The RhyThm's profileThe RhyThm® SeriesPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    October 29

    SURROGATE of HUMANITY ภาพยนต์แห่งความเป็นมนุษย์...

              วัสดีครับ...พบกันอีกแล้วเช่นเคยที่เดิมใน Spaces ของผมแห่งนี้ครับ เมื่อไม่นานมานี้ผมมีโอกาสได้่อ่านบทความใน Spaces ของน้องเปิ้ล(TU PH50) ถ้าจำไม่ผิดในบทความนั้นที่น้องเปิ้ลได้พูดเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนกับคดีที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน(ซึ่งก็มีแต่คดีที่น่ากลัวมากขึ้นทุกวันทั้งสิ้น) ว่าสมควรที่จะมีการกล่าวถึงโทษประหาร...หรือไม่(ประมา๊ณนั้น) สำหรับผมแล้วในประเด็นนี้...เป็นประเด็นที่น่าสนใจมากที่จะต้องถกเถียงกันเกี่ยวกับการนำ Concept เรื่องสิทธิมนุษยชน(Human Rights and Human Dignity) นำมาประยุกต์ใช้ในบริบทกับสังคมที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไป ในความคิดของผมสิทธิมนุษยชนนั้นไม่มีขีดจำกัดในแง่ของความหมายแต่อาจจะมีขีดจำกัดต่างๆในแง่ของการบังคับใช้ ซึ่งการจะปลูกฝังถึงเรื่องนี้นั้นจะต้องทำให้สังคมที่เป็นอยู่ทั้งหมดรู้สึกตระหนักไปพร้อมๆกัน อาจจะเริ่มตั้งแต่ครอบครัว สถานศึกษาต่างๆ ไปจนถึงหน่วยงานที่จะต้องรับเาอนโยบายและ Concept นี้มาปฏิบัติซึ่งก็ได้แก่หน่วยงานที่มีสายงานทางด้านสังคมสงเคราะห์และการพัฒนาสังคม ซึ่งก็จะต้องพัฒนาและได้รับการกระตุ้นไปพร้อมๆกันจึงจะเกิดการขับเคลื่อน Concept นี้สู่สังคมได้... ผมนั้นยังคงเชื่อถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนว่า เราไม่มีสิทธิ์ในการที่จะพรากชีวิตของใครไม่ว่าจะด้วยเหตุผลและวิธีใด แต่เงื่อนไขของผมนั้นจะต้องดูถึงบริบทของสังคมด้วยว่า เรานั้นสามารถหรือเราจะพัฒนาขีดความสามารถให้ผู้ที่กระทำผิด(ในกรณีนี้คือผู้ต้องโทษประหาร) สามารถกลับตัวเป็นคนดีคืนสู่สังคมได้มากเพียงใด ถ้าเกิดว่าสามาารถทำให้เขามามีสำนึกถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนได้นั้นแน่นอนว่าเขาย่อมจะไม่ทำผิดอีกอย่างแน่นอน แต่ถึงอย่างไรก็ตาม... เราเองก็ไม่มีสิทธิ์ในการตัดสินให้ผู้ใดต้องตาย... ถึงแม้ว่าดเขาจะทำลายชีวิตผู้อื่นก็ตาม เพราะว่าเราเชื่อในความดีที่อยู่ในใจของคนทุกคนอยู่ เปรียบเสมือนแสงสว่างในความมืด ที่รอวันเปล่งประกายถ้าหากได้รับโอกาสอีกครั้ง... ก็ไม่ทราบเหมือนกันแต่ผมเองก็เชื่ออย่างนั้นอย่างสุดใจว่ามนุษย์ทุกคนไม้ได้เกิดมาเพื่อที่จะเป็นคนเลว... การที่คนกระทำผิดนั้นเป็นผลผลิตของระบบสังคมที่มีความผิดพลาดเกิดขึ้น ซึ่งก็ไม่ควรที่จะไปโทษเอาปัจเจกชนที่กระทำผิดเสมอไป ควรจะต้องมีการตั้งคำถามครั้งใหญ่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับสังคมโดยรวมของเราน่าจะสร้างสรรค์กว่า...(ผมว่านะ) 
