The RhyThm's profileThe RhyThm® SeriesPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
November 26 ได้แต่ยินยอมรับความเจ็บปวด... สวัสดีเพื่อนๆที่รักทุกคน เป็นอย่างไรบ้างไม่ได้คุยกันสักพักหนึ่งสบายดีกันเหรอเปล่าเนี่ย ผมก็หวังว่าทุกคนคงจะสบายดีอ่ะนะ สำหรับตัวผมแล้วไม่ค่อยจะสบาย(กาย)สักเท่าไร(แต่ใจยังเต็ม100) และนั่นเองก็เป็นเรื่องของเรื่องที่ผมจะเล่าให้เพื่อนๆที่รักและคิดถึงฟังวันนี้ครับ อารมณ์ก็คงจะเหมือนกับดังชื่อของเรื่ิองอ่ะครับ "ได้แต่ยินยอมรับความเจ็บปวด..." ครับคงได้แต่ยินยอมรับความเจ็บปวดจริงๆอันนี้เดี๋ยวคงจะทราบแล้วล่ะครับว่ามันเจ็บปวดมากแค่ไหน เย็นวานนี้ครับหลังจากที่ผมกับแก้วได้ไปทานข้าวด้วยกันที่โรงอาหารกลางเป็นที่เรียบร้อยแล้วแก้วก็เลยไปส่งผมที่ท่ารถตู้ไปหมอชิตซึ่งวันนี้เองเป็นวันที่ผมจะต้องไปซ้อมกับ The Bangkok Voices ตามปรกติครับก่อนที่จะมาก็ร่ำลากับแก้วด้วยความรู้สึกโคตรอาวรณ์(ไม่อยากไปซ้อมเลยยย) แต่ก็ต้องไปตามหน้าที่ของนักร้องที่ดีมีระเบียบวินัยในการซ้อม ระหว่างที่นั่งอยู่บนรถตู้ก็ไม่ได้มีลางอะไรเป็นพิเศษนะครับก็หลับมาโดยตลอดครับ การเดินทางของผมนั้นดูเหมือนจะยากลำบากครับจากรังสิตไปสู่คลองเตยแต่ผมได้ศึกษาเส้นทางมาเป็นอย่างดีแล้วครับ ผมต้องนั่งรถตู้อย่างที่ผมได้กล่าวมาแล้วนั่นล่ะครับเพื่อที่จะไปลงที่หมอชิตแล้วก็ไปต่อกันที่รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ครับไปขึ้นที่สถานีศูนย์สิริกิตต์ฯแล้วก็นั่งรถมอไซค์ไปอีก 2 ไฟแดงก็จะถึงแล้วครับ... อาจจะดูทรหดนะครับแต่ผมก็ทำอย่างนี้เป็นประจำครับ ก็ไปซ้อมแล้วก็มีความสุขครับ และแล้วผมก็มาถึงที่สถานีปลายทางของผมนั่นก็คือสถานีรถไฟศูนย์สิริกิตต์ฯครับ เหลือบดูนาฬิกาแล้วก็เห็นว่าจะถึงเวลาซ้อมแล้วก้เลยรีบเดินขึ้นมาน่ะครับและแล้วเรื่องราวที่ไม่คาดหมายอันเป็นที่มาของความเจ็บปวดของผมก็เกิดขึ้นครับ... ระหว่างที่ผมเดินขึ้นมานั้นผมเดินขึ้นบันไดเลื่อนครับ แล้วเกิดก้าวพลาด... ปรกติแล้วผมจะเป็นคนที่ชอบใส่รองเท้าหนังหุ้มส้นมากๆครับแต่วันนั้นผมไม่ได้ใส่ไปครับผมไปก้าวอย่างไรก็ไม่ทราบ นิ้วโป้งหัวแม่เท้าข้างซ้ายมันไปโดนเอาแง่ง(ขั้นบันไดเลื่อน)ที่เป็นเหล็กคมๆมันเกี่ยวเอาครับ... ผมล้มหน้าเกือบคมัม(คะ-มัม) ก็รู้สึกได้ถึงอาการชาๆที่นิ้วโปงซ้ายหัวแม่เท้า... เมื่อเหลือบลงไปดูก็เห็นเลือดค่อยๆซึมออกมาจากแผล... ผมค่อยๆรวบรวมสติแต่คิดในใจว่า(เอาอีกแล้วกรู) ค่อยเดินขึ้นจากรถไฟใต้ดิน จากนั้นผมก็โบกรถมอไซค์เพื่อที่จะไปยังสมาคมขับร้องฯที่ซ้อมของ The Bangkok Voices ระหว่างที่นั่งอยู่บนรถมอไซค์มันเริ่มเกิดความเจ็บขึ้นมาแล้ว เมื่อเหลือบไปอีกที...ผม เห็นเลือดมันออกเลอะเต็มรองเท้าแตะเลย... เมื่อผมถึงที่สมาคมฯผมเริ่มรู้สึกหลอนอย่างบอกไม่ถูกรู้สึกหมดแรงเดินก้าวขาไม่ออกเมื่อเห็นเลือด...ที่ออกมาเยอะมากเต็มรองเท้าไปหมด เมื่อเปิดประตูเข้ามาผมก็เดินไปวางกระเป๋าแล้วเดินไปหาคุณหมอ คุณหมอก็ถามอย่างตกใจว่าไปโดนอะไรมาผมก็ไปตามที่ผมโดนนั่นแหละครับ จากนั้นพี่กอล์ฟก็เข้ามาช่วยดูแลผมอีกคนหากล่องยาปฐมพยาบาลและเอาน้ำมาให้ผมดื่มต้องขอบคุณในน้ำใจของพี่เขาจริงๆ ผม...ไม่สามารถที่จะทำเองได้ครับเพราะว่าผมกำลังอยู่ในอาการช๊อคคุณหมอก็เลยช่วยทำแผลแบบเบื้องต้นให้ผมก่อนครับ ด้วยการเอาสำลีจุ่มลงไปที่แอลกอฮอลแล้วก็เอามาเช็ดที่แผลครับแบบว่าแสบแบบไม่ต้องมีคำบรรยายเลยครับ จากนั้น... ไม่มีเบตาดีนครับมีแต่ยาเหลือ... จ๊อด!!! ยาเหลืองเคยได้ยินมาว่ามันแสบสุดๆไม่เคยได้ลองสักทีและแล้วผมก็โดนยาเหลืองครับ T-T แสบมากมาย แล้วคุณหมอก็บอกว่าเอาไว้หลังซ้อมค่อยว่ากัน... ระหว่างที่ซ้อมผมก็ซ้อมด้วยอาการแบบสั่นๆเพราะว่ามันเจ็บแล้วก็ระบมที่แผลมากครับตอนนี้ผมเริ่มรู้สึกปวดเพิ่มขึ้นมาด้วยแล้วครับ ก็ซ้อมไปซี๊ดไปผมสงสารเพื่อนๆพี่ๆน้องๆในวงครับเพราะว่าแต่ละคนมองมาทางผมแล้วส่งสายตาแบบสงสารอย่างไรก็บอกไม่ถูก ก็แน่ล่ะครับเลือดโชกซะขนาดนั้น แล้วซ้อมเพลงก็เป้นเพลงที่มีท่าต้องกระทืบเท้าด้วยครับงานนี้ผมคงต้องขอพักเอาไว้ก่อนน่ะครับ วันนี้ก็ร้องได้ต่ำกว่ามาตรฐานนิดหน่อยครับเพราะว่าอาการบาดเจ็บมันบั่นทอนมากๆเลยครับ มันจะเจ็บที่แผลเป็นระยะๆ จี๊ดๆ เป็นระยะๆ ครับเป็นอะไรที่ทรมานมากๆเลยครับ หลังจากที่พวกเราซ้อมกันเสร็จแล้วคุณหมอก็พาพวกเราไปทานที่สามย่านเหมือนเดิมครับ ระหว่างนั้นก็ทานไปเจ็บไปเหมือนกันก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันทุเลาขึ้นสักเท่าไรครับ จากนั้นคุณหมอก็พาผมไปทำแผลต่อที่ ร.