The RhyThm's profileThe RhyThm® SeriesPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    November 21

    FIRST ASIAN CHOIR GAMES / THE VOICES (From Bangkok Post 21/11/07)

    FIRST ASIAN CHOIR GAMES / THE VOICES

    Bringing back gold

    ANURAJ MANIBHANDU


    Indonesia's tourism minister confers a gold medal on the Voices' choir master, Dr Kittiporn Tantrarungroj.
    Mixed choir the Voices came back triumphant from the First Asian Choir Games in Jakarta early this month.

    They won a gold medal in the mixed chamber choir category and a silver medal in the gospel and spiritual category.

    "We are delighted with the success of the Voices," said National Artist Khunying Malaival Bunyaratavej, who is also artistic adviser to the Choral Association (Thailand). "They should have won another gold for the gospel and spiritual category. They sang really well," she added.

    "All the judges complimented them for entering and communicating the spirit of the gospel and spiritual numbers. Other choirs could not match them in this respect," she said.

    "The Voices missed winning the gold by only one mark in the gospel and spiritual category," she pointed out.

    Khunying Malaival was one of 14 international judges presiding over the competition, organised by the Musica Mundi Foundation of Germany. She said the contestants were judged in four criteria: Intonation, sound quality, fidelity to the score and artistic impression.

    In a prelude to the competition, Khunying Malaival gave a lecture on the uniqueness of Thai music. To demonstrate some of the points she made, the Voices sang Lao Duang Duen, composed by Prince Benbadhanabongse, and HM Blues, one of His Majesty the King's best known works.

    The Voices, who were chosen to represent Thailand by the Office of the National Culture Commission, Ministry of Culture, and the Choral Association (Thailand), competed with 120 choirs from 13 countries.

    In all, about 4,500 singers, choir masters and accompanists took part in the event at the Jakarta International Expo Centre. The host country entered the most number of choirs: A total of 100 from all the islands that make up Indonesia. The November 2 to 10 choir games were the first for the Asia-Pacific region. Organisers aim to hold similar competitions every two years in different regional capitals.

    The Voices were led by Dr Kittiporn Tantrarungroj, a surgeon trained in choral singing. He has also conducted in the Philippines while pursuing medical studies there.

    The choir won the gold medal for their performance of four songs, including an original composition - Phra Metta (Full of Grace) - by Inchai Srisuwan. The other three were Spanish composer Javier Busto's O Magnum Mysterium; Hungarian composer Gyorgy Orban's Mundi Renovatio and Filipino Arwin Tan's Balaygi.

    This was the choir's second exposure to an international competition. In July last year, under the leadership of Alfred John de Veyra, formerly a member of the Philippines Madrigal Singers, they won a silver medal at the Fourth World Choir Games in Xiamen, China.

    Khunying Malaival commended the Indonesian hosts for their organisation of the event. She noted that they enjoyed support from the Indonesian government, in particular from the ministries of culture and tourism.

    In the present situation, Thailand would not be able to match such organisational success due to lack of government support, facilities and the shortage of choral singers, she said.

    In Singapore, the government supports annual choral competitions at all levels, from primary school to university.

    "The Philippines strength in singing is well known. Malaysia has overtaken us," she added. The singers in the Malaysian choirs who took part in the competition were all voice majors," she said, emphasizing that such training made a difference.

    To encourage more choral singing, the Thai government should support more national competitions, and reward the choirs that do well internationally, Khunying Malaival said.

    The Voices will give a free concert at the Thailand Cultural Centre (small hall) on Friday at 7pm.

    Led by Dr Kittiporn, they will sing Mundi Renovatio, or Renovate the World; O Magnum Mysterium; Balaygi and Phra Meeta. They will also sing spiritual and gospel numbers: Didn't My Lord Deliver Daniel and Music Down in My Soul by Moses Hogan; Way Over in Beulah-lan by Joseph Jennings and the Our Father and Lamb of God by Rayan Cayabyab.

    November 15

    Singing Together, Brings the nation together: 1st Asian Choir games with The Voices Bankok, Thailand: Chapter 5 to End

