะครับ คืนนั้นผมยอมรับตามตรงว่าผมนอนไม่หลับเลยครับ พอตื่นขึ้นมาก็พบว่าหลายๆคนยังหลับอยู่(เพราะผมนอนเร็วมากผมนอนประมาณ 22:00 ผมก็ง่วงแล้วอ่ะครับ) เวลาที่ผมตื่นประมาณ 6.30 ของวันที่ 27 ครับ ตามตารางเขาก็บอกว่าจะถึงที่เชียงใหม่กันเวลา 7.00 แต่ที่ไหนได้ครับเราถึงสถานีรถไฟเชียงใหม่เกือบๆ 9.00 ครับ ขาที่เราลงรถนี่ก็ลำบากหน่อยครับแบกของกันทุลักทุเล(เวลานี้คือความเท่าเทียมกันทางเพศอย่างแท้จริงผู้หญิงก็เข้ามาช่วยแบกด้วยเพราะว่ากระเป๋าที่หนักๆก็คือกระเป๋าของพวกเธอนั้นนั้นเครื่องสำอางเป็นโหล!!!) จากนั้นพวกเราก็นั่งรถตู้ที่ทางพี่นุ้ย(Vocal Coach ประจำวงของเราเป็นหนุ่ม(ที่เป็นสาว)ชาวเชียงใหม่นะเจ้า) ก็ไปเก็บข้าวเก็บของกันที่หอพักของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่(UNISERV) จากนั้นพวกเราก็ไปทานอาการเหนือกันที่ร้านที่พี่นุ้ยแนะนำครับอยากจะบอกว่าอร่อยมากๆๆๆ กินกันอิ่มหนำมากอ่ะครับกระเพาะแทบคราก โต๊ะของที่ผมนั่งนั้นเป็นโต๊ะชายล้วนน่ะครับสายแข็งทั้งนั้น(คำว่าสายแข็งในที่นี้หมายความว่ากินเก่งน่ะครับ ส่วนมากใช้ในด้านการแข่งขันกีฬา) เพราะว่านั้นเป็นมื้อแรกของวันเลยครับ(เวลาประมาณเที่ยงๆ) จากนั้นพวกเราก็เดินทางไปที่น้ำพุร้อนสันกำแพงครับระหว่างทางไปนั้นก็หลับกันไม่รู้เรื่องน่ะครับไม่ใช่เพราะว่าเมารถนะครับ...(ผมว่ามันเป็นอาการเมาข้าวเหนียวมากกว่า) พอถึงแล้วคุณหมอก็ปล่อยให้พวกเราไปถ่ายรูปน่ะครับ จากนั้นพวกเราก็ไปร้องเพลงสวนในฝัน(โชว์)กันที่นั่นหนึ่งเพลงแล้วก็กลับออกมาครับ คนที่นั่นก็งงๆกันเล็กน้อยที่เห็นชอบใจมานั่งฟังก็พวกฝรั่งเนี่ยแหละครับแต่เอาเถอะก็พอหอมปากหอมคอ(Hom pak Hom kore)... จากนั้นพวกเราก็ได้รีบตรงดิ่งไปที่บ้านของอ.เทียนชัย(อ.ท่านนี้เป็นอ.พิเศษที่เคยสอนดนตรีอยู่ที่ม.พายัพครับ มีเส้นสายทางด้านการขับร้องและในวงการนี้ค่อนข้ายเยอะ แล้วเมื่อปีที่แล้วอ.