พ. กรุงเทพคริสเตียนที่คุณหมอท่านสังกัดอยู่น่ะครับก็เข้าไปข้างในเห็นเขียนว่าห้องทำแผลมันน่ากลัวมากเลยครับเมื่อเดินเข้าไปก็เห็นเตียงเรียนกันเพียบแล้วคุณหมอก็บอกว่าให้ผมเลือกเอาสักเตียงขึ้นไปนอน แบบว่าคุณหมอก็หยิบกรรไกรขึ้นมาครับแล้วก้ตัดหนังโดยรอบครับแล้วก็ง้างแผลผมด้วย(อันนี้ผมก็ไม่ได้เห็นเองเหมือนกันแต่พวกพี่จืดเขาเล่ามาแบบนี้น่ะครับ) ผมก็รู้สึกเจ็บและกระตุกเป็นระยะๆ จากนั้นก็ทำแผลครับ ผมก็ถามคุณหมอว่ามันลึกเหรอเปล่า คุณหมอก็บอกว่าลึกเลยต้องเปิดแผลจะได้ไม่ต้องเย็บแล้วจะได้สะอาดด้วยแบบว่าเจ็บปวดครับพี่น้อง... ไม่ต้องมีคำบรรยาย...... ยัง! ยัง! มันยังไม่จบแค่นั้นครับผมต้องโดนฉีดยาบาดทะยักอีก 1 เข็มครับ... คุณพยาบาลเขาก็บอกว่าเอาข้างที่ไม่ถนัดนะคะ เพราะว่ามันจะปวด ผมนี่แบบว่าขึ้นสมองเลยครับ การฉีดยาเป็นอะไรที่แบบว่าผมไม่ชอบแบบสุดๆครับ ก็โดนไปครับ 1 เข็มก็ไม่ได้รู้สึกอะไรมากครับตอนฉีดแต่หลังจากนั้น(จนถึงตอนนี้ยังระบมที่แขนอยู่เลยยยยย) โคตรปวดเลยครับ และแล้วนี่ก็เป็นเรื่องราวทั้งหมดครับของผมที่จะต้องได้แต่ยินยอมรับความเจ็บปวด...ไปตามระเบียบครับ ท้ายที่สุดนี้ต้องขอบคุณคุณหมอกิตติพร พี่กอล์ฟแล้วก็ทุกคนด้วยนะครับที่เป็นห่วงผม ผมสัญญาว่าผมจะพยายามเดินอย่างระมัดระวังมากกว่านี้ครับ... แล้วก็รบกวนพี่น้องช่วยเดินกันอย่างระมัดระวังด้วยนะครับจะได้ไม่เป็นแบบผมนะครับ T-T ยาวววว! November 15 A little happiness, Our wonderful memory. 1st ผมว่าพวกคุณคงจะเริ่มสงสัยแล้วล่ะนี่มัน Spaces หรือว่า Diary ส่วนตัวกันแน่ แน่นอนครับในใจผมน่ะผมอยากให้มันเป็น Diary ส่วนตัวของผมที่ผมจะสามารถที่จะเขียนอะไรลงไปก็ได้ที่แสดงถึงความเป็นตัวผมทั้งในแง่ของความสุขและความเศร้าที่เกิดขึ้นในชีวิตผม นอกจากนั้นผมยังอยากที่จะเก็บความทรงจำเหล่านี้ไวเพื่อที่ต่อไปผมจะได้กลับมาอ่านและทบทวนถึงสิ่งที่เป็นไปและผ่านมาในชีวิตของผม... เมื่อวานนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่ผมมีความสุขมากเพราะว่าเป็นวันแรกที่ได้นัดไปเที่ยวกับน้องแก้วอย่างจริงจัง(จริงจังยังไง) คือนัดเจอกันเพื่อที่จะได้เที่ยวกันเท่านั้นน่ะครับ แต่ดูเหมือนว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นดูไม่ค่อยจะเป็นการเที่ยวแบบธรรมดาสักเท่าไรเลย ในใจหนึ่งดูจะเป็นการพาน้องแก้วมาลำบากหรือเปล่าก็ไม่ทราบยังไงท่านผู้อ่านก็ลองตัดสินดูก็แล้วกันนะครับว่าเป็นอย่างไร เรื่องทั้งหมดมันเกิดขึ้นจากการที่เมื่อวันพฤหัสบดีนั้นผมไม่สามารถจัดการเรื่องเกี่ยวกับการแจ้งจบของผมได้ ให้เสร็จภายในวันนั้นผมจึงจำเป็นต้องต่อเรื่องราวการแจ้งจบของผมนี้ให้เสร็จสิ้นเพราะไม่เช่นนั้นล่ะก็...คงจะไม่จบแน่นอนครับ นอกจากนั้นเนี่ยคุณแม่ของผมยังต้องการให้ผมไปจัดการเรื่องของการซื้อคอมพิวเตอร์ให้เสร็จสิ้น เพราะว่าคอมพิวเตอร์ PC ที่บ้านผมที่ผมใช้มานานกว่า 6 ปีนั้นได้พังลงเสียแล้วว ฉะนั้นผมเลยต้องออกแบบโปรแกรมใหม่ทีแรกผมจัดโปรแกรมว่าจะไปสวนรถไฟกับแก้วเพราะว่ามีหลายๆคนบอกว่าบรรยากาศมันดีมากแล้วก็มีกิจกรรมที่น่าสนใจ เช่นการปั่นจักรยานออกกำลังกายเที่ยวดูสวนอะไรแบบนั้นซึ่งผมกับแก้วก็ชอบอยู่แล้ว...แต่ที่ไหนได้ต้องมีการเปลี่ยนโปรแกรมแบบเร่งด่วน เช้าวันนั้นผมออกจากบ้านที่ตลิ่งชันเพื่อที่จะไปสู่มธ.ท่าพระจันทร์เพื่อที่จะต่อรถตู้ไปยังมธ.