    Chapter 5: Singin within our spirituals
              และแล้ววันที่พวกเราจะต้องแข่ง Category แรกซึ่งก็คือ Gospel and Spiritual ก็มาถึงวันนี้เป็นวันที่พวกเราต้องตื่นเช้ากันมากๆเลย คุณหมอติดต่อให้ทางพนักงานเขาโทรมา Morning Call ตอน 5.30 น่ะครับ เพราะว่าเวลาที่เราจะต้องไป Suond Check กับ Acustic ของห้องที่แข่งนั้นมันเช้ามากๆครับประมาณ 7.00 เห็นจาได้ครับ ซึ่งทางเราก็ได้นัดกับ Kiki ให้มารับพวกเราที่โรงแรม Amir ตอน 6.00 ครับเป็นอะไรที่รีบกันมากๆเลยวันนั้น รีบกิน รีบเก็บข้าวเก็บของ วันนั้นพวกเราใส่เสื้อ Shirt Voices สีดำ ครับดูเทห์มีสง่าราศีใช้ได้เลยทีเดียว รู้สึกว่าเช้าวันนี้พวกที่จะต้องแข่ง Category เดียวกับเรานั่นก็คือวง เด็กๆของฟิลิปปินส์ ครับ ถ้าผมจำไม่ผิดจะชื่อว่า Hail Mary the Queen Children Choir แบบว่าชื่อยาวมากๆครับ ซึ่งน้องๆเหล่านี้จะต้องแข่งวันเดียวกับเราแต่ก่อนเรา วันนี้กำหนดการแข่งขันของเรานั้นอยู่ที่ประมาณ 16.00น. เมื่อพวกเราไปถึงแล้วพวกเราก็ได้เดินหาห้องที่พวกเราจะต้องใช้ในการแข่งขันบ่ายวันนี้ครับ เมื่อถึงแล้วก็ได้โอกาสซ้อมเพลง Lamb of God และ Our Father รวมไปถึงเพลง Music Down in my soul ครับซึ่งเป็นเพลงที่พวกเราไม่ค่อยจะได้ซ้อมสักเท่าไรนักเพราะว่ามันไม่มีเปียโนให้ซ้อมน่ะครับ เมื่อเราซ้อมกันอย่างเต็มที่แล้วก็ได้เวลาที่วงอื่นเขาจะมาซ้อมบ้างครั้บ พวกเราจึงต้องออกจากห้องไปนั่งอยู่ที่บริเวณชั้น 6 แถวๆหน้าห้องลงทะเบียนซึ่งเป็นที่นั่งประจำของเราครับ ระหว่างวันนั้นพวกเราก็เห็นวงอื่นเขาซ้อมกันครับ ซ้อมแบบบ้าพลังแทบเป็นแทบตาย ส่วนพวกเราหรอ... นั่ง นอน กินหนม เล่นไพ่ เล่นเกมส์ ถ่ายรูป เป็นสภาพอะไรที่จะ Chilled ขนาดนี้ก็ไม่ทราบนะครับ วันนี้ก่อนที่พวกเราจะไปแข่งขันใน Category Gospel & Spiritual พวกเราก็จะต้องไป Workshop ให้กับคุณหญิงเสียก่อนด้วยการร้องเพลง "ลาวดวงเดือน" เพราะว่าคุณหญิงท่านต้องการเผยแร่งลักษณะของเพลงไทยดูท่าทางแล้วคนที่เข้ามา Work นี่จะชอบไม่น้อยเลยนะครับ แล้วพวกเราก็ร้องเพลงชะตาชีวิตเป็นเพลงจบครับ เมื่อถึงช่วงกลางวันก็เหมือนเดิมครับ พวกเราก็ต้องลงไปกิน "อาหารกาก" ที่ทางที่นั้นเขาจัดเอาไว้ให้ผมจำได้ว่าผมไม่ค่อยจะอยากไปกินสักเท่าไรเลยไปกินน้อยๆแล้วลงไปอัดไก่ทอดข้างล่างชั้น 1 เอา ซึ่งเวลามันก็ไกล้ที่จะได้ฤกษ์นัดรวมแล้ว... พวกเรานัดรวมกัน Final Vocalizing ที่ตรงบริเวณชั้น 3 แต่ตรงข้ามกับที่ๆเขาจัดให้กินข้าวนะครับ ก็ไปวอร์มกันได้ที่แล้วก็ซ้อมเพลง Way over in Beaulah'lan แบบว่าคนที่ซ้อมอยู่บริเวณนั้นเลิกซ้อมแล้วก็มาดูเราครับหลังจากที่จบเพลงเสียงปรบมือจากพวกเขาก็ดังขึ้นจากนั้นก็มีการสวดขอพรกับพระเจ้าโดยการนำของพี่เต๋อ... และก็รวมพลังกัน Thailand สู้ๆ ด้วยความฮิกเหิม พวกเราจึงเดินขึ้นไป รอที่หน้าห้องแข่ง ครับ ระหว่างรอนั้นดูพวกเราหลายๆคนตื่นเต้นมากๆเลย และวงที่เขาแข่งเสร็จก็เดินออกมาครับ พวกเราจึงแสดงน้ำใจด้วยการปรบมือให้เขาก็ยิ้มๆ คิดในใจ "ถึงคราวกรูแล้ว!!!" พี่นุ้ยก็ได้มาพูดประโยคสุดท้ายว่า "ร้องออกมาจากใจ" (ดูๆแล้วคนที่เครียดที่สุดอาจจะไม่ใช่คุณหมอในเวลานั้นพี่นุ้ยเนี่ยแหละคนที่ดูเครียดที่สุด) และแล้วประตูก็เปิดขึ้นให้พวกเราเดินเข้าไปแล้วก็มีเสียงประกาศว่า The Voices Bangkok from Thailand แบบว่าคนที่มารอดูพวกเราเยอะกว่าที่คิดไว้ครับ พวกเราก็ไปร้องเพลง โดยเรียงลำดับตามนี้นะครับ Didn't my lord deliver Daniel? และ Lamb of God ต่อด้วย Our Father และ Music Down in my Soul และเพลงจบ Way over in Beaulah'lan มาถึงเพลงแรกครับ Chord แรก ถูกส่งออกไปจากใจพวกเราพุ่งทะยานออกไปจนฟูเต็มห้อง ผมรู้สึกว่าความรู้สึกตอนนั้นมันไม่มีอะไรจะต้องเสียอีกแล้ว เรามาที่นี่ก็เพื่อการนี้ไม่ใช่หรอ(เต็มที่ไปเลยยยย!!!) ด้วยลักษณะเด่นของวงเราที่แต่ละคนนั้นล้วนเสียงพุ่งกันถ้วนหน้าก็ทำให้ผู้ชมและกรรมการประทับใจเป็นอย่างยิ่ง เพลงแรกจบเสียงปรบมือดังกระหึ่ม โอ้อะไรจะขนาดนั้น ต่อมาก็เป็นเพลงสบายๆอย่าง Lamb of God และ Our father ผมมีความรู้สึกว่าสองเพลงนี้พวกเรา Flat กันพอสมควรเลยครับ แต่ก็ไม่เป็นไรมาต่อกันด้วยเพลงมันส์สุดฤทธิ์นั่นก็คือ Music Down in my soul แดนซ์กันกระจุยอ่ะครับ รู้สึกว่าผู้ฟังก็คงอยากจะเต้นไปกับพวกเราด้วยเหมือนกันนะ เมื่อจบแล้วพวกเราก็มาอยู่ใน Position มาตรฐานเพื่อที่จะร้องเพลง Way over Chord แรกก็เหมือนเดิมครับให้ความรู้สึกแรงมีพลัง(วงเรามันต้องเพลงแบบนี้!) พวกเราก็ร้องกันได้มันส์เหนือความคาดหมายครับ แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่อง flat เหมือนเดิมไม่เป็นไรครับผมว่าเพลงพวกนี้ Note มันเอาไว้สำหรับนักร้องบ้าพลัง เมื่อทุกอย่างจบพวกเราก็ไหว้ 1 ครั้งแล้วก็เดินลงจากเวที พอเดินออกมาแค่นั้นล่ะครับดีใจกันเป็นยกใหญ่ ส่วนตัวผมนั้นกระโดดเลยล่ะ พวกคนที่กำลังรอแข่งคงจะงงๆกันเหมือนกัน จากนั้นก็มีคุณหญิงมาลัยวัลย์ ผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของวง The Voices ก็เดินเข้ามาพร้อมด้วยกับท่านฑูตไทยประจำกรุงจาร์กาตาและคณะ ก็เดินเข้ามาแสดงความยินดีกับพวกเราครับ จากนั้นก็มีการถ่ายรูปด้วยกันและ ทางท่านฑูตสัญญาว่าพรุ่งนี้หลังจากแข่ง Mixes Chamber เสร็จแล้วจะเอาผัดไทจากร้านอาหารไทยมาฝาก...โอ้ ซี๊ด จากนั้นพวกเราก็ได้ทยอยกันเก็บของและกลับมาที่ อะเมียครับ พอพวกเรามาถึงที่อะเมียแล้วพวกเราก็ได้มีการฉลองกันเล็กๆแล้วก็ดูสิ่งที่ร้องในวันนี้จากกล้องพี่เต๋อที่ห้องพี่โด่งครับผม สักพักหนึ่ง พวกเราก็ต้องวงแตกเพราะว่าคุณหมอเมทผมโทรมาเรียกให้แตกวงและไปนอนกันได้แล้ว ผมจึงต้องกลับไปนอนเพื่อที่จะได้เตรียมการแข่งขัน Mixes Chamber ในวันรุ่งขึ้นต่อไปครับ...
     