ก็เป็น Conductor วง CM Voice Studio ตัวแทนของประเทศไทยที่ไปแข่งยัง World Choir Games ที่ Graz, Austria ได้เหรียญทองแดงกับเหรีญเงินกลับมาอย่างละหนึ่งเหรียญ ซึ่ง Category ที่ทางวงนี้ลงแข่งและถนัดนั้นก็คือ Pop & Jazz และ Male Ensemble ครับ จะเห็นได้ว่า Style นั้นจะค่อนข้างแตกต่างกับวง The Bangkok Voices ที่เนี่นไปทางด้าน Gospel & Spiritual ที่เน้นที่เสียงที่มีพลังและการเข้าถึงอารมณ์เพลงก็แตกต่างกันด้วยครับ) คือที่เราไปแสดงที่พายัพเนี่ยเป็นการหาเงินช่วยวง CM Voice Studio ของ อ.เทียนชัย เพื่อที่จะไปแข่งที่เกาหลีปีหน้า ก็เหมือนกับว่าเงินที่ได้จากการขายบัตรเข้าชมทาง CM ก็ได้ไปส่วนทาง The Bangkok Voices ก็ได้ขาย CD เพื่อเป็นการโปรโมทวงครับ ในคืนนั้นเองที่บ้านอ.ท่านก็ตั้งอยู่บนเนินเขาครับ บรรยากาศดีมากบ้านเป็นบ้านไม่ที่ตกแต่งออกแนวตะวันตกครับผม น่าอยู่มากกกกกกกก ผมได้ทราบมาว่าแฟนของอ.เทียนชัยคือลุงจอห์น(คงจะทราบนะครับว่าทั้งสองท่านนี้เป็นชายทั้งคุ่) ลุงจอห์นเป็นผู้ช่วยฑูตของประเทศแถบยุโรปตะวันตก(แถวๆทะเลเหนือ,คาบสมุทรสเกนดิเนเวีย) แต่ผมไม่แน่ใจว่าเป็นประเทศอะไรเพราะว่าฟังมาไม่ชัดครับ(เนื่องจากนั่งทางข้าวกันคนละวงกัน) แกก็รวยน่ะครับแล้วก็สร้างบ้าน ณ ตรงนั้นแล้ววันนี้เองก็เป็นงานเลี้ยงต้อนรับที่มีพวกสมาชิกวง CM มาด้วยน่ะครับก็เลยได้เม้ากันนิดหน่อยครับ พวกพี่ๆสโมสรน้ำจันท์(พวกพี่ๆที่ชอบดื่มเหล้า แต่เขาว่ากันว่าวงเล่าของเขาเป็นวงเหล้าสีขาว...อย่างไรนั้นฟังกันต่อไปนะครับ) ตาเป็นมันเมื่อเจอกับเตกีล่าและว๊อดก้ารวมไปถึงแบลคและมิ๊กเซอร์ที่วางอยู่บนโต๊ะโดยที่ใครอยากจะกินก็เต็มที่บริการตัวเอง พวกนั้นเขาก็กินกันกึ่มๆครับผมเองก็ไม่ได้ไปทานด้วยเพราะว่าผมเห็นว่าพรุ่งนี้มันยังมีงานที่จะต้องร้องอยู่ควรจะ Save เสียงเอาไว้ให้มากๆ พวกเราก็มีการร้องเพลงโชว์กันระหว่างสองวงน่ะครับก่อนที่จะกลับที่พักกันในคืนวันนั้น ก็ดูๆก็เป็นความสุขดีครับจากนั้นเราก็กลับถึงหอพักของม.ช.(UNISERV) เป็นที่เรียบร้อยครับ ในคืนนี้มีอะไรน่าขำขันอย่างหนึ่งครับ คือผู้ชายจะต้องนอนอยู่ห้องรวมกันใช่มั๊ยครับส่วนผู้หญิงเนี่ยเขาจะอยู่ห้องที่มีห้องน้ำในตัวเป็นสัดเป็นส่วน พอถึงเวลาจะใช้ห้องน้ำนะครับ ห้องน้ำรวม(ส่วนกลาง)ไม่มีเพศอีกต่อไปครับผู้ชายก็แห่กันเข้าไปใช้ห้องน้ำผู้หญิงบ้างน่ะครับ ไม่เช่นนั้นต้องรอกันนานแย่เลยกว่าจะอาบน้ำแต่ละทีแต่ก็ดีนะครับที่ยังมีน้ำอุ่นไม่งั้นล่ะเสร็จ...