รังสิตเป็นอะไรที่ดูเหมือนว่าจะเหนื่อยแต่ว่าผมก็ทำเป็นประจำแล้วล่ะครับก็เลยรู้สึกชินๆ วันไหนที่ผมหันมาขับรถอีกครั้งคงจะไม่เป็นแบบนี้แล้ว(แต่คิดว่าคงจะต้องกลับมาขับรถแล้วล่ะเพราะว่าผมไม่อยากให้แก้วลำบากต้องนั่งรถเมล์กับผมตลอดไป...) ซึ่งผมก็หมดปัญญาในการหาลายเซ็นต์อาจารย์ผมจึงต้องไปรบกวนให้คณะช่วยเดินเรื่องให้ผม เพราะว่าการเดินหาอาจารย์คณะผมนั้นเป็นเรื่องที่ยากมากเพราะว่าท่านไม่ค่อยจะอยู่คณะกันส่วนมากท่านจะทำงานให้กับ GO หรือ NGO ภายนอกด้วยเอาเป็นว่าสั้นๆ หาตัวจับยากก็แล้วกันครับ ผมถึงที่รังสิตประมาณ 10.00 ครับจากนั้นผมก็ได้รับไปยังสำนักทะเบียนและประมาลผลเพื่อที่จะขอ Print Transcript เพื่อใช้ประกอบในการแจ้งจบ ก็วิงเวียนเหมือนกันครับเพราะว่าเดินวนไปวนมาระหว่างสำนักทะเบียนและธนาคารแต่ก็ไม่เป็นไรผมได้ Transcript มาแล้ว จากนั้นผมก็ได้รีบเดินไปที่คณะเพื่อที่จะไปติดต่อเพื่อที่จะถามให้แน่นอนว่าต้องการอะไรบ้างเพื่อที่ผมจะได้จบอย่างราบรื่น เมื่อเข้าไปติดต่อที่คณะแล้วก็พบว่า...สบายมากเลยครับเดี๋ยวที่คณะจะเป็นคนจัดการเรื่องลายเซ็นต์อาจารย์เอง แค่มีเอกสารครบและกรอกเรียบร้อยก็พร้อมที่จะแจ้งจบได้แล้วครับ ผมจึงเดินออกมาด้วยความสบายใจ จากนั้นผมก็ได้โทรไปหาน้องแก้วว่าทำอะไรอยู่งานภาษาไทยเสร็จหรือยัง(อันที่จริงแก้วก็มีงานที่จะต้องส่งเหมือนกัน) แก้วก็บอกว่าเสร็จแล้วว รออีกครึ่งชั่วโมงให้ผมไปรอที่หอป๋วยก่อน ผมก็ว่างๆอยู่ก็เลยเข้าไปนั่งอ่านหนังสือพิมพ์เล็กๆน้อยๆ จากนั้นเมื่อผมเห็นว่าเวลามันเลยจาก 30 นาทีมาประมาณ 15 นาทีแล้ว(รวมทั้งหมดก็คือ 45 นาที) ผมจึงได้ตัดสินใจโทรไปหาน้องแก้วอีกครั้ง ผมถามเธอว่าเป็นยังไงทำอะไรอยู่เธอก็บอกว่ากำลังจะออกจากหอแล้วค่ะ โอเคจ้า งั้นผมรออยู่ที่ร้าน Bakery ข้างๆป๋วยก็แล้วกันนะ และแล้ว...ผมก็สรุปได้ว่าผมรอเธอประมาณ 50 นาที อิอิ ผมเพิ่งทราบว่าแก้วเป็นคนที่อืดเหมือนกันก็วันนี้แหละครับ 555+ วันนี้เธอแต่งตัวเรียบร้อยแต่ก็ดูน่ารักมากๆเลยครับ ผมบอกให้เธอใส่ชุดดำเธอก็ใส่กางเกงผ้าขายาวสำดำแล้วก็เสื้อกั๊กสีน้ำตาลแล้วก็มีเสื้อคลุมสำดำส่วนรองเท้าสีขาวลายลูกไม้กระเป๋าถือสีน้ำตาลอ่อนแล้วก็เอ่อ ตุ้มหูรูปแมว แหมผมชอบจริงๆเลยให้ตาย ดูเวลาแล้วก็ประมาณ 11.45 แล้วก็เลยรีบไปขึ้นรถตู้ท่าพระจันทร์ครับ พอขึ้นไปนึกว่าจะได้นั่งที่อื่นปรากฏว่านั่งข้างหลังอีกแล้วว ดีนะเนี่ยที่วันนี้อากาศมันไม่ร้อนไม่งั้นล่ะก็เมารถแย่เลยหมี(แก้ว)เอ้ย ก็นั่งคุยกันมาเรื่อยๆจนถึงที่ท่าพระจันทร์ครับ ผมก็ถามเธอว่าหิวเหรอเปล่า เธอบอกว่ายังไม่ค่อยหิว(ที่ไหนได้ผมว่าเธอหิวโคตรเพราะมาทราบที่หลังว่าเธอไม่ได้กินข้าวเช้ามา) ถ้าเกิดว่าหิวก็จะได้ไปกินข้าวฟรีกันที่สนามหลวง วันนี้ที่สนามหลวงคนเยอะมากเพราะว่าเป็นหนึ่งในวันพระราชพิธีของสมเด็จพระพี่นางฯ จากนั้นพวกเราก็ไปนั่งรถเมล์สาย 80(คันเขียว) กันครับเพื่อที่จะไปพาต้าที่ผมได้นัดกับคุณพ่อผมไว้เพื่อที่จะไปซื้อคอมพิวเตอร์กัน สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นแล้วแอบขำเล็กๆก็คือความน่ารักของน้องแก้ว ผมให้เงินกับเธอไปเธอก็ถามผมว่าต้องบอกเขาว่าอะไร(ให้ตายจริงเธอไม่เคยขึ้นรถเมล์) ผมก็บอกเธอว่า "สองคนค่ะ" จากนั้นผมก็ได้บอกเธอว่าปรกติแล้วผมไม่ค่อยชอบขึ้นรถ Mini Bus คันเขียวหรอกเพราะว่ามันขับเร็วเหนือนรกจริงๆ ผมจะนั่งก็แต่ใกล้ๆเท่านั้น ระหว่างที่รถเรากำลังข้ามสะพานพระปิ่นเกล้าผมก็เหลือบไปเห็นแก้วนั่งไขว่ห้าง(โถ ที่รักอะไรจะสบายขนาดนั้น) ผมจึงได้หันกลับไปบอกเธอว่า "แก้วครั้งหน้าอย่านั่งไขว่ห้างนะ ผมว่าคนเขาไม่ค่อยทำกันบนรถเมล์" แก้วก็ตกใจแล้วก็รีบเปลี่ยนท่านั่งทันที คิดถึงทีไรก็อดยิ้่มไม่ได้ทุกทีเลย พอเมื่อเรามาถึงพาต้า พวกเราก็เดินขึ้นไปที่ชั้น 5 แต่ผมรู้สึกไม่ค่อยปลอดภัย(มันเถื่อนๆนิดหน่อย) ผมเลยตัดสินใจลงมารอคุณพ่อผมที่ชั้น 4 แทนก็ไปยืนอ่านหนังสือและเม้ากันจนกระทั่งคุณพ่อผมมาถึงแล้วก็ได้นัดไปเจอกันที่ชั้น 5 เมื่อผมขึ้นไปและเจอคคุณพ่อแล้วก็คุยกันถืงเรื่องคอมผมที่มันเสียก็ครั้งนี่ก็น่าจะต้องเปลี่ยน Main Board RAM CPU Card VGA ครับทีแรกก็กะจะไม่เอาการ์ดจอเหมือนกันเพราะว่าเราก็ไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องเล่นเกมแต่...