    Chapter 6: "Admirabile(อ๊าด-มิ-รา-บิ-เล)" The Voices with joyful Heart
              วันนี้ดีหน่อยครับที่พวกเราไม่ได้ต้องตื่นแต่เช้าตี 5 เหมือนกับเมื่อวานที่ผ่านมาแต่ก็ไม่ได้สายมากมายนะครับ พวกเราก็ตื่นกันประมาณ 8.00 ครับจากนั้นก็ลงไปทานข้าวและนัดกันเพื่อที่จะออกจากโรงแรม อะเมีย กันตอนประมาณ 9.00 น. ครับ เพื่อที่จะได้ไปซ้อมในห้องที่พวกเราจะต้องใช่แข่ง Mixes Chamber ในวันนี้ครับ วันนี้ดูท่าทางแล้วอาหารดีขึ้นมาหน่อยครับมีปลาหมึกชุบแป้งทอด วี๊ว ของโปรดก็ทำให้เจริญอาหารมากขึ้นครับ วันนี้เราต้องแต่งชุดไทยครับ เราจึงมีมติว่าเราจะไม่ใส่ชุดไปแต่จะค่อยเอาไปเปลี่ยนที่หน้างานตอนไกล้ๆจะแข่งครับ เมื่อไปถึงแล้วพวกเราก็ซ้อมคิวเพลงต่างๆเพือ่ที่จะด้ใช้เวทีได้อย่างมีความเหมาะสมครับ วันนี้โชคดีหน่อยที่พวกเรามีห้องอยู่กันครับไม่ต้องไประหกระเหินอยู่ที่ไหน ก็กลางวันผมก็ขออนุญาติคุณหมอลงมาทานไก่ร้านประจำด้านล่างกับพี่ต้นและพี่จืดที่รับสภาพรชชาติกินแล้วไม่ Happy อย่างอาหารด้านบนไม่ได้ ครับ หลังจากที่ทานเสร็จกันไม่นานก็ต้องรีบมาซ้อมเพลงกันครับ เพราะว่าเพลงที่พวกเราเป็นห่วงกันมากนั่นก็คือ Mundi Renovatio ซึ่งเป็นเพลงที่เอาไว้ปรามเซียนกันเลยครับ พวกเราก็ขึ้นมาซ้อม Mundi กันอย่างเมามันส์แล้วก็ซ้อมพระเมตตาครับ หลังจากนั้นพวกเราก็เตรียมตัวที่จะขึ้นไปที่ห้องที่พวกเราใช้การแข่งขัน ก่อนที่เราจะเข้าไปในห้องแข่งทาง Kiki ก็ห่ห้องให้พวกเรานอน ถ่ายรูป นั่งพักผ่อนกันตามอัธยาศัย และแล้วก็ถึงเวลาครับที่พวกเราจะต้องไปแสดงเสียที พวกเราก็เดินออกจากห้องแล้วก็เดินไปตามทางครับ จากนั้นพวกเราก็มาหยุดกันอยู่ที่หลังห้องแสดง และแล้วเขาก็ให้พวกเราเดินเข้าไปครับ... ตอนที่เดินเข้าไปนั้นพวกผมรู้สึกตกใจมากที่มีคนมาดูเราเยอะมากเยอะเสียยิ่งกว่าเมื่อวานเสียอีก รวมไปถึงเสียเฮตอนที่ประกาศชื่อวงเรา โอ้ อะไรจะขนาดนั้น เพลงแรก Mundi Renovatio พวกเราทำได้ดีมากครับ Bass ตอนแรกที่ขึ้นมาไปได้พร้อมกันดี ส่วนจุดเด่นที่เรียกได้ว่าพวกเราก้าวผ่านความผิดพลาดมาได้นั่นก็คือการทำ Cresendo ที่ชัดเจนในคำว่า re-no-van-re-no-van-re-no-va-re-no-van-tur-om-ni-a-re-no-van-tu-om-ni-a เป็นการส่งเข้าไปยังท่อนต่อไปได้อย่างดีเยี่ยม รวมไปถึงท่อนที่พวกเราเป็นห่วงมากที่สุดนั่นก็คือ E-le-men-ta พวกเราก็ทำได้ดีและสามารถผ่านไปได้อย่างราบรื่นครับ มาถึงเพลงถัดมา เพลงนี้เป็นเพลงที่ผมร้องทุกครั้งก็ยังตื่นเต้นทุกครั้งครับ O Magnum Mysterium พวกเราก็ทำได้ดีนะครับ เราทำ mp p pp ได้ดีมากๆ รวมไปถึงท่อน Ut animalia viderent ท่อนนี้นี่ศักยภาพผู้ชายวงเราก็ยังดีอยู๋เสมอครับ เป็นท่อนที่มีพลังมากๆ และตรง Jacen ที่พวกเราก็ทำได้ดี เพลงนี้ก็ออกมางดงามเหมือนเคยครับ ต่อมาเพลงพระเมตตาครับพวกเราก็ร้องกันได้ดีอ่ะนะแต่ผมรู้สึกว่าเพลงนี้มันดูเหมือนจะไม่ค่อยมีอะไรอ่ะครับ ต่อมาก็เป็นเพลง Hi light ของพวกเรานั่นก็คือ บัลลายกี๊ แค่คำแรกที่ร้องกรรมการก็ตกใจแล้วอ่ะครับ อินตาโย่น... คนดูในห้องนั้นนั่งกันเงียบ...นิ่งสนิท...ไม่มีการคุยกันแม้แต่น้อย เพลงนี้พวกเราแสดงออกมาได้ดีมากครับทั้งสีหน้าท่าทางแบบสุดยอดไปเลย ตอนจบเสียงปรบมือดังกระหึ่ม เหมือนเดิม พอพวกเราเดินออกมาสิ่งที่พวกเรารู้สึกประทับใจและปลื้มปิติที่สุดนั่นก็คือ ConductorของวงจากมาเลเซียDithyrambic Singersก็เข้ามาแสดงความยินดีอีกทั้งยังมีคนจำนวนมากมายที่เขาเข้ามาเข้าจะเข้ามาเพื่อมาดูพวกเราเท่านั้นพอดูเสร็จก็เดินออกมาแล้วก็มีบางคนมาขอจับเมือขอลายเซ็นเพื่อที่จะแสดงความยินดีกับพวกเรารวมไปถึง ทำให้น้ำตาแห่งความปลื้มปิติก็ได้ไหลออกมาจากใจของสมาชิกวงเราหลายๆคน พอออกมาแล้ว...พระเจ้าจอร์ชผัดไท รออยู่แล้วครับท่าน โหย โซ้ยกันกรี๊ดเลยล่ะครับ น้ำปลาพริกที่รัก โห และอีกหลายๆอย่างแห่งความเป็นไทย และท่านฑูตก็บอกว่าพรุ่งนี้จะเชิญไปทานข้าวที่บ้านท่านหลังจากที่มีพิธีมอบรางวัลเสร็จ โอ้ ลาภปาก หลังจากนั้นพวกเราก็กลับไปที่ อะเมียและออกมาเพื่อหาอะไรทานกันครับ และขากลับเราก็ได้ซื้อน้ำจันท์มาเข้าสโมสรที่เราจะเปิดกันในคืนนี้ด้วย ซึ่งจะจัดกันที่ห้องพี่นุ้ย 1019 เฮ่อๆ คืนนั้นพวกเราก็ได้มีการละเล่นเปิดไพ่ครับใครต่ำสุดเอา Vodka ไปอัด เฮือกรู้สึกว่าผมจะโดนไป 2 ดอก แต่คนที่โดนไปเยอะที่สุดน่าจะเป็นพี่เต้(สือมวลชน) กับน้องกิ๊ฟ(Alto) มีเรื่องฮาๆเกิดขึ้นนั้นก็คือ ระหว่างที่พี่เต้กำลัง อ๊วกอยู่ น้องกิ๊ฟที่กำลังเมาอย่างไร้สติก็มาอ๊วกใส่หัวพี่เต้ เฮือก แล้วใครล่ะครับที่จะพาพี่เต้ขึ้นไปนอนที่ห้อง...(ผมกับพี่ตี้นั้นเองโดยมีน้องกิ่งถือถังขยะคอยรองรับอ๊วก) ระหว่างทางที่ไปส่งพี่เต้ก็เจอะกับพวกวงมาเลครับ เขาก็ทำหน้าเซ็งๆ ว่าไอพวกนี้แมร่งเป็นเอามาก หลังจากนั้นผมก็ไปแดนซ์กันต่อแบบว่าหนุกหนานครับ และสิ่งที่ประทับใจอีกอย่างนั้นก็คือมีการเปิดใจกันในสโมสร แบบว่ามันทำให้ผมรู้สึกดีมากๆเลย ต้องขอบคุณพี่ๆในวันนั้นด้วย และแล้วพี่ต้นก็เล่าเรื่องผีแบบว่าผมหลับไปไม่รู้ตัวแล้วอ่ะครับ รู้สึกว่าผมจะตื่นเป็นพักๆเวลาที่พี่ต้นทำ Sound Effect ด้วยการเอามือทุบกระจกโหย น่ากัว โคด
     