              วันที่สองครับวันนี้พวกเรามีโปรแกรมที่จะต้องร้อง Voices Celebration 2008 ที่มหาวิทยาลัยพายัพในตอนเย็นครับและในตอนเช้าช่วงเช้าพวกเราก็ต้องไปตระเวนร้องกันที่โบสถ์ต่างๆในเมืองครับ(คุณหมอกิตติพรนั้นเป็นคริสเตียนครับเลยมีเส้นสายนิดหน่อยที่จะทำให้เราได้ไปร้องในโบสถ์) เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ก่อนที่จะแสดงจริงในช่วงเย็นที่ ม.พายัพน่ะครับ โบสถ์แรกที่พวกเราไปร้องนี่เป็นโบสถ์คริสเตียนครับชื่อโบสถ์หนึ่ง(ผมเองก็งงๆกับชื่อเหมือนกันน่ะครับ) เราได้รับโอกาสให้ไปร้องในการนมัสการหมู่ในช่วงเช้า โดยเพลงที่พวกเราร้องนี่ก็มี 3 เพลงครับก็คือเพลง Ave Verum ของ Charles Gounod(หาฟังได้จาก CD ของ The Voices ) เป็นเพลงที่สงบๆครับต่อมาก็เป็นเพลง We shall walk through the valley in peace เพลงนี้ก็ให้ความหมายที่ดีๆครับทำให้สู้ต่อไป และเพลงสุดท้ายก็คือ My God is a rock เพลงนี้ทำให้พวกเราตื่นได้เป็นอย่างดีครับในเวลาเช้าๆและอากาศน่านอนแบบนี้พวกเราก็ทำกันได้ดีกันพอสมควรครับเพราะว่าเสียงพวกเรายังไม่ตื่นกันสักเท่าไร(ยังเช้าอยู่) แต่เราได้โบสถ์ที่มีลักษณะทาง Acustic ที่ดีเลยช่วยได้มากครับร้องเพลงแล้วเพราะพวกเราก็ Happy ครับ ชาวคริสเตียนที่ได้ฟังพวกเราร้องส่วนใหญ่เขาก็มีความสุขและชอบพวกเรามากๆแล้วก็สัญญาว่าจะมาดูพวกเราในช่วงเย็นที่ ม.พายัพ ครับ จากนั้นพวกเราก็ไปตระเวนร้องเพลงกันต่อที่โบสถ์พระหฤทัยฯอันนี้เป็นโบสถ์คาธอลิกบ้างครับ พวกเราก็ร้องเพลงเดิมน่ะครับแต่ว่ารู้สึกดีขึ้นเพราะว่าเสียงของพวกเรานั้นเริ่มตื่นมากขึ้นแต่ว่าโบสถ์มันใหญ่มากทำให้เราต้องใช้แรงกันมากขึ้นตามไปด้วยเพราะว่าหลังคามันสูงมากร้องไปเท่าไรไม่ได้ยินกลับมาร้องหายร้องหาย พวกเราเลยร้องอัดกันครับ(แต่พออัดออกมาแล้วเพราะทีเดียว) ก็ได้รับคำชื่นชมจาก Father และ Sister ครับว่าพวกเราร้องกันเพราะมากๆเลยยย(ระหว่างรอร้องที่โบสถ์พระหฤทัยมีเรื่องฮาเกิดขึ้นนิดหน่อยครับ ด้วยความหิว พี่โด่ง น้องดรีม พี่จืดและผม ได้แอบออกมากินข้าวมันไก่ในละแวกโบสถ์แถวนั้นกันเพราะว่าตอนเลี้ยวรถเข้าผมแอบสังเกตเอาไว้แล้ว ผมก็ออกมากินกันรีบๆๆๆกินแล้วก็รีบกลับไปพี่ต้นพี่อีกคนหนึ่งถูกเรียกให้ออกมาทานข้าวด้วยกันครับแต่พอพี่เขาถึงร้านแล้วพี่นุ้ยก็โทรให้รีบกลับไปด่วนจะร้องแล้ว ในขณะนั้นเองผมกำลังจะเบิ้ลจาน 2 แต่ก็ต้อง Cancel ไปพอพวกเรามาถึง...