ไหนๆก็ไหนๆและเอาเถอะ หลังจากที่พวกเราจัดการเรื่องคอมพิวเตอร์เสร็จพวกเราก็ลงไปทานข้าวกันที่ Food Court กับคุณพ่อมื้อนี้คุณพ่อเลี้ยงเย่ๆ!! แต่ที่ไหนได้ทีแรกได้ตกลงกับคุณแม่แล้วว่าจะไปทานข้าวกันที่บ้าน ก็ไม่เป็นไรครับ ผมกินข้าวหมูกรอบแบบว่ากรอบได้ใจแบบที่ผมชอบ ส่วนแก้วทานราดหน้าหมู สิ่งที่แปลกใจก็คือแก้วกินหมดเกลี้ยง(ผมได้บอกเธอเอาไว้ว่าที่บ้านผมไม่ชอบให้กินเหลือแต่จะกินมากเท่าไรไม่ว่า) เธอก็ทำได้อย่างดี...ที่ไหนได้เธอบอกว่าเธอหิวเพราะไม่ได้ทานข้าวเช้ามา...จากนั้นพวกเราก็กลับบ้านกันเพื่อที่จะไปรับคุณแม่เพื่อที่จะไปตลาด จากนั้นคุณพ่อผมก็ได้สงผมกับแก้วที่ Central ปิ่นเกล้า โดยที่คุณพ่อผมก็ได้บอกว่าไม่เป็นไรเดี๋ยววันนี้จะไปส่งทีรังสิต... (ขอบคุณครับ(ค่ะ)คุณพ่อ) เมื่อพวกเราไปถึง Central แล้วพวกเราก็ตัดสินใจว่าจะดู Quantum of Solace กันแต่เวลามันเลยมานิดนึงแล้วก็รีบซื้อตั๋วและรีบวิ่งไป...พอดีครับหนังมันเพิ่งเริ่มเรื่องก็เลยรู้สึกว่าดูพอรู้เรื่องอยู่ครับ แต่...ที่ไหนได้พอดูไปสักพักผมก็บอกแก้วว่า "แก้วเดี๋ยวพี่มานะ ปวดฉี่" แปลกใจที่แก้วก็บอกเหมือนกันว่า "ปวดเหมือนกันค่า" ก็เลยนรีบวิ่งไปฉี่แล้วก็กลับมาดูต่อ สำหรับเรื่องตัวหนังนั้นผมรู้สึกว่า เป็น James Bond ที่มีความเป็นคนมากขึ้นมีโกรธแค้น มีการล้างแค้น(แต่ฉากที่มันทิ้งเพื่อนมันในถังขยะก็เจ็บปวดเหมือนกันนะ) ไม่ใช่เป็นเพียงแค่หุ่นยนต์บ้า Sex แล้วฆ่าได้ทุกราย สนุกดีครับมีความเป็น Drama มากขึ้น ในขณะที่หนังกำลังจะจบผมก็กระซิ๊บบอกกับแก้วว่า "ตราบใดที่เรายังมีกันและกัน คุณจะไม่มีวันหนาว" ซึ่งจริงๆเลยนะพ่อคุณ จากนั้นพวกเราก็เดินออกมาแล้วพบว่าเวลามันเพิ่งจะ 16.45 เองก็เลยไปหาที่นั่งคุยแล้วก็ถ่ายรูปกันครับยอมรับว่ามีความสุขจริงๆวันนี้ ผมชอบการแต่งตัวของเธอมากเลย เรียบร้อยแล้วก็ดูน่ารัก จากนั้นพวกเราก็ได้เดินทางกลับไปที่บ้านเพื่อที่จะไปรอคุณพ่อผมเล่น Tennis กลับมาแล้วจะได้ไปรับคอมที่ประกอบไว้และไปส่งแก้วที่รังสิต ขากลับเรานั้งรถสาย 123 ครับแก้วก็ถามผมเหมือนเดิมว่าต้องพูดอย่างไรบ้างผมก็บอกเธอเหมือนเดิมคือ "สองคนค่ะ" แต่ครั้งนี้เธอทำเงินหลุดมือ!!! แต่ก็ไม่เป็นไรครับปลิวไปไม่ไกลกระเป๋าเขาก็เก็บทัน ผมสงสารแก้วเพราะว่าเธอเป็นเด็ก Load ยืนเกาะไม่สะดวกก็ไม่เป็นไรผมก็คอยพยุงเธอเอาไว้ไม่ล้มแน่นอน เมื่อเราถึงป้ายรถเมล์หน้าบ้านผมพวกเราก็เดินกันเข้าไปที่บ้าน ก็พบกับทุกคนอยู่กันครบเลย คุณยาย คุณแม่ คุณป้าตุ๊ก คุณน้าติ๋ง ทุกคนกำลังดูการถ่ายทอดสดพระราชพิธีอยู่ระหว่างนั้นคุณพ่อผมก็ได้มาพอดี แก้วก็ได้ลาทีบ้านผมและออกไปพาต้าอีกครั้งเพื่อที่จะไปรับเอาคอมที่ได้ประกอบไว้ คุณพ่อกับคุณแม่ผมก็รออยู่ที่รถแล้วให้ผมกับแก้วขึ้นไปเอา ก็เรียบร้อยครับ AMD Athlon +4800 64X2 Ram 2 GB 800 MHz Card จออันนี้เอารุ่นเก่าหน่อยแต่ก็พอใช้ได้ครับ GF6700 Series ก็แรงใช้ได้ครับ ก็ลงมากันจากนั้นพวกเราก็ไปทานก๋วยเตี๋ยวฮุยบางขุนนนท์กันครับ แบบว่าผมเป็นคนไม่กินเผ็ดแต่ว่ามาเจอร้านนี้แล้วต้องสั่งต้มยำทุกครั้งไปครับ เผ็ดได้ใจมากเลย ส่วนแก้วสั่งเส้นเล็กแห้งครับ(อะไรกันไม่ยอมกินเผ็ดเลย) ก็ไม่เป็นไรผมจัดไป 2 ชามครับแก้วก็เหมือนเดิมกินหมดเกลี้ยงเลย...(เธอบอกอิ่มมาก) จากนั้นพวกเราก็ไปทานถนนพระราม 5 เพื่อที่จะไป มธ.รังสิตครับ ระหว่างบนรถผมก็เห็นว่าแก้วเริ่มที่จะเคลิ้มๆหลับเนื่อยจากแอร์เย็นและท้องอิ้ม 555+ ผมจึงชวนเธอคุยและไม่ยอมให้เธอหลับด้วยการแกล้งเธอแต่ที่ไหนได้เธอรู้แล้วว่าผมบ้าจี้ เธอก็แกล้งผมกลับตลอดเลย น่ารักดีครับ ผมเริ่มสบายใจขึ้นมากเลยที่เห็นว่าเธอเริ่มเล่นกับผมแล้วเพราะปรกติเธอจะนิ่งๆกับผมซะมากกว่าซึ่งผมว่ามันขัดกับธรรมชาติขี้แกล้งของแก้วสักหน่อย เอาเป็นว่าตอนที่อยู่บนรถเนี่ยผมมีความสุขมากเลย แหย่กันไปแหย่กันมาน่ารักดี ผมจับมือเธอแล้วก็บอกกับเธอว่า อันที่จริงแล้วยังมีความน่ารักของแก้วและผมอีกหลายอย่างแต่ไม่สามารถที่จะเขียนลงไปได้ อิอิ เกรงใจแก้วนะคะ เมื่อส่งแก้วเป็นที่เรียบร้อยแล้วพวกเราก็ได้กลับมาบ้านอีกครั้ง ผมก็ได้เริ่มทดสอบความแรงของคอมผม และบอกให้แก้วรีบนอนเพราะว่าวันนี้เธอมีทัศนศึกษาที่อยุธยา