    Chapter 7: Prize Ceremony and The Moment of Bliss and Happiness
              วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งครับที่พวกเราไม่ต้องตื่นเช้ามากก็คือตื่นประมาณ 8.00 ครับ เพราะว่าวันนี้มี Prize Ceremony ที่ JIExpo ครับ เวลา 10.00 อ่า ก็พวกเราก็มาทานข้าวพร้อมกับน้องๆวง Hail จาก ฟิลิปปินส์ และ พวก Dithyrambic จาก มาเลเซีย ก็พวกเราก็ไม่ได้พูดพร่ำทำเพลงอะไรมากมายครับ การมอบรางวัลนี่จะมี 2 ประเภทให้ๆนะครับก็คือ Asian Open และ Asian Championship ครับเหมือนกับพวกรอบคัดเลือกกับรอบแชมเปี้ยนชิพอะไรแบบนั้นน่ะครับ ตอนที่เข้าไปพวกเราก็นั่งกับวงน้องๆฟิลิปปินส์ครับ ก็พวกเราก็โบกธงกันเฮฮาครับวันนี้ โดยการมอบเหรียญนั้นจะมีคุณหมอกับพี่นุ้ยขึ้นไปนั่งเป็นตัวแทนวงบนเวทีครับในการรับมอบเหรียญ แล้ว Category แรกที่ประกาศสำหรับวงเรานั่นก็คือ Mixes Chamber ครับ พวกเราก็ตื่นเต้นกันมากครับ ค่อยๆนับถอยหลังทีละวงทีละวง ผ่านจากเหรียญทองแดงไปแล้ว...เหรียญเงินไปแล้ว...เหรียญทองก็เป็นของ The Voices Bangkok From Thailand โหพวกเราเฮกันกระหึ่มอ่ะครับ ไม่มีใครเฮก็เฮกันเองเนี่ยแหละวะ วงของเราคะแนนห่างจากGrand Champion แค่ 2 คะแนนเองครับเป็นเหรียญทองเหรียญแรกของวงเลยนะเนี่ยยยย จากนั้นก็มาลุ้นกันต่อกับ Gospel and Spiritual ครับ พวกเรามีความคาดหวังกันมากกับ Category นี้เพราะว่า Style วงเรามันต้องเป็นแบบนี้!!! เหรียญทองแดงผ่านไป......และแล้วพิธีกรก็ประกาศ Thailand, The Voices Bangkok ในส่วนของเหรียญเงินด้วยคะแนน 79.00 ช้ำครับ...อีกคะแนนเดียวจะได้เหรียญทองส่วนน้องๆที่นั่งข้างหลังเรานั้นได้เหรียญทองครับ...(อายเด็ก)ถึงกับเซ็งไปนานเลยครับ ตอนขาออกมาก็บ่นกันให้แซดว่าทำไมถึงเป็นไปได้แบบนี้ แต่อย่างไรก็ต้องตัดความเสียใจแล้วไปมีความสุขกับเหรียญทองที่พวกเราได้มาครับผม...น่าแปลกใจที่วงที่ได้ Grand Champion เป็นวงมาจากศรีลังกาเป็นวงชายล้วน 8 คนครับ ผมว่าเขาร้องกันได้ดีเลยทีเดียว ก็เขาก็สมควรจะได้อ่ะครับ จากนั้นพวกเราก็ออกจาก JIExpo ไปบ้านท่านฑูตครับก็อยู๋ห่างไกลพอสมควร ก็ไปทานอาหารครับ แบบว่า โห สุดยอดครับ บ้านท่านสวยมากๆเลย แล้ว เมนูอาหารนี่ถึงกับกรี๊ด ปลาคังลวกจิ้ม ไข่เจียว ยำเต้าหู้ไข่ ส้มตำ แกงเผ็ดลูกชิ้นปลา แบบว่าสุดยอดไปเลยครับ หลังจากที่พวกเราทานเสร็จก็ได้มีการแสดงเล็กๆน้อยๆครับให้เหล่าคณะท่านฑูตได้ชมกันก็ดีครับเป็นความรู้สึกที่ดีเหมือนได้เจอกับคนไทยด้วยกันได้กลับบ้าน จากนั้นเราก็ออกจากที่นั้นและกลับมาที่อะเมียครับ เพื่อที่จะเตรียมตัวไปพิธีปิดในช่วงเย็น ผมก็กลับมานอนครับไม่ได้ไปไหน ก็ตื่นขึ้นมาก็ใส่เสื้อPoloสีดำ Voices ครับ ก็ไปถึงที่งานพิธีปิดในงานพิธีปิดก็คล้ายๆกับพิธีเปิดครับก็จะมีการแสดงของเหล่า Grand Champion จาก Category ต่างๆครับ แล้วก็มีการแสดงของ Santos เหมือนเคย ผมได้เห็นนิสัยใจคอของคนที่นี่คือจะปรบมือแบบว่าเฮลั่นกับวงของชาติตัวเอง ส่วนของชาติอื่น...ฮากริบครับ การแสดงของวง Malay เพื่อนเราก็แสดงได้ดีนะครับ Arrangement มีพลังดี ก็ไม่มีใครเฮ เดี๋ยวพี่ไทยเฮให้ก็ได้ ฮี้วววว และแล้วก็มีการกล่าวปิดงานอย่างเป็นทางการจาก รมต.กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของเขา และก็ได้มีการร้องเพลง ASIA AURA ฮี้ววว ผมรู้สึกในใจได้เลยว่า "ครั้งหน้า กรูจะไม่ยอมให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก กรูจะพยายามให้มากขึ้น เพื่อจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจทีหลัง) และหลังจากนั้นก็มีการเล่นเพลงให้พวกเราออกไปเต้นกันที่บนเวทีครับ แบบว่าสนุกมากๆเลยครับแต่ดูเหมือนว่าจะมีแต่พวก Grand Champion ที่ไปเต้นบนเวที พี่ไทยอย่าง The Voices ไม่น้อยหน้าครับขอขึ้นไปแดนซ์ด้วย... งานนี้ได้เห็นความแรงของ Edda ไม่อยากเชื่อเธอจะแรงได้ถึงขนาดนั้น พวกเราก็แดนซ์กันจนเหนื่อยและถ่ายรูปกับวงมาเลเซียเพื่อรเราแล้วก็เดินออกมารอด้านหน้าเพราะว่าได้เวลาที่ Kiki จะต้องพักผ่อนแล้ว เธอคงจะดีใจเหมือนกันที่ "พอกันทีกับอีกพวกนี้" เหอๆ และแล้วพวกเราก็ถึงที่โรงแรมครับ ก็ได้มีพิธีมอบเหรียญเล็กๆน้อยๆให้กับสมาชิกในวงครับเป็นภาพความประทับใจที่ยากจะลืมจริงๆจากนั้นก็...เหมือนเดิมครับไปรวมกันที่ห้อง 1019 แต่คราวนี้มี Jimmy เพื่อนชาวมาเลก็ได้เข้ามาเล่นไพ่เรียกชื่อกับพวกเรา หนุกหนานครับ เมื่อได้เวลาแล้วผมก็ได้กลับไปนอนที่ห้องเพราะว่าเหนื่อยเหลือเกินครับสำหรับวันนั้น...เป็นความทรงจำที่มีค่าจริงๆ
     
    Chapter 8: Good bye Jakarta
              และแล้วก็มาถึงวันสุดท้ายที่พวกเราจะใช้ชีวิตอยู่ที่จาร์กาตา วันนี้เป็นวันที่ผมตื่นสายมากๆครับ 10.00 เห็นจะได้ครับ วันนี้พวกพี่ๆและใครหลายๆคน ก็ไปซื้อของ Shopping กันครับเพราะว่าเขาบอกว่าของที่นั่นถูกใด้ใจดี ส่วนตัวผมนั้นผมก็ไม่ได้อยากได้อะไรมากมายครับก็เลยนอนคุยกับคุณหมอที่ห้องก็ได้ความรู้อะไรมากมายเลยครับ แล้วก็ถึงเวลาที่พวกเราจะต้องออกจากโรงแรมอะเมียเพื่อที่จะไปยังสนามบินจาร์กาตา พวกเราก็ได้แสดงน้ำใจในแบบคนไทยด้วยการลงขันกันให้ Tipกับ Kiki ที่ดูแลเรามาเป็นอย่างดีโดยตลอด 6 วันที่ผ่านมารู้สึกว่าเธอจะประทับใจกับพวกเราไม่น้อยเหมือนกันนะครับ แล้วเราก็นั่งรถมาที่สนามบินที่จาร์กาตา แล้วก็เข้าไป Check in ครับอยากจะบอกว่าอาหารที่สนามบินมันแย่มากแบบว่าตอนนั้นพี่ต้นหิวผมก็หิวเหมือนกันก็เลยพากันไปกินปรากฏว่าไอพนักงานมันเอามือหยิบไข่เจียวให้เราอีกทั้ง Microwave มันก็ยังเสียแบบว่าเซร็งครับแทบไม่อยากจะกิน พอถึงเวลาพวกเราก็ไปขึ้นเครื่องกลับกันพวกเราออกจากที่จาร์กาตาตอน 17.00 โดยประมาณครับ ระหว่างอยู่บนเครื่องบินพี่จอยก็ให้กระดาษมาเขียนความรู้สึกถึง Mate ผมก็เขียนให้คุณหมอครับ แต่สิ่งที่คุณหมอเขียนกลับมาให้ผมทำให้ผมรักคุณหมอและวงนี้มากขึ้น มันเป็นความรู้สึกที่ดีๆที่เราได้มาสร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติร่วมกันได้ร้องเพลงด้วยกัน ผมจะไม่มีวันลืมเลยครับ ขอบคุณคุณหมออีกทีนะครับ
     