ก็กลายเป็นว่าพิธีเพิ่งจะเริ่มแต่ว่าเราร้องหลังสุด...อีกนาน...สร้างความเซ็งให้กับพี่ต้นไม่ใช่น้อย... โถพี่สงสารพี่จังเลย คิดดูสิครับกำลังจะสั่งแล้วอ่ะโทรมาพอดีเลย...) จากนั้นพวกเราก็กลับมาเก็บข้าวเก็บของและเปลี่ยนชุดเพื่อที่จะเตรียมตัวไปแสดงยัง ม.พายัพครับ ในการแสดงวันนั้นต้องบอกตามตรงเลยว่าพวกเราทำกันได้ดีพอสมควรครับคงอาจจะเป็นที่ Hall ที่แสดงเราอาจจะยังไม่ค่อยคุ้นชินกับ Acustic ของมันน่ะครับเลยไม่รู้จะออกแรงกันขนาดไหน งานนี้เพลง Alleuia พวกเราตั้งใจร้องกันมากเลยครับ เลยออกมาเป็นเพลงที่สมบูรณ์ผมนี่ตอนจะถึงท่อนยากนี่ตั้งสมาธิเพ่งเลยเพราะผมไม่ยอมให้มันแป๊กอีก เพลงนี้ซึ่งเป็นเพลงหลอนของพวกเราก็ผ่านไปได้ด้วยดีครับ ในส่วนของ What a wonderful world ผมว่าผมร้องได้ดีที่สุดตั้งแต่ร้องมาแล้วล่ะครับ ร้องที่นี่ไม่มีเกร็งเลย สามารถถ่ายทอดอารมณ์ถึงคนดูได้เป็นอย่างดีครับ(โอ้ รอดตายผมว่าผมทำได้ดีเลยทีเดียว ร้องหลายๆครั้งเข้าเริ่มชิน) ก็ภาพรวมออกมาก็ OK ดีครับคนดูก็มาดูกันเยอะพอสมควรครับทางวง CM เขาก็ได้มาแจมด้วยน่ะครับ เพื่อให้เราได้พักกันสักหน่อยหนึ่ง โดยรวมแล้วโปรแกรมคล้ายๆแสดงที่กทม.ครับ ตอนจบก็ถ่ายรูปร่วมกันกับวง CM Voice Studio ครับก็เป็นบรรยากาศที่น่าชื่นมื่นดีครับ(ส่วนตัวแล้วผมหวังที่จะได้เจอกับพวกเขาอีกในการแข่งขัน 2nd Asian Choir Games ที่เกาหลีปีหน้าอย่างน้อยๆก็คนไทยเหมือนกัน) จากนั้นพวกเราก็ไปเดินเที่ยว Shopping กันที่ถนนคนเดิน(ท่าแพ) ผมเองก็ได้มาแต่ของกินน่ะครับเพราะว่าผมไม่รู้ว่าจะซื้ออะไรฝากใครดีคนที่ผมจะต้องซื้อฝากก็มีไม่กี่คน ส่วนตัวผมแล้วผมไม่ใช่คนชอบ Shopping เวลาผมจะซื้ออะไรผมจะมีเป้าหมายและวางแผนก่อนจะไปซื้อไอเรื่องแบบเจอแล้วซื้อเลยผมบอกเลยว่าน้อยมากหรือแทบเป็นไปไม่ได้ครับ สำหรับแก้วแล้วผมคิดว่าเธอก็มีทุกอย่างครบอยู่แล้วถ้าเกิดว่าซื้อของจุกจิกให้เธอยิ่งจะทำให้มันเยอะมากขึ้น... ผมเลยตัดสินใจซื้อแต่ใส้อั่ว(ของกิน)ให้เธอวันกลับจะดีกว่า และแล้ววันนี้ผมก็ซักแห้งครับด้วยความเหนื่อย...