เธอต้องออกจากมหาลัยตอนหกโมงเช้าแน่ะเช้ามากมายและแล้วก็หมดไปอีกวันครับวันที่แสนจะมีความสุขของผม... วันนี้ผมมีความสุขมากเลย มีความสุขที่ได้มีประสบการณ์ดีๆร่วมกันกับคนที่ผมรัก แก้วคะเอาไว้อาทิตย์หน้าก็แล้วกันนะผมจะพาคุณไปเที่ยวสวนรถไฟ ผมศึกษาเส้นทางเอาไว้แล้วล่ะ แล้วก็ขอโทษน้าที่ผมบอกว่าคุณอ้วน อย่าเสีย Self ผมว่าคุณก็น่ารักในแบบนี้แล้วล่ะอย่าผอมกว่านี้เลย เดี๋ยวจะดูเหมือนไม้เสียบผีนะ ประมาณนี้แหละค่ะกำลังน่ารักเลย หมีแก้ว(หน้ามัน) อ่อผมลืมไปผมได้ถามเธอว่า ต่อแต่นี้ไปจะขึ้นรถเมล์เป็นหรือยัง เธอตอบผมว่า "คงจะพอได้แล้วมั๊ง..." คุณเนี่ยน่ารักที่สุดเลยหมีแก้ว... โปรดติดตามตอนต่อไป... November 12 The CKT IV The Glamourous in Harmony! สวัสดีครับ รู้สึกมั๊ยว่าช่วงนี้เราเจอกันบ่อยเนอะครับ
แน่นอนล่ะว่าเวลาที่คนเรามีความสุขเราก็อยากจะแชร์ความสุขที่มีนั้นให้คน
อื่นได้มีความสุขด้วยใช่มั๊ยครับ... สำหรับ Concert ที่อาจจะถือได้ว่าเป็น
Concert สุดท้ายสำหรับชีวิตการเป็นนักศึกษาของผมนั่นก็คือ Concert CKT
ซึ่งปีนี้ทางเกษตรศาสตร์ก็ได้เป็นเจ้าภาพครับ อันที่จริงแล้วพวกเขามี Plan
ที่จะจัดมาตั้งแต่ปีที่แล้ว
แล้วล่ะครับแต่ด้วยมีเหตุที่ไม่คาดคิดนั่นก็คือ
สมเด็จพระพี่นางท่านได้เสด็จกลับสู่สวรรคาลัย ก็เลยไม่เหมาะสมครับที่จะจัด
Concert ซึ่งเป็นงานที่ดูๆไปออกจะรื่นเริ่งสักหน่อยครับ
แต่ทางเกษตรเขาก็ได้เตรียมตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับพวกเขาจึงได้เลื่อนมา
เป็นปีนี้ครับ ซึ่งใน Concert
นี้เองที่ผมมองแตกต่างออกไปจากหลายๆงานที่ผ่านมาครับ Concert
นี้ผมว่าผมมีความสุขมากๆเลยที่ได้พบปะกับเพื่อนๆทั้งของ CU & KU
Chorus ครับ ลืมเรื่องที่จะแข่งขัน(ถึงแม้ว่าจะมีอยู่บ้างโดยนัย)ไปเลยครับ
ผมว่า Concert นี้มันเป็น Concert
เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์(คงไม่เหมือนกับปีที่แล้วๆมาหรอกนะครับพี่น้องง)
และได้พบปะกับคนที่ทำกิจกรรมที่เหมือนๆกันในมหาวิทยาลัยอื่นๆมากกว่าที่จะมา
แข่งขันประชันกันครับ
ใครอยากจะแข่งกับใครผมไม่สนล่ะแต่ผมชอบที่จะได้ร้องเพลงอย่างมีความสุขและ
ได้ฟังเพลงที่ไพเราะมากกว่าครับ วันนี้เป็นอีกวันหนึ่ง ที่ผมตื่นเช้าแบบผิดปรกติครับ(เมื่อคืนก่อนวัน Concert ผมนอนตั้งแต่ 5 ทุ่มอ่ะครับจะไม่ให้ตื่นเร็วได้อย่างไร) ผมก็ตื่นตั้งแต่ 7 โมงเช้าแน่ะครับ แต่ว่าเมื่อวานนี้(วันที่ 8) ครูฝนก็ได้นัดพวกเราเพื่อซ้อมในช่วงเช้าที่สำนักพิพิธที่เกษตรตอน 10 โมงครับ ผมก็ได้จัดการเตรียมตัวเตรียมข้าวของเพื่อที่จะไปที่เกษตรครับ เมื่อวานนี้คุณแม่ผมได้เตรียมซื้อโจ๊กบางกอกมาไว้ให้ผมเป็นอาหารเช้า ระหว่างที่ผมทานข้าวไปนั่นก็เปิดเพลง ธงชัยไตรรงค์ไปด้วย พอถึงท่อน Solo แล้วคิดถึงแก้วเหลือเกินเพราะว่าเธอทำได้ดีมากก็หวังว่าวันนี้เธอจะทำได้ดี เหมือนทุกๆวัน จากนั้นพวกเราก็เดินทางออกจากบ้านครับ แต่ทว่าเช้านี้ผมมี Surprise พี่นิตนิดหน่อยตรงที่ว่าคุณพ่อผมมีความกรุณากับผมมากที่จะไปส่งผมในตอนเช้า เพราะว่าข้าวของสัมพาระของผมนั้นเยอะมากมายครับ อันที่จริงแล้วผมนัดกับพี่นิตเอาไว้ 9.00 ครับแต่ว่าผมกับคุณพ่อไปถึงที่หอพี่นิตย่านบางขุนนนท์เวลาประมาณ 8.40 ครับก็ไปนั่งรอพี่นิตสักครู่หนึ่ง โดยผมโกหกแกว่าผมนั่ง Taxi มา 555+ ที่ไหนได้เป็น Taxi คุณสมยศน่ะสิพี่ แล้วพวกเราก็ได้ออกมาจากบางขุนนนท์ ระหว่างที่เรากำลังวิ่งอยู่ที่ถนนพระราม 5 นั่นเองพี่นุ่นก็โทรมา(พี่นุ่นเป็นรุ่นพี่ TU Chorus รหัส 45 ที่อยู่หอเดียวกันกับพี่นิต) ตึง...แบบว่ะอ่ะน่ะพวกผมออกมาไกลแล้วพี่ รู้สึกผิดนิดหน่อยก็ไม่ได้คิดว่าพี่เขาจะมาพร้อมกันในตอนเช้าก็แหมนะ คลาดกันนิดเดียวเอง พี่เขาก็บอกว่าไม่เป็นไรขอโทษขอโพยกันไป... แล้วพวกเราก็มาถึงที่เกษตรครับ ผมกับพี่นิตก็ได้เอาของไปเก็บไว้ในห้องพักของพวกเรา TU หลังเวทีครับ จากนั้นผมกับพี่นิตก็ได้เดินออกมาเพื่อที่จะไปทานกาแฟร้านข้างๆครับ ที่ร้านก็พบว่ามีพวกรุ่นพี่รุ่นใหญ่อยู่เต็มเลยครับ ครูฝนกับพี่ต่ายก็อยู่ ผมก็เข้าไปสั่งกาแฟทานตามระเบียบครับที่ไหนได้ครับพี่น้อง โดนสัมภาษณ์ทันที...