              ต่ในบทความวันนี้ผมจะเล่าถึงสิทธิมนุษยชนในอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งผมก็ได้รู้สึกถึงประเด็นนี้จากภาพยนต์เรื่อง SURROGATE ที่ผมไปดูกับน้องแก้วเมื่อประมาณ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา นำแสดงโดย พี่ Bruce Willis เจ้าเก่าแต่ก็ยังคงเก๋าอยู่ครับ เรื่องๆนี้ผมรู้สึกว่ามันเป็นเืรื่องที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากชีวิตความเป็นจริงเลยสักนิด เพราะว่าแก่นกลางของเรื่องทั้งหมดนั้นก็คือการที่เราสามารถที่จะมีตัวตนเป็นใครก็ได้ที่เราอยากจะเป็น... หรืออาจจะเป็นตัวเราเองแต่ดูดีขึ้นมากก็ได้(ไม่ว่าจะอย่างไรก็มายาัชัดๆ) เพราะว่าในภาพยนต์นั้นมนุษยชาติได้ค้นพบบางสิ่งบางอย่างที่จะทำให้การใช้ชีวิตของเราเปลี่ยนไปตลอดกาลนั่นก็คือเราสามารถบังคับหุ่นยนต์ที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนมนุษย์ทุกอย่างมาแทนตัวเราในการใช้ชีวิตประจำวันได้... แน่นอนว่ามัีนสามารถที่จะทำให้ชีวิตเราปลอดภัยมากขึ้นจากอุบัติเหตุ หรืออาชญากรรม(ลัก วิ่ง ชิง ปล้น ตามท้องถนน) เิพราะว่าเราสามารถบังคับหุ่นยนต์ไปทำงานแทนเราโดยที่เรานั้นนอนอยู่ที่บ้าน(นอนอยู่บนเครื่องควบคุม) แหมฟังดูแบบนี้ก็น่าจะดีนะครับ... แต่ในภาพยนต์นั้นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงคำว่า "มายา" ได้ชัดเจนก็คือเรื่องของพระเอก(ตำรวจ)กับภรรยาของเขา ซึ่งมีความสัมพันธ์นั้นแย่ลงทุกวัน (มันมีอีกหลายแง่มุมครับ อยากจะให้ไปดูเองมากกว่าแล้วจะรู้สึกได้) จากการใช้ Surrogate มันทำให้เราลุ่มหลง เพราะว่าเราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่(เกินความพอดี) เพราะว่ามันไม่มีวันตายอยู่แล้วเพราะว่าเราสามารถควบคุมหุ่นยนต์ได้ด้วยจิตสำนึกของเราเอง จะไปทำอะไรกับใครก็ได้ไม่มีปัญหา คำถามก็คือถ้าเกิดว่าคนเราใช้ชีวิตแบบนี้แล้ว ความหมายในการดำรงขีิวิตอยู่คืออะไร? เราจะต้องพึ่งพามันตลอดไปงั้นหรือ... ความภูมิในในตนเองล่ะ... บางคนที่รูปร่างหน้าตาไม่ดีแต่อยากจะเป็นคนหล่อสวยก็สามารถทำได้ด้วยการบังคับ Surrogate ที่มีรูปร่างหน้าตาดีนั่นเอง