              ก็คงจะจบเท่านี้แล้วล่ะครับสำหรับประสบการณ์ในการแข่งขัน Asian Choir Games ของผมในครั้งนี้ การแข่งขันครั้งนี้ให้ได้อะไรดีๆกับผมมากมาย อย่างที่บอกครับถึงแม้ว่าจะมีหลายๆอย่างที่ไม่ค่อยจะถูกใจแต่ก็มีอีกหลายอย่างเหมือนกันที่ซ่อนอยู่ในความไม่ถูกใจเหล่านั้น ความประทับใจความสุข ความภูมิใจ ความปลื้มปิติ และอีกหลายๆอย่างที่ไม่สามารถจะกลั่นกรองออกมาเป็นคำพูดได้ สิ่งเหล่านั้นจะอยู่ในใจและความทรงจำของผมตลอดไป
              อย่างไรก็ตามนี่ก็ยังคงเป็นก้าวแรกของ The RhyThm ในการร้องเพลงประสานเสียงในระดับนานาชาติ อย่างไรผมก็คงจะไม่กล่าวขอบคุณพวกคุณไม่ได้ พี่ปอม พี่นิต ครูฝน ม่อน เน ณุ ชัยชนะของผมในครั้งนี้ส่วนหนึ่งคงจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าหากไม่ได้การช่วยเหลือจากพวกคุณ รวมไปถึงคุณพ่อคุณแม่และครอบครัวที่อบอุ่น แนน ขอบคุณที่ให้กำลังใจผมมาโดยเสมอ น้องๆที่ชุมนุม TU Chorus ทุกคน ปุ๋ย กิ๊ฟ นุ่น กฤษ พุทรา เจ๊าะแจ๊ะ และอีกหลายๆคนที่ผมไม่ได้เอ่ยชื่อ ขอให้รู้เอาไว้ว่าพวกคุณสำคัญกับผมเหลือเกิน และก็ยังต้องขอ(แกมบังคับ)ให้พวกคุณเป็นกำลังใจให้ผมต่อไป หวังว่าปีหน้าผมจะได้ไปลุย World Choir Games ที่ Graz ประเทศออสเตรีย ผมก็ยังคงต้องก้าวต่อไปโดยมีพวกคุณช่วยเหลือ ตาม Style ของ The RhyThmmmm
    November 14

    Singing Together, Brings the nation together: 1st Asian Choir games with The Voices Bankok, Thailand

               สวัสดีครับ หลังจากที่ไม่ได้เจอกันเสียนานหลายวันเลย เป็นอย่างไรบ้างคิดถึงผมกันมั่งเหรอเปล่า แต่พวกคุณรู้ไหม ผมรู้สึกคิดถึงพวกคุณเหลือเกิน

     

              โดยภาพรวมแล้วถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยประทับใจกับการมาแข่งขัน Asian Choir Games ครั้งที่ 1 ที่ Jakarta, Indonesia สักเท่าไหร่ อาจจะเป็นเพราะว่าเรื่องอาหารการกินที่ไม่ค่อยจะถูกปากถูกใจคนไทยอย่างเราสักเท่าไร อีกทั้งยังมีเรื่องเกี่ยวกับผลของการตัดสินใน Category: Gospel & Spiritual จึงทำให้ผมรู้สึกเซ็งเล็กน้อยถึงปานกลาง แต่อย่างไรก็ตามการมาแข่งขัน Asian Choir Games ครั้งนี้เป็นประสบการณ์การมาแข่งขันการขับร้องประสานเสียงครั้งแรกในชีวิตอีกทั้งยังเป็นการมาแข่งขันในระดับชาติในนามของทีมชาติไทยอีกด้วย

     

    Chapter 1: Before Flying to Jakarta

     

                    ผมจำได้ว่าวันนั้นเป็นอีกวันหนึ่งที่ผมมีความสุขมากเพราะว่าเป็นวันที่ผมได้ใช้เวลาอยู่กับน้องแนนอันเป็นที่รักของผมด้วยกันเกือบทั้งวัน เพราะว่าวันนี้น้องแนนจะมาส่งผมที่สนามบินสุวรรณภูมิพวกเราอันประกอบด้วย ผม คุณแม่ติ๊กและน้องแนน ก็ได้ช่วยกันจัดกระเป๋าเพื่อที่จะได้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่จาร์กานต้าเป็นเวลา 6 วัน อันที่จริงแล้วผมไม่ได้เอากระเป๋าใบใหญ่สักเท่าไรไป เพราะว่าคุณแม่บอกว่าเอาไปทำไมเวลาจะเคลื่อนย้ายเป็นไปได้อย่างลำบาก อีกทั้งเราไปแค่ 6 วันไม่ได้ไปเป็นเดือนก็... โอเค ครับคุณแม่ก็เลยไม่ได้เอากระเป๋าใหญ่ขนาดบิ๊กบึ้มไป หลังจากที่ช่วยกันจัดกระเป๋าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พวกเราอันประกอบด้วย ผม คุณพ่อ คุณแม่ และน้องแนน ก็ได้ออกเดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิ แต่ในวันนั้นเองเป็นวันที่คุณพ่อติดเข้าเวรที่โรงพยาบาลศิริราชก็จึงทำให้คุณพ่อมาได้เวลา 16:00 เป็นอะไรที่น่ากลัวเอามากๆเพราะว่าทางคุณหมอและกลุ่มได้นัดกันไปเจอเวลา 17:00 เป็นเวลาที่กระชั้นชิดเอามากๆ แต่ด้วยความซิ่งของคุณพ่อก็สามารถทำให้พวกเราไปถึงสนามบินตรงเวลาครับ เมื่อถึงสนามบินแล้วก็รู้สึกว่ายังไม่มีใครมาสักเท่าไร ก็จึงได้มีเวลาไปทานข้าวเพื่อที่จะเตรียมตัวเพื่อที่จะได้ไม่หิวตอนที่อยู่บนเครื่องเพราะว่าอาหารบนเครื่องนั้นขายแพงมากๆดูๆ ไปแล้วไม่ค่อยจะคุ้มสักเท่าไร ฉะนั้นก็จึงได้คิดว่าทานไปเสียก่อนเนี่ยแหละดีจาได้ไม่เสียตังค์แพงในภายหลัง อีกทั้งผมจำเป็นจะต้องทานยา เพื่อรักษาอาการไข้หวัดที่เป็นอยู่ก่อนหน้านั้นด้วย....