เรื่องน้องแก้ว....แบบว่า From the Begining to Now เลยครับพี่น้อง ก็สร้างความกังวลใจ(ประสาท)แก่ผมเล็กน้อยครับ เพราะว่าแก้วเขานางฟ้าเหลือเกินผมเองก็รู้ตัวเองว่าซาตานโคตรๆ(Lucifer) แต่ก็ไม่เป็นไรผมทราบว่ามันเป็นการพิสูจน์ตนเองครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ผมจะต้องทำให้ได้จริงมั๊ยแก้ว เอาใจช่วยผมด้วยน้าแก้วแก้ว(หมี...) จากนั้นผมก็เดินหน้าตางงๆเข้ามาหาน้องๆที่กำลังวอร์มเสียงกันอยู่ ผมก็เลยเข้าไปช่วยพิษณุ ทุกคนก็ทำได้ดีครับถึงแม้ว่ามันอาจจะยังเช้าอยู่ จากนั้นพวกเราก็ได้ซ้อมท่าทางแล้งก็ซ้อมเก็บรายละเอียดนิดหน่อยครับผม ซึ่งก็อาจจะดูเคอะๆเขิลๆเล็กน้อยแต่ก็ OK ครับหลังจากที่พวกเราซ้อมเพลงทั่วๆไปเสร็จแล้วครูก็ได้เรียกพวกผู้ชายมาซ้อม เพลงสยามานุสติครับ ซึ่งงานนี้ผมเองก็เป็น Soprano จำเป็นอีกแล้วว อะไรจะสูงปานนั้นแบบว่า Note ก็ไม่ชัวร์เสียงก็บ่ใช่โอยย เจ็บปวดครับแต่ไม่เป็นไรผมเห็นถึงความสำคัญอย่างไรมันก็ต้องมีคนเสียสละแหละ ซึ่งก็เป็นผม... หลังจากที่เราซ้อมกันเสร็จแล้วพวกเราก็ได้ไปทานข้าวกลางวันกันครับ KU เขาจัดอาหารให้เราน่ากินเลยทีเดียว หลังจากที่พวกเราได้ไปทานอาหารเสร็จแล้วผมก็ได้มีโอกาสคุยกับน้องแก้วถึง เรื่องราวที่เกิดขึ้นในตอนเช้า...แก้วก็บอกว่าอย่าได้กังวลไปเลย ก็เป็นพี่เดียร์ในแบบที่พี่เดียร์เป็นเนี่ยแหละน่าจะดีแล้ว... ก็ทำให้ผมรู้สึกสบายใจขึ้นเป็นกองเลย จากนั้นพวกเราก็ได้แยกย้ายกันไปแต่งหน้าแต่งตัวทำผม เพราะว่าทาง KU เขานัด Stand by ทุกอย่างเวลา 15.30 น. ระหว่างนั้นเองผมก็ได้เห็นลีลาการแต่งผมแต่งหน้าของคนในวงเราสังเกตได้ว่ามี ความเป็น Professional มากมายครับ เรียงมาจากนักร้องรุ่นเก่า(แต่เก๋า)อย่างพี่ปอมมี่ที่พวกเรารู้จักกันเป็น อย่างดี พี่ปอมก็มีลีลาการแต่งหน้าและทำผมเป็นเอกลักษณ์อยู่แล้วครับ ไม่ว่าจะยังไงทั้งน้ำเสียงและลีลาของการแต่งหน้าทำผมของเธอนั้นเยี่ยมยอดพอๆ กันครับ ต่อมาก็เห็นว่าน่าจะเป็นน้องแก้ว(เดอะหมีขั้วโลก) ปรกติผมไม่ค่อยจะได้เห็นเธอแต่งหน้าทำผมสักเท่าไร แต่พอเมื่อได้เห็นเธอแต่งหน้าทำผมแล้วก็รู้สึกว่าเธอมีสมาธิมากๆเลยครับ มองๆไปแล้วก็น่ารักดีเหมือนกันนะครับ ส่วนตัวผมเองน่ะหรอครับ... ต้องพิ่งพาฝีมือการลงรองพื้นของน้องพราววว และการปัดแก้มของน้องปุ๋ยคร้บ เลยออกมาดูดีแบบ Mix mix แบบนี้ อิอิ แต่ก็ไม่เป็นไรครับก็ดูดีอยู่แล้วว(เสียง โห่ในใจของผู้อ่านตามมาเป็นระยะๆ) ส่วนผมที่คุณแม่เดียร์ได้ Set มาให้ตั้งแต่เช้านั้นมันก็เริ่มที่จะคลายแล้วก็เลยต้องว่ายวานน้อง Part สุดที่ Love ของผมนั่นก็คือไอ่กัน ให้น้องมันช่วยทำผมใส่ wax ให้ผมเสียหน่อย พอทุกอย่างพร้อมแล้วก็เลยออกไปเตรียมพร้อม stand by ที่บริเวณหลังเวทีเพื่อที่จะได้ร้องเพลงแรกนั่นก็คือเพลง สรรเสริญพระบารมีครับ ระหว่างที่รอนั้นเองก็ได้มีโอกาสคุยกับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆบาก้า(CU Chorus) ก็เม้ากันมากมายครับคุยกันฉุยเลยอ่ะ สนุกดีๆครับ มีเสียงบ่นมานิดหน่อยว่า Stand by นานไปหน่อยมั๊ยผมก็เลยบอกไปว่า KU เขา Safe Safe น่ะก็ไม่เป็นไรหรอก พอพวก Staff เขาบอกว่าพร้อมก็ลุยครับเดินขึ้นไปไม่คิดอะไรมากยิ้่มอย่างเดียว ยิ้มเอาไว้ก่อน ก็ผ่านไปได้ด้วยดีครับสำหรับเพลงสรรเสริญพระบารมีเพลงแรกของ Concert ครับแต่ก็รู้สึกสงสาร Sopran มากๆเลยครับเพราะว่ามันสูงเหมือนกันนะ Key F แน่ะ(ของ TU ร้อง Eb) สำหรับเพลงมหาวิทยาลัยทั้ง 3 สถาบัน ก็เหมือนกับเมื่อครั้งที่ มธ.เป็นเจ้าภาพครับ งานนี้ผมรู้สึกว่ามีสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมก็คือผมสามารถ Build ความรู้สึกและอารมณ์ของตนเองได้ เวลาที่เข้าเพลงได้ฟัง Intro ของมหาจุฬาฯ รู้สึก โอ้วว สีชมพูมาเลยทีเดียว สวย เรียบร้อยมาทีเดียว ส่วนของ เพลงยูงทองของมธ.