ถ้าเป็นแบบนี้แล้ว... เราจะอยู่ไปเพื่ออะไร... แต่แกนกลางของเรื่องทั้งหมดนี้ก็คือ พระเอก Bruce นั้นเป็นตำรวจที่จะต้องสืบสวนคดีเกี่ยวกับการฆาตกรรมบนระบบ Surrogate ที่คนบังคับหุ่นนั้นได้รับอันตรายจากความเสียหายของหุ่นด้วย (มันเป็นประเด็นเพราะว่าเขามีการขายหุ่นโดยบริษัทที่ผูกขาดเพียงรายเดียว และโฆษณาว่าการใช้ Surrogate นั้นปลอดภัย ถ้าหากว่าเรื่องนี้แพร่กระจายออกไปจะทำให้เกิดความเสียหายและความตื่นตระหนกขึ้น) ซึ่งในเรื่องนั้นก็ได้่มีนิคมปลอดหุ่น ซึ่งจะเป็นเขตที่ห้ามหุ่น Surrogate เข้ามานั่นเอง ในบริเวณนั้นผู้คนเป็นมิตรต่อกันและทำการเกษตรง่ายๆใช้ชีวิตอย่างรู้คุณค่าและมีความหวัง ในภาพยนต์ได้แสดงภาพนี้อย่างชัดเจนมากๆ ซึ่งผมสามารถรู้สึกได้อย่างชัดเจน... ในส่วนของภาพยนต์นั้นจะจบอย่างไรนั้นต้องขอไม่ Spoil นะครับ อยากให้ผู้ที่ได้ดูมาแล้วมาเสนอความคิดเห็นกันมากกว่าครับ แต่บอกได้คำเดียวว่า ผู้สร้างคือผู้ทำลายครับเรื่องนี้(โอยยยย สปอยไปแล้วววว)
              ทุกวันนี้... เราตระหนักรู้หรือไม่ว่าเราใช้เทคโนโลยีกันมากเกินไปหรือไม่... เราใช้มันอย่างฟุ่มเฟือยเกิดความจำเป็นไปหรือไม่... เคยรู้สึกไหมว่าบางครั้งเราก็เปิดคอมพิวเตอร์ทั้งๆทีเราไม่รู้ว่าจะใช้งานคอมพิวเตอร์ไปเพื่ออะไร? (เออๆ เปิดก่อนเนี่ยแหละัเดี๋ยวก็นึกออกเอง) เมื่อเปิดเครื่องมาแล้วก็เข้าไปใช้งานมันเหมือนว่ามันได้เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวัน เหมือนเรากำลังเสพติดมันหรือไม่? ผมคิดว่าภาพยนต์เืรื่องนี้ ต้องการที่จะเสนอแง่มุมเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีมากเกินไปในแง่ของปริมาณและคุณภาพทำให้เราบางครั้งก็แยกไม่ออกเหมือนกันว่าอะไรคือโลกแห่งความเป็นจริงอะไรคือโลกมายา(ทีึ่เราสร้างขึ้น) นั่นคือการใช้ชีวิตด้วยความรู้ตัว(Awareness) และระมัดระัวังก็จะสามารถทำให้เราไม่ตกเป็นทาสของมันครับ สำหรับผมแล้วอาจจะรู้สึกแปลกไม่น้อยถ้าหากว่าในโลกมีเพียงเราที่เป็นคนจริงๆอยุ่คนเดียวแล้วคนรอบๆตัวเราเป็นเครื่องจักร(หรือตัวปลอม) ขอให้ทุกคนใ้ช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท เอาไว้เจอกันโอกาสหน้านะครับ 

    ปล. เมื่อวานนี้(วันที่ 28 ตุลาคม 2552) เป็นวันที่ผมได้คบกับน้องหมีแก้วครบรอบ 1 ปี(เป็นครั้งแรก) ก็ขอบคุณหมีแก้วที่ทำให้ชีิวิตหมีเดียร์มีคุณต่าและทำให้มีเดียร์มีความสุขมาตลอด 1 ปีที่ผ่านมานี้นะครับ หวังว่าต่อๆไปหมีเดียร์และหมีแก้วจะมีความสุขด้วยกันแบบนี้ตลอดไปนะครับ