                    พอพวกเรากำลังจะเดินไป Check in ผมก็ได้ไปไหว้คุณพ่อคุณแม่เพื่อเอาฤกษ์เอาชัยก่อนที่จะไปเผชิญกับอะไรหลายๆอย่างที่จะอยู่ข้างหน้า ระหว่างนั้นผมก็ได้ล่ำลากับน้องแนนและได้ส่งทั้ง 3 คนกลับบ้านไปหลังจากนั้นก็ได้เข้าไป Check in เมื่อได้ Boarding Pass เป็นที่เรียบร้อยแล้วพวกเราก็รอเวลาที่จะได้ขึ้นเครื่อง แต่การบินไป Jakarta กับ Air Asia นั้นเป็นที่ทราบกันดีเกี่ยวกับกิตติศักดิ์ความ Delay แน่นอนครับ วันนั้นพวกเราขึ้นเครื่องกันตอน 21:45 จากเวลาที่ได้เขียนไว้  20:45 เนื่องจากเครื่อง Delay ก็ไม่เป็นไรครับช้าเร็วอย่างไรก็ได้ไปอยู่แล้ว

                    ระหว่างที่พวกเรากำลังจะบินขึ้น บรรยากาศของสนามบินสุวรรณภูมิยามค่ำคืนช่างมีบรรยากาศที่ Romantic อะไรเช่นนี้ไฟที่ส่องแสงเป็นประกายอยู่ที่รอบๆสนามบินทำให้พวกเรานึกถึงบรรยากาศที่สุดแสนจะ Romantic เหมือนกับการที่เราอยู่บนชั้นสูงๆของห้องอาหารบนโรงแรมชื่อดัง... ระหว่างนั้นเองเพลงจาก MP3 ของผมก็ได้กำลังเล่นเพลง In the Still of the night เพลงของหนังเรื่อง De-Lovely ภาพยนต์ที่สร้างความประทับใจกับผมเป็นอย่างมาก คิดถึงบรรยากาศยามค่ำคืน วินาทีนั้นผมคิดถึงแนนเหลือเกิน

                    หลังจากที่พวกเราอยู่บนเครื่องแล้วพวกเราก็ได้เห็นอาการของการเมาเครื่องบินของใครหลายๆคน อาทิเช่น พี่เต้(สื่อมวลชนที่เป็นเพื่อนกับพีตี้เพื่อที่จะมาทำข่าวกับทางวงของเราเพื่อที่จะไปออกช่อง 11) คุณส้ม น้องน้ำตาล น้องฟาน และอีกหลายๆคน ก็ไม่เป็นไรครับสำหรับคนที่ไม่ชินสำหรับการขึ้นเครื่องบินก็อาจจะมีบ้าง สำหรับอาการเมาเครื่องบิน แต่สำหรับผมแล้วเป็นคนที่ไม่เมาเครื่องมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วก็ไม่มีปัญหาครับ สบายมากอยู่แล้ว ระหว่างที่เราบินอยู่นั้นผมก็ได้เล่นไพ่ Slave กับพวกพี่ๆ ก็สนุกดีครับ พวกพี่ๆก็ไม่เมาเหมือนกัน เหอๆ ไม่งั้นผมคงจะเบื่อแย่เหมือนกันนะครับ ระหว่างที่กำลังจะลงสู่สนามบินที่จาร์กาตา ผมก็รู้สึกว่าจะเป็นเวลาประมาณ 12:00 เห็นจะได้ ก็ค่อนข้างดึกครับ

     

    Chapter 2: Arrive Jarkarta, Indonesia

                    และแล้วก็เป็นเวลาเกือบเที่ยงคืนครับที่พวกเราถึงที่สนามบินเมืองจาร์กาตา ระหว่างที่พวกเรากำลังจะเดินลงมากันนั้น ผมก็รู้สึกถึงบรรยากาศทึมๆแปลกรู้สึกเหมือนกับว่าสนามบินของเขานั้นไม่ค่อยจะน่าอยู่นานสักเท่าไร หลังจากที่พวกเราผ่าน Immigration เป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ได้เดินทางไปสู่โรงแรม Oasis Amir Hotel (โรงแรม โอเอซิส ไม่มีเมีย) ซึ่งอยู่ห่างจากสนามบินประมาณ 1 ชั่วโมงเห็นจะได้ แต่สิ่งแรกที่ไม่น่าประทับใจก็คือ ผมรู้สึกว่าคนที่นี่จะสูบบุหรี่กันทุกหัวระแหง ขนาดยามที่คอยเปิดประตูให้มืออีกข้างหนึ่งยังถือบุหรี่อยู่เลยครับ ไม่ว่าจะในสนามบินหรือทีไหนก็มีแต่กลิ่นบุหรี่ไปหมด รวมไปถึงโรงแรมที่พวกเราอยู่ด้วย แม่เราถึงที่โรงแรมแล้วเรื่องต่อไปก็คือทางโรงแรมไม่ได้จองห้องให้กับเราติดกันทั้งหมด หมายความว่าจะมีบางคนเท่านั้นที่ได้อยู่ชั้นเดียวกัน(ห้องไม่ได้ติดกันด้วย) จึงรู้สึกเซ็งกับทางโรงแรมเล็กน้อยแต่ก็ไม่เป็นไร อยู่ที่ไหนก็ได้อยู่แล้ว ผมได้จับฉลากอยู่กับคุณหมอกิตติพร ที่ห้อง 902 ชั้น 9 ครับ ก็วันนั้นผมจำได้ว่าเมื่อถึงที่โรงแรมแล้วพวกผมก็อาบน้ำนอนกันทันทีครับ เพราะว่าไม่ไหวแล้วง่วง... ก่อนที่จะนอนคุณหมอก็ได้ถามผมว่านอนหลับเหรอเปล่าผมกรนเสียงดังนะ...ผมก็ตอบคุณหมอไปว่าอ๋อหลับครับไม่เป็นไรเพราะว่าอยู่ที่บ้านก็ฟังเสียงคุณแม่กรนอยู่เป็นปรกติอยู่แล้ว...พวกเราก็หลับไปในเวลาประมาณ 03:00 ของคืนวันแรกที่พวกเรามาถึงที่จาร์กาตา...

     