เรานั้นอันนี้ไม่ค่อยมีปัญหาครับเพราะว่าเราเข้าใจความหมาย และอารมณ์เพลงมาเป็นอย่างดีแล้วครับ แหม ร้องมาตลอด 4 ปีจะร้องไม่ดีได้อย่างไรกันล่ะเนี่ย ส่วนเพลง เกษตรศาสตร์นะครับ อันนี้ยิ่งเข้าไปกันใหญ่เลยครับ มีความชอบ(เพลง)เป็นการส่วนตัวอยู่แล้วครับ ฟัง Intro โดย Wind Band ของ KU ครับโอยย อย่างบิ้วเลยพี่น้องรู้สึกอย่างร้องให้สวยๆเพราะๆ และแล้วก็จบลงด้วยดีครับสำหรับเพลงทั้ง 3 สถาบันและเพลงสรรเสริญพระบารมี ต่อมาก็เป็นการแสดงของเหล่า CU Chorus ครับผมเองก็ไม่ค่อยจะได้ทราบมาก่อนเหมือนกันว่าจะมีเพลงอะไรบ้างครับ ผมก็ออกมาฟัง โอวว เพราะเหลือเกินครับ บทเพลงพระราชนิพนธ์แว่วครับ พอเพลงขึ้นผมจึงได้ไปเรียกน้องแก้วมาฟังด้วยเพราะว่ามันเพราะจริงๆน้าา แต่ที่ไหนได้นึกว่าแก้วจะออกมาคนเดียว โอ้ พวกน้องๆออกมาเป็นพลวนเลย อ่ะไม่เป็นไรก็คิดซะว่าเรียกๆกันมาฟังก็แล้วกัน อ่าาา ระหว่างนั้นผมว่ามันเป็นเวลาที่ดีมากเลยเพราะว่าได้ฟังเพลงเพราะๆแล้วก้ค ุยกันกับคนที่ตนเองรัก ไม่มีอะไรจะดีกว่านี้อีกแล้ววว เพลงต่อมาก็เป็นเพลงพระราชนิพนธ์เหมือนกันครับแต่ว่าผมไม่แน่ใจว่าเพลงอะไร จำไม่ได้เหมือนกันนนน... แต่ก็เพราะครับ น้องแก้วบอกว่าไม่เคยฟัง ก็ไม่เป็นไรจ้า ก็ได้ฟังแล้วก็เพราะเนอะะะ...จับใจจริงๆสำหรับ CU Chorus ระหว่างที่พวกเรานั่งฟังอยู่นั้นเราพอ CU Chorus เดินลงมากพวกเราก็ตั้งขบวนต้อนรับครับ สำหรับผมแล้วผมปรบมือแล้วก็แสดงความยินดีกับเขาด้วยความจริงใจอ่ะ อยากจะบอกให้พวกเขารู้ว่าพวกเขาร้องเพราะจริงๆน้า แล้วก็ชื่นชมในMusicที่พวกเขาได้สร้างขึ้น จากนั้นพวก Staff ก็บอกให้เราเตรียมตัวครับ ก็มานั่งฟังวง KU ครับวง KU Chorus นี่จะมีวง Wind มาช่วยเล่น Back up ให้ทุกเพลงเลยครับแหมมม คุ้มเลยทีเดียว แล้วก็มีนักร้องวง นนทรี Chorus เป็นวงนักร้องของศิษย์เก่าของ KU น่ะครับก็มีคุณพี่ทั้งหลายมาช่วยร้องด้วย ผมว่า KU Chorus Performing ดีนะครับการแสดงนี่ออกมาดีมากมีเต้นกันด้วยเลยทีเดียว มีความคิดสร้างสรรค์ค่อนข้าง OK ครับ แต่ว่าผมนั่งฟังอยู่หลังเวทีไม่ค่อยได้ยินนักร้องเท่าไรเลยครับ อาจจะเป็นเพราะว่าผมอยู่ใกล้วง Wind มากกว่ามั๊งครับ ระหว่างที่เรากำลังที่จะรอวง KU Chorus แสดงเสร็จพวกเราก็ตื่นเต้นกันเลยทีเดียวครับ ถึงเวลาแล้วที่จะต้องลุยผมก็เดินจับมือกับเพื่อนๆในพาร์ทพวกน้องๆ Bass ที่รักและไว้วางใจ จากนั้นผมก็ได้ให้จิ๊กกี้เอาปากกาของผมติดตัวไปด้วย "เอ็งเอาปากกาพี่ไปเสียบไว้ที่กระเป๋าเสื้อ จะได้ไม่เกร็ง จิตวิญญาณพี่มันจะต้องไปอยู่ในเอ็งมั่งแหละจิ๊กกี้" จิ๊กกี้มันก็กอดผมแล้วก็กล่าวขอบคุณผมเองก็ดีใจที่มันเองได้มีวันนี้... อ่าวได้เวลาแล้วเพลงแรกน้องจ๋าพวกเราก็เดินขึ้นไปบนเวทีพร้อมที่จะร้องแล้ว ก็แสดงแล้วครับ ก่อนหน้านี้ผมรู้สึกว่าเพลงนี้จะเป็นเพลงที่ผมไม่ค่อยจะชอบสักเท่าไรเพราะ ว่า Range ไม่ได้อยู่ใน Range ที่ผมจะร้องอย่างสบาย แต่ก็อย่างที่ผมบอกผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าผมเป็นประเภทไหนแต่พอถึงเวลา จะลุยจริงแล้วมันจะไม่ตื่นเต้นครับแล้วจะทำออกมาได้ค่อนข้างดี ผมว่าคงอาจจะเป็นเพราะว่าพี่นิตด้วยมั๊งครับ ที่พี่นิตแกขึ้นมาเคาะทำให้ผมสบายใจขึ้นมากเลยครับสำหรับเพลงน้องจ๋านี้ ก็จบแบบสงบครับสอนใจดีซึ้ง ส่วนเพลงต่อไปเพลงโดมแดนไทย ไอจิ๊กกี้ จัดไปเพลงนี้พวกเราก็ร้องกันได้ดีขึ้นครับก็เริ่มหายเกร็งกันแล้ว และเพลงต่อมาก็เป็นพี่นิตอีกครั้งนึงครับ TU35 เพลงเกิดของพวกเราในงานนี้ด้วยการสร้างสรรค์โดยครูฝนครับ เพลงนี้ฟังจาก Feed back แล้วหลายๆคนชอบกันมากเลยครับพี่ต้นแห่ง Voices เองก็ชอบมาก มันเป็นเพลงที่แรงแล้วก็ได้ความรู้สึกที่คุกคามเหมือนเพลงญี่ปุ่นซามูไร อย่างไรก็ไม่ทราบ ส่วนตัวผมแล้วก็ชอบมากเหมือนกันสุดยอดครับ เสียงปรบมือเกรียวเลยเพลงนี้(พี่นิต Build ได้สุดยอดครับ) แล้วเพลงต่อไปก็คือเพลงเป้าหมายการศึกษาพวกเราเองก็ทำได้ไม่แพ้กันเพลงนี้ จุด Peak จะอยู่ที่ตอนที่เราร้องในท่อน Chorus ครึ่งหลังครับอลังมากผมรู้สึกว่าถ้าเทียบกันเสียงที่ออกจากนักร้องและ Blending ดีสุดน่าจะเป็นพวกเราชาว TU นะครับ(อาจจะเข้าข้างตนเองก็ได้นะ) เพราะว่าผมรู้สึกว่าเวลาที่พวกเราอัด ff เนี่ยมันดังกระหึ่มทั่ว Hall อ่ะครับ และเพลงสุดท้ายในช่วงแรกก็คือเพลงวิสัยบัณฑิต ของอ.