              วันที่สามครับวันนี้เรามีโปรแกรมที่จะไปเที่ยวกันที่ดอยสุเทพกันในช่วงเช้าแล้วก็ไปแสดงที่ม.ช.ในช่วงเย็นๆน่ะครับตอนเช้าที่เราไปกันที่ดอยสุเทพกันนั้นก็มีความสุขกันเลยทีเดียวครับเพราะว่าวันนี้คุณหมออนุญาติให้ตื่นสายกันได้(10:00) ผมก็เลือกที่จะเดินขึ้นไปด้วยบันได้ครับก็เหนื่อยกันพอสมควรแต่พอถึงแล้วก็มีที่นั่งให้นั่งพักก็สบายๆครับบรรยากาศข้างบนสวยมากๆเลยครับลมพัดสบายๆ(อยากให้หมีมาด้วยจังเลยค่ะ) แล้วผมก็อดไม่ได้ที่จะทำบุญให้กับครอบครัวของผมและอวยพรขอพรพระไปถึงครอบครัวของคนที่ผมรักด้วยมให้พวกท่านมีความสุขสุขภาพแข็งแรง OK ครับได้ทีแล้วก็ลงมาจากดอย...ตอนที่นั่งรถเพื่อที่จะกลับมายังม.ช.เนี่ยพวกเรามีอาการเมารถกันพอสมควรเลยครับเนื่องจากว่ามันเป็นขาลงมันเลยมีการกระชากนิดหน่อยน่ะครับก็เมารถกันไปตามๆกัน จากนั้นเมื่อพวกเราพักผ่อนและทานข้าวจนอาการวิงเวียนจากการเมารถเริ่มดีขึ้นแล้วก็ไปเตรียมตัวเปลี่ยนชุดเพื่อที่จะไปร้อง Concert เป็นครั้งสุดท้ายที่ ม.ช.ครับ คืองานนี้เป็นงานเหมือนกับว่าให้ความรู้กับนักศึกษาเกี่ยวกับการขับร้องประสานเสียงน่ะครับ ก็ได้ไปร้องกันขำๆ ผมก็เหมือนเดิม What a wonderful world (อันนี้มันมีเรื่องฮาอยู่ตรงที่ว่าตอนที่ผมเดินออกมามันจะมีบันได้ไม้ที่ลื่นๆผมดันลื่นไอบันไดนั่นแต่ไม่ได้ล้มนะครับพอดีขั้นมันไม่กว่างนั้น ผมรู้สึกได้ถึงเสียงที่หายไปของวงเขาคงจะฮาผมไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว) ผมก็ร้องได้ต่ำกว่ามาตรฐานจริงๆครับแต่ก็ไม่ได้แย่มากเพราะว่าผมกรำศึกมาหนักมากแล้วร่างกายมันเลยเหียกมากส่งผลไปถึงเสียงด้วยน่ะครับ ก็ร้องกันขำๆครับไม่ได้ Serious อะไรจากนั้นหลังจากที่เราเล่น Concert เสร็จพวกเราก็ได้รับเชิญจากอ.เทียนชัยให้ไปที่บ้านแกอีกครั้งเพื่อเป็นการเลี้ยงส่งก่อนที่จะกลับกันในเย็นวันที่ 30 งานนี้ผมคงต้องแจมกับสโมสรน้ำจันท์ด้วยแล้วล่ะครับทนเสียงเรียกร้องไม่ไหว ผมก็ไม่ได้ดื่มเหล้านะครับแต่ผมดื่มไวน์ เห็นไวน์นอกขวดใหญ่ที่ลุงจอห์นแบกมาจากบ้านแกแล้วอดไม่ได้ซัดไปประมาณ 2 แก้วเต็มๆ(แก้ว Plastic บางๆใสๆที่เขาเอาไว้ใส่นน้ำขายน่ะครับ) แรกๆก็รู้สึกสนุกสนานครึกครื้นดีนะครับแต่พอกลับมาจากงานลงจากรถแล้วรู้สึกเหมือนตัวเองจะต้องไถไปกับทางเดินตลอด ไวน์นี่มันดีอย่างนะครับมันไม่เมาอ๊วกแต่มันจะทำให้ง่วงหัวทิ่ม(มีคนเขาแซวว่า "โห่ไอเดียร์นานๆทีแม่เมิงจะปล่อยอะไรวะ 2 แก้วก็เมาแอ๋แล้ว..." ผมก็ไม่สนใจแล้วครับอยากจะนอนอย่างเดียววินาทีนั้นจนกระทั่งเจอคุณหมอเขาก็มาพาผมเดิน(ให้เป็นผู้เป็นคน) ไปที่เตียง พอผมถึงเตียงนะครับแทบจะเอาหัวมุดลงไปเลย... จากนั้นผมก็โทรหาแก้วบอกว่า "ผมไม่ได้เมามากไม่ต้องเป็นห่วงผมนอนแล้ว..." แล้วผมก็หลับไป...(ซักแห้งอีก 1 คืน)