    Chapter 3: Grand Opening Ceremony at JIExpo

                    สำหรับวันต่อมาคุณหมอไม่ได้ให้พวกเราต้องตื่นเร็วและเช้าสักเท่าไรครับ เพราะว่าเมื่อคืนที่ผ่านมาพวกเราหลายๆคนก็นอนกันดึกพอสมควรครับ นอนกันประมาณตี 2 บ้าง ตี 3 บ้างคุณหมอเลยให้เรานอนพักผ่อนอย่างเต็มที่ครับ ผมจำได้ว่าวันนี้ผมตื่นตอน 9:00 โดยประมาณเห็นจาได้นะครับ จากนั้นพวกเราก็ลงไปทานอาหารเช้าที่โรงแรมกันครับ อยากจะบอกว่าอาหารเช้ามื้อนี้เป็นมื้อแรกที่สร้างความประทับใจจอร์ชให้กับชาวคณะ The Voices ไม่น้อยเลยครับ เพราะว่าดูเหมือนกับว่าอาหารของที่นี่เขาจะรสชาติแปลกๆ จะมีกลิ่นแปลกๆเหมือนพวกเครื่องเทศ แล้วรสชาติก็จะออกเปรี้ยวๆ(แบบฝาดๆ) เอาเป็นว่าเป็นรสชาติที่คนไทยอย่างเรากินไม่ได้อ่ะครับ แต่ก็ดีหน่อยที่เขายังมีเหมือนบู๊ทไข่เจียวที่จะมีพนักงานมาเจียวใข่ให้เรา ไข่เจียวของเขาก็มีรูปร่างต่างจากบ้านเรานะครับ ไข่เจียวเขาจะมีลักษณะเป็นไข่ห่อออกจะเป็นชิ้นๆเสียมากกว่าครับ ซึ่งบางครั้งข้างในก็อาจจะดูเหมือนมันไม่สุกสักนิดหนึ่งแต่ก็เอาเถอะครับอย่างไรก็ต้องกิน เมื่อกินอะไรกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ได้มีการชักชวนไปห้างกันเพราะเมื่อคืนที่ผ่านมานั้นเป็นที่หวือหวามากๆเพราะว่าย่านโรงแรมที่เราอยู่เนี่ยมีห้างเพียบเลย ซึ่งอยู่ถัดจากโรงแรมของเราไม่ไกลนัก... ก็มีพวกเราหลายคนก็ไปแลกเงินอ่ะครับ ส่วนผมนั้นไปกับพี่ต้นไปลอง Surf ร้าน Pop Eye (ปล.ไก่ทอด & Seafood) ซึ่งพวกผมก็ได้เดินแยกกับพวกพี่ฟาที่มาด้วยกันหลังจากที่ไปลองลิ้มรสดูแล้ว...มีความคิดออกมาเหมือนกับกับพี่ต้นก็คือโหยแมร่งแย่ว่ะ ไม่ได้อร่อยอย่างที่คิด แต่ก็เอาเหอะจำไว้เป็นบทเรียน... จากนั้นพวกผมกับพี่ต้นก็กลับโรงแรมดูเหมือนว่าคุณหมอจะนัดรวมกันที่โรงแรมในตอนบ่ายๆ เพื่อที่จะได้ไปสู่ JIExpo สถานที่จัดงานในครั้งนี้ เมื่อพวกเราไปถึงพวกเราก็ได้ไปเดินดู Shopping ของชำที่ระลึกกันเสียยกใหญ่เลยทีเดียว พวกเรามันขา Shop อยู่แล้ว หลังจากที่ Shop มากันเป็นที่พอใจแล้วพวกเราก็ได้เข้าไปลงทะเบียนก็ได้ป้ายแขวนคอมา 1 อัน เขียนว่า Participation The Voices Bangkok Thailand (ตัวเลขบนบัตรของผมเป็นเลขมงคล เลข 9 ด้วยแหละ) หลังจากที่พวกเราลงทะเบียนเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็เดินเตร็ดเตร่ นอนมั่ง กินมั่ง เล่นไพ่ มั่งอยู่แถวๆบริเวณนั้น และแล้วเวลาที่พวกเราจะต้องทานข้าวก็มาถึง... เย็นวันนั้นเองผมมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นฝนกำลังตกหนักพอสมควรเลย อ่ะไม่เป็นไรไปทานข้าวกันดีกว่า คือว่า อาคารหลักของ JIExpo เนี่ยจะมีทั้งหมด 6 ชั้นซึ่งชั้นที่เราใช้จัดแข่งนั้นอยู่ชั้น 6 ชั้นบนสุดและชั้นที่เป็นเหมือนกับที่ๆเขาเตรียมข้าวเอาไว้ให้เราทานนั้นอยู่ชั้น 3 พวกเราจึงทยอยกันลงไปชั้น 3 ปรากฏว่าคนเยอะมากๆ รู้สึกเซร็งเล็กน้อยครับว่าทำไมจะต้องมาแย่งข้าวกันกินด้วย แบบว่าผมสงสารคนที่เดินตามเรามาอีกอ่ะครับ กลัวว่าพวกเขาจะไม่ได้กิน รสชาติอาหารก็เหมือนเดิมครับ แย่เสียยิ่งกว่าโรงแรมซะอีก มันมีอาหารอยู่เมนูหนึ่งผมก็ไม่รู้ว่ามันเป็นอะไรมันเป็นเหมือนกับแป้งทอดสี่เหลี่ยม นึกว่าจะอร่อยปรากฏว่า...มันเป็นแป้งรสเปรี้ยวๆเฝื่อนๆเหมือนกับว่าฟองเต้าหู้เอามาทอดอะไรแบบนั้นเฮือก ชวนอ๊วก หลังจากที่ผมเกิดอาการกินไม่ลงอย่างรุนแรงพวกเราก็ทำหน้าเซ็งๆเดินออกมาหน้าห้องอาหาร แล้วก็นั่งรอ ผมก็นั่งคุยกับ Angie ว่าอยากซ้อมพวกเราน่าจะซ้อมกันสักหน่อยหนึ่ง แต่ก็ไม่เป็นไรไม่ซ้อมก็ไม่ซ้อมจากนั้นพวกเราก็ได้เดินไปที่ด้านในที่เป็น Hall ใหญ่ๆของ JIExpo ก็เดินเข้าไปก็พบ Hall ที่เป็นที่จัดงานพิธีเปิดช่วงที่ 2 (การแข่งขันแยกออกเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกเป็น Category สำหรับวงเด็กๆ ส่วนหลังนี้จะเป็นพวกวงผู้ใหญ่โหดๆ) เขาก็ได้เอา Grand Champion ของ Category 2 วันแรกที่ได้จัดมาเอามาแสดง โอ้ววว อยากจะบอกว่าวงเด็กๆร้องกันได้น่ารักมากเลยครับ ระหว่างขั้นการแสดงโชว์ของเหล่า Grand Champion ก็จะมีการแสดงกู่เจิ้ง ของ วงออเครสตร้าสาวจีน 6 คน(ผมคิดว่ามันหนวกหูเกินเพราะ) จากนั้นก็มีโชว์ของ Santos เขาเป็นนักเปียโนชื่อดัง Young Blood ของอินโดเขาก็เล่นได้ประทับใจพอสมควรครับ ตอนก่อนที่จะจบพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ ก็ได้มีการร้องเพลง Official Song นั่นก็คือเพลง ASIA AURA โอ้เป็นเพลงที่เพราะจับใจจริงๆครับผมชอบเนื้อหาของเพลงอ่ะ ฟังแล้วรู้สึกฮึกเหิมมากๆ อยากจะแข่งเสียจนตัวซี่ตัวสั่น พอเมื่อเดินออกมาก็เจอกับวงเด็กเกาหลี(พวกเราเรียกว่านักเรียนโรงเรียนสมถวิล ทุกคนล้วนใส่แว่น ใส่กระโปรงยาวถึงเข่าสีแดงเสื้อคล้ายๆแดจังถึม เวลาร้องไม่มี Face Expression น่ากัวโคตร) ระหว่างที่พวกเรารอคุณหมอและเพื่อนๆอีกหลายๆคนที่ยังไม่ออกมารวมไปถึงรอ  Kiki กีกี้ เป็น Guide เจ้าหน้าที่ของMundi เป็นสาวชาวมุสลิมที่จะมาดูแลเราตลอด 6 วันนี้ครับ ก็เกิดอารมณ์ฮิกเหิมร้องเพลงมาเรื่อยๆ โดยเริ่มต้นจากกลุ่ม Bass พาวจัด ร้อง Ignis Volat Mobilis แบบจังหวะเร็วฟ้าฝ่า... จากนั้นก็เริ่มมีคนมาแจมมากขึ้นๆ ระหว่างที่เดินไปก็ร้อง Man in the mirror ว๊าวว สุดยอดครับ มันเป็นอาการตาม Feel ของคนที่ไม่ได้ร้องเพลงมา 1 วันเต็มๆ ก่อนที่จะออกไปข้างหน้าด้านนอกพวกเราก็เจอกับวงโลกสีฟ้า(วงลุงๆป้าๆชาวอินโดที่ลง Category เดียวกับเราก็โดยเราโชว์พาวไปซะ) พอออกมาด้านนอกก็เจอกับวงเด็กก่อนที่รถจะมาก็ร้อง Didn't my lord อัดไปอีก 1 เพลงแบบว่าได้ Feel มากๆเลยครับ เมื่อร้องเสร็จรถก็มารับพอดีว่าอะไรจะตรงขนาดนั้น พอมาถึงที่โรงแรม อะเมีย ก็หามาม่ากินกันแล้วก็ก่อนที่จะนอนก็คุยกับคุณหมอนิดหน่อยว่า ถ้าร้องได้แบบนี้ มีสิทธิ์ๆ เอิ๊กๆ

     