              วันสุดท้ายก่อนกลับ...ผมตื่นมาด้วยอาการปวดคอมากๆเพราะเมื่อคืนนี้คุณหมอไม่ได้พลิกตัวให้ผมผมนอนคว่ำตลอดทั้งคืนเลยอาการเหมือนคนตกหมอนแต่ปวดกล้ามเนื้อด้านหน้าแทนครับ ก็เลยไปขอยาพี่ตี้(ที่บ้านพี่เขาเป็นร้านขายยา) มาทาคอค่อยสบายหน่อยครับ ผมไม่รู้สึกถึงอาการแฮงค์อะไรเลยครับเวลาตื่น รู้สึกว่าไวน์ของลุงจอห์นนี่จะดีจริงๆรู้สึกสดชื่นมากๆครับ จากนั้นก็ไปอาบน้ำแล้วก็นัดประชุมกัน(เปิดใจ) ถึงเรื่อง Aim ที่จะต้องทำให้ได้ในอนาคตแล้วก็รวมไปถึงสิ่งที่ผิดพลาดที่ได้เกิดขึ้นในอดีตน่ะครับ เนื้อหาข้อความดูเป็นสิ่งที่มีความหมายมากสำหรับทุกคน มีการร้องห่มร้องไห้กันนิดหน่อยในการเปิดใจครั้งนี้แต่มันก็ทำให้พวกเรารักกันมากขึ้นครับ วง The Bangkok Voices เป็นวงที่ซ้อมแข็งที่สุด และเป็นวงที่รักกันมากที่สุดด้วยโดยเฉพาะสมาชิกสโมสรน้ำจันท์(ผมเป็นเพียงแค่สมาชิกรับเชิญเพราะไม่ได้ดื่มเป็นกิจวัตรเหมือนพวกพี่ๆเขา) มีอะไรก็ระบายเปิดใจกันได้เสมอ ผมก็มีเรื่องพูด 2 เรื่องก็คือเรื่องเกี่ยวกับบรรยากาศในการซ้อมที่ถ้าเกิดว่ามีคนที่นั่งหน้าบึ้งหรืออารมณ์ไม่ปรกติมันก็จะส่งผลถึงผู้อื่นด้วยก็อยากจะให้ Clear เรื่องของตนเองเมื่อมาอยู่ที่วงก็อยากจะให้เป็นการพักผ่อนและสนุกด้วยกันมากกว่า ส่วนเรื่องที่สองก็สืบเนื่องมาจากข้อที่หนึ่งคือเราต้องซ้อมๆๆๆ เพื่อให้เวลาในการแสดงออกมาดีที่สุดถ้าเราไม่เต็มที่และมีความสุขกับการซ้อมทุกครั้งอย่าหวังว่าจะแสดงออกมาดี... อันนี้คือส่วนของผมที่ได้พูดไป โดยภาพรวมแล้วคุณหมอต้องการให้เราทุกคนเต็มที่มากกว่านี้(เขาบอกว่ารู้ๆอยู่ว่าไม่เต็มที่ยังขนาดนี้ถ้าเต็มที่จะออกมาดีขนาดไหน) เพื่อที่จะไปป้องกันเหรียญทองในการแข่งที่เกาหลีกลางปีหน้านี้(ซึ่งผมเองก็ยังไม่รู้เลยเหมือนกันว่าผมจะยังอยู่ที่ Voices อยู่ได้หรือไม่เพราะว่าผมจะต้องเรียน ป.โท ถึงผมไม่ได้อยู่กับเขาต่อแต่ผมก็ดีในแล้วกับชีวิตนักร้องธรรมดาอย่างผมที่ได้โอกาสถึงเพียงนี้) หลังจากนั้นพวกเราก็ได้เก็บข้าวเก็บของและเตรียมตัวไปยังสถานีรถไฟเชียงใหม่เพื่อที่จะกลับมายังกทม.
              นรถไฟก่อนที่ผมจะนอนผมก็ได้คุยเรื่องที่ผมอาจจะไม่ได้อยู่ต่อกับคุณหมอ คุณหมอก็บอกว่าเดียร์อย่าเพิ่งคิดมากดูๆสถานการณ์ไปก่อนถ้ายังมาซ้อมได้ก็มาเถอะ อย่าเพิ่งไปคิดอะไรก่อนหน้านั้นเลยมันเป็นเรื่องของอนาคต ที่สำคัญเดียร์ก็อยู่กับพวกเรามานานอยากจะให้เดียร์ได้รู้สึกเหมือนกับตอนที่เราไปแข่งที่จาร์กาตาอีก...(เราร้องเพลงเพื่อชาติ เพื่อศักดิ์ศรี เพื่อพระเจ้าอยู่หัวอันเป็นที่รักยิ่ง) มันเป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่จริงๆ ผมคงจะต้องคิดหนักอีกครั้งหลังจากนี้...
              มถึงที่สถานีรถไฟสามเสนเวลาประมาณ 7:20 ครับ...
              ารไป Tour Concert กับ The Bangkok Voices ในครั้งนี้ผมได้รับความสุข สนุกสนานและเพลิดเพลินมากๆ ผมได้ประสบการณ์มากมายจากการตระเวนร้องเพลงไปหลายๆที่ เพราะว่าการร้องเพลงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมมีความสุข ผมดีใจที่ผมได้รู้จักกับพี่ๆน้องๆวง The Bangkok Voices ที่ทำให้ความฝัน(เล็กๆ)ของผมเป็นจริงขึ้นมา อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่า ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้เรียนเอก Major ดนตรี เอกร้องเพลง หรือเอก Instrument เหมือนกับพี่ๆน้องๆหรือเพื่อนๆในวง แต่เราก็ได้พิสูจน์แล้วว่า "เราทำได้" แค่นี้เราก็มีนิทานก่อนนอนที่จะสามารถเล่าให้ลูกให้หลานฟังก่อนนอนได้อย่างไม่รู้จบ
               วามฝันเล็กๆของผมต่อไปก็คือผมอยากจะมีวงคอรัสเล็กๆ(เล็กจริงๆ) อาจจะแค่ 3 หรือ 4 คน พ่อแม่ลูก ร้องเพลงด้วยกันสนุกสนาน ในวันหยุดที่พวกเราได้พักผ่อนกัน "เฮ่ย พ่อร้องเพี้ยนเองจ้า 555+" แหมแค่คิดก็อดยิ้มไม่ได้แล้ว ผมอยากให้พวกเขาได้มีประสบการณ์ที่มีค่าแบบผมบ้างจังเลย(ผมคิดไปไกลเกินไปเหรอเปล่า) ส่วนตัวผมยังเชื่อเลยว่าไม่มีอะไรที่ผมทำไม่ได้... ผมว่าผมจะสอนสิ่งเหล่านี้ให้พวกเขารู้ว่าไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ถ้าหากเราตั้งใจและพยายามอย่างไม่หยุดยั้่ง...



    "ถึงแม้จะไม่มีผมอยู่ในวง... แต่จะมีพวกเราอยู่ในทุกตัวโน้ตที่เปล่งเสียงออกมา"

    คงจะจบอย่างแท้จริงแล้วสำหรับ The Bangkok Voices 2008 Series แล้วเจอกันในปี 2009 นี้นะครับ
    ขอบคุณที่ติดตามเสมอมา รับรองว่าปีใหม่นี้คงมีอะไรไม่แพ้ปีที่ผ่านมาแน่นอน คอยติดตามดูต่อไปนะครับ