    Chapter 4: Rehersal Hard Hard at the Hotel

              วันนี้เป็นวันที่พวกเราตื่นขึ้นด้วยเสียงเรียกของ Morning Call ครับ เป็นบริการพิเศษจากทางอะเมีย ก็ตื่นขึ้นมาก็ลงไปทานข้าวเหมือนเดิมครับ อาหารก็เดิมๆไม่มีอะไรแปลกใหม่เลย ผมเริ่มสนใจที่จะทาน Serial มากขึ้นเพราะว่ามันเป็น Coco Crunch ของชอบ ก็กินไป 2 ถ้วยแล้วก็กินไข่เจียวเหมือนเดิมครับ หลังจากนั้นพวกเราก็ได้เริ่มซ้อมกันอย่างเอาจริงเอาจังที่...แถวหน้าห้องละหมาด เฮือก ก็ซ้อมกันอย่างเต็มที่แต่เราก็ซ้อมได้แต่เพลงที่มันเป็น Category Mixes Chamber เพราะว่ามันไม่มีเปียโนให้ซ้อมอ่ะครับ พอซ้อมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ช่วงกลางวันก็แยกย้ายกันไปหาของกินพวกผมก็ไปเหมือนเดิมครับก็ไปกันที่ร้าน KFC ที่ Mall ที่เดิมไกล้ๆโรงแรม อยากจะบอกว่า KFC ของเขานี่ต้องเปิปมือนะครับไม่มีมีดให้ใช้...เซร็งมั๊ยครับท่าน อะไรจะโหดขนาดนั้น ก็เปิปมือกันไปจากนั้นผมกับพีต้นก็ได้กลับไปนอนรอที่โรงแรมเพื่อที่จะซ้อมต่ออีกทีตอนบ่าย ตอนบ่ายก็ซ้อมซ่อมนิดๆหน่อยๆครับแล้วพวกเราก็ไปทานข้าวเย็นกันปล.ตอนซ้อมนี่มีพี่น้องชาวมุสลิมมารอละหมาดครับ เฮือก กลัวโดนระเบิดเขวี้ยงเหมือนกันนะ ตอนเย็นก๊วนเราก็ได้ไปทานข้าวกันที่ Pizza Hut ครับ เอ้ววว ก๊วนก็มี ผม พี่นุ้ย พี่ต้น พี่จืด พี่เต๋อ แล้วก็ Lito ครับ  สิ่งที่ประทับใจนั่นก็คือ...เจอมีดแล้วครับได้ใช้มีดแล้วเฟร้ย แล้วก็น้ำชามะนาวของเขานี่ เป็นชามะนาวที่ใส่น้ำผิ้ง(จริง) แบบว่าอร่อยมากครับอยากจะกรี๊ดเลยล่ะ Pizza ก็เหมือนเดิมๆอ่ะครับเพียงแค่ไม่มีหมูเท่านั้นเอง กินกันหนำอ่ะครับ ไก่ New Orlean 40 ชิ้นอ่ะครับ กินกันกระอัก Pizza 2 ถาด สปาเก็ตตี 2 จาน น้ำชามะนาวน้ำผึ้ง 3 เหยือก ทั้งหมด 1500 บาทไทย โห กรี๊ดครับ แต่สิ่งที่กรี๊ดยิ่งกว่าคือ... ไฟมันดับพอดีครับหลังจากที่เราสั่งคิดเงินไป ก็ได้เวลาที่พวกเราโชว์ความบ้าด้วยการร้อง Ut animalia (ท่อนชายล้วนของ O Magnum Mysterium) จากนั้นก็นั่งเม้ากันและก็เดินไปกดดันข้างล่างครับ จากนั้นพวกเราก็จ่ายเงินและเดินเข้าไปใน Supermarket นิดหน่อย เพื่อซื้อน้ำและแล้วพวกเราก็กลับไปนอนตอน 22:XX ที่โรงแรม อะเมียครับ

     

     

     

     

    ติดตามอ่าน Chapter ต่อไปใด้ในเร็วๆนี้ ไม่เกิน 2 วันครับ
    Chapter ต่อไปจะเป็นการเข้าสู่การแข่งขันอย่างเต็มตัวครับเป็นความมันส์อย่างที่เรียกได้ว่าไม่ติดตามไม่ไหวแล้วววว!!!

    November 05

    Living on the jet plane to Jakarta

              นที่สุดวันนี้ก็ได้มาถึง วันที่ผมจะต้องไปจากถิ่นฐานบ้านเกิดเพื่อที่จะเดินไปสู่เส้นทางแห่งผู้สร้างชื่อเสียงและผู้กรำชัยชนะกลับมาสู่มาตุภูมิ จากวันแรกที่ได้เริ่มรู้จักการร้องเพลงประสานเสียงจนถึงวันนี้ผมคิดว่ามันเป็นระยะเวลาที่ไม่นานเลย ที่จะมีโอกาสให้เราได้มาเดินอยู่ในจุดๆนี้ อย่างที่ใครๆเขาว่า มันยิ่งสูงยิ่งหนาวจริงๆ ผมรู้สึกว่าผมแค่เป็นคนที่โชคดีมีโอกาสได้ก้าวกระโดดไปไกลกว่าใครๆเขาเท่านั้น ซึ่งการก้าวกระโดดของผมนี้เองก็ได้ก้าวผ่านเวลาซึ่งผมควรจะได้รับเพื่อเป็นประสบการณ์ในชีวิตสายนี้...แต่ผมคิดว่าผมเสียดายมากๆที่ไม่ได้รับประสบการณ์แห่งความพยายามที่มีค่าเหล่านั้น...ผมมาถึงจุดๆนี้เร็วเกินไป
              มเริ่มสำเหนียกแล้วว่าบางครั้งการไปแข่งอาจจะไม่ใช่ความสุขหรือความต้องการทั้งหมดของผม ความต้องการของผมจริงๆแล้วก็เป็นเพียงแค่การได้ร้องเพลงที่มีคุณค่าไปวันๆก็มีความสุขแล้ว ผมว่าบางทีสิ่งนี้อาจจะมีค่ามีราคามากกว่าที่ผมจะอยากได้มันเสียอีก การไปแข่ง Asian Choir Games ครั้งนี้ได้นำพามาซึ่งการที่เราจะต้องซ้อมอย่างหนักบางครั้งมันอาจจะเรียกได้ว่าเกิน...เกินไปกว่าความสุขที่ผมพอใจที่จะได้รับมัน
              ด้วยแรงกายและแรงใจที่มีมันทำให้ผมอยากจะทำให้การแข่งขันครั้งนี้เป็นการแข่งขันที่มีชัยชนะที่สดใสงดงามที่สุดอีกครั้ง ผมอยากจะอัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปพร้อมๆกับตอนที่เราร้องเพลงชาติในขณะที่ธงไตรรงค์ของไทยโบกสะบัดอยู่เหนือธงชาติใดๆในเอเชีย...เป็นการประกาศถึงเกียรติยศและศักดิ์ศรีของพวกเราชนชาติไทยที่ก็สามารถทำอะไรๆได้ไม่แพ้ชาติใดๆในโลก
              ก่อนที่จะถึงวันนี้ ผมมีเรื่องที่อยากจะพูดกับใครหลายๆคนมากมาย แต่...ก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีโอกาสได้พูด ขั้นแรกก็ต้องขอบคุณคุณพ่อเบิ้มและคุณแม่ติ๊กที่ให้การสนับสนุนช่วยเหลือและส่งเสริมให้ผมมีความรักในดนตรี และเป็นผู้สนับสนุนหลักให้ผมในการไปแข่ง Asian Choir Games ครั้งนี้ อีกทั้ง ครูฝน และ ชุมนุม TU Chorus ที่รักต้องขอบคุณพวกท่านมากที่ทำให้ผมได้มีโอกาสสัมผัสถึงความสวยงามและสุนทรียภาพแห่งการขับร้องประสานเสียงอีกทั้งยังสอนให้ผมเข้าใจดนตรีมากขึ้นนับว่าสถานที่แห่งนี้เป็นจุดกำเนิดของ The RhyThm เลยก็ว่าได้ ต่อมาก็ต้องขอขอบคุณพี่ชัย...และพี่นุ้ย ที่แนะนำให้ผมได้มาอยู่วงขับร้องประสานเสียงที่สรางรอยยิ้มและความประทับใจให้กับผมมากถึงขนาดนี้...ท้ายที่สุดที่จะพูดถึงไม่ได้ นั่นก็คือ ขอขอบคุณทุกๆคนที่เดียร์อาจจะไม่ได้กล่าวถึงแต่ขอให้พวกท่านเหล่านั้นระลึกอยู่เสมอว่าพวกท่ามีคุณค่ากับผมมากแค่ไหน ม่อน เน ขอบใจมากนะเพื่อน ผมจะถือว่าถ้าการแข่งครั้งนี้ได้รับชัยชนะกลับมา ผมจะถือว่าเป็นชัยชนะของพวกท่านด้วย
               ถึงเวลาแล้วที่ผมจะต้องพิสูจน์ตัวเองเสียที ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยดลบันดาลใจให้ทุกๆคนใน The Voices มีแรงกายแรงใจที่จะต่อสู้ไปใน Asian Choir Games ครั้งนี้ด้วย...