ป๋วย พวกเราทำได้ดีทีเดียวครับ ขนลุกเลยมันเป็นความรู้สึกที่สงบแล้วก็ Blending ดีมากครับทำนองเดียวกันกับเพลงก่อนหน้านี้ คุณแม่ผมบอกว่า มธ. นี่ดีนะร้องเพลงที่มีคติสอนในดีมีการแสดงที่ดูเทห์...หุหุ ขอบคุณครับคุณแม่ หลังจากที่พวกเราร้องเสร็จพวกเราก็เดินกลับลงมาครับ แบบว่าโอ้วว ประสบความสำเร็จ 555+ รู้สึกดีมากครับ จากนั้นพวกเราก็กุลีกุจอเปลี่ยนชุดกันสำหรับการแสดงในช่วงหลังครับ... ในช่วงหลังนี้ผมไม่ค่อยจะได้มีโอกาสที่จะได้ฟังวงอื่นร้องสักเท่าไรนัก แล้วก็ตื่นเต้นกับการเป็น Soprano จำเป็นในงานนี้ด้วยครับแบบว่าแถกันสุดริดอ่ะครับ ผมก็ได้มีโอกาสคุยกับแก้วก่อนขึ้นเวที ก็ empower กันไปแล้วก็ขอให้แก้วเอาใจช่วยพวกผมและผมในการร้อง So ครั้งแรกในชีวิตใน Concert ที่มีเวลาเรียนพาร์ทเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมง... และแล้วก็ถึงเวลา... เพลงแรกสยามานุสติ ผมว่าพวกเรายังสามารถทำได้ดีกว่านี้นะ แต่เท่าที่ออกมามันก็คงจะเพราะแล้วล่ะครับคุณแม่ผมชอบอิอิ อ่ะก็ไม่เป็นไรเพลงต่อไปถึงเวลาน้องแก้วลุยแล้วมีไข้... เพลงธงชัยไตรรงค์ อ่ะยอมรับว่าเพลงนี้ครูปรับไว้ร้องให้ลอยๆเพราะๆแล้วทำ Dynamics เว่อร์ๆ ก็ทำได้ดีครับ หมีจ๋าตัวเองร้องเพราะมากเลย ต่อไปๆ เพลงสุดท้ายแล้วเพลงทรงพระเจริญ ผมว่าเพลงนี้เราผิดพลาดกันนิดหน่อยผมว่ามันอาจจะเกิดจากการที่พวกเราไม่ค่อย ได้ซ้อมกับ Track ด้วยมั๊งครับ หรืออาจจะเป็นเพราะว่าความเคยชินใน Acapella ของวงเราที่ชอบร้องกันแบบสบายใจกรูไม่มีเครืองดนตรีก็เลยผิคคิวเล็กน้อย แต่รวมๆแล้วก็ออกมาค่อนข้าง OK ครับ(ขอบใจไอ่วิทที่ช่วยแก้ไขสถานการณ์ งานนี้เอ็งโปรมากไอน้อง) หลังจากที่ลงจากเวทีก็มีโอดครวญกันนิดหน่อยครับ แต่ก็โดนพวก Staff เร่งให้รีบเปลี่ยนชุดเพราะว่าพวกเราจะต้องขึ้นแสดงในชุดสุดท้ายครับซึ่งก็ คือเพลงแสงหนึ่งและแสงส่องไทยครับ ซึ่ง...เพลงนี้ผมกับไอ่กันโดนจับแยกไปอยู่กับพวก Choir 1 ครับก็ไม่เป็นไรป๋าพร้อมลุยอยู่แล้วกับไอกันสู้!!! เพลงแสงหนึ่งก็ OK ครับเพราะว่า Wind เขา Build ให้อันนี้ก็ต้องยก Credits ให้เขานะครับ ส่วนแสงส่องไทยนี่ไม่สนอะไรทั้งสิ้นแล้ว ไอกันลุยยย!! อัดไปเต็มแรงครับ...รู้สึกเล็กน้อยว่าเสียงตัวเองโคตรเข้าไมค์เลย อิอิ ก็มีอาการเหลื่อมเล็กน้อยครับเพลงนี้แต่ก็ไม่เป็นไรครับก็จบลงด้วยดีรู้สึก ดีใจเล็กน้อยที่เป็นคนตัวเตี้ยที่สุดแต่ได้อยู่ตรงกลาง อิอิ เพราะว่าเราเป็นติ่งของ Choir 2 ที่ไปอยู่กับ Choir 1 ก็เลยได้เกิดเลยครับงานนี้ตรงกลางเลยครับท่าน ตอนจบก็ไม่มีอะไรครับแอบมันส์เล็กน้อยครับเพราะว่าวง Wind เขาเล่นเพลงโหย เต้นกันกระจุยผมกับพุทรานี่โต้โผเลย เต้นๆกันสักพักก็ลงมาถ่ายรูปครับก็ชวนหมีมาถ่ายรูปกับคุณแม่กับน้องสาว ก็OK ครับจากนั้นผมก็ไปสวัสดีคุณแม่หมีก็ตื่นเต้นเล็กน้อยเพราะว่า...คุณน้าของ น้องหมีแบบว่านิ่งมากน่ากลัวสุดๆ ผมยิ้มให้แต่ก็ยังนิ่งๆ อ่ะไม่เป็นไรครับ สู้ๆ ก็หลังจากนั้นพวกเราก็ไปทานข้าวกันต่อที่อาคารเทพของ KU ครับมีออกร้านกันแบบกินกันคนละไม่ต่ำกว่า 3 ถ้วยแบบอิ่มไปเลยครับ งานนี้รุ้สึกว่าตัวเองเป็นคนดังยังไงก็ไม่รู้มีคนมาขอถ่ายรูปเพียบ สนุกดีครับสำหรับงานเลี้ยงกินตอนจบแต่จะดีมากถ้ามีเกะหรือวงเล่นนะยาววววแน่ นอน ก็อย่างที่ผมได้บอกพวกคุณเอาไว้ตั้งแต่ตอนแรกแล้วล่ะครับว่า Concert ครั้งนี้ด้วยความที่ผมโตขึ้นด้วยมั๊งครับผมเลยไม่ค่อยสนเรื่องประชันกันสัก เท่าไรมางานนี้เอาเพื่อน เอามิตรภาพดีกว่าครับ งานนี้ผมรู้สึกว่าพวกน้อง CU Chorus เขาคงจะจำในความเมาๆของผมได้ 555+ ดีแล้วครับคือผมไม่สนใจอยู่แล้วว่าจะเป็นอย่างไรขอให้ผมได้ทำสิ่งที่ดีๆก็พอ ครับ Concert นี้ผมจึงรู้สึกว่ามิตรภาพและความสุขจากการที่ได้พบปะกับคนที่ร้องเพลงเหมือน กันเม้ากันมันเป็นอะไรที่จีรังมากกว่าการที่จะมาคิดแต่จะมาแข่งกันน่ะครับ Concert CKT 4 ในครั้งนี้อาจจะเป็น Concert ครั้งสุดท้ายของชีวิตการเป็นนักศึกษาของผม ซึ่งผมคิดว่าผมทุ่มเททุกอย่างให้อย่างเต็มที่แล้ว ซึ่งผมมีความสุขมากและผมเองก็คิดว่าถ้ามองย้อนกลับไปก็คงไม่เสียใจแล้วล่ะ ผมมีความสุขมากที่ได้ร้องเพลงกับน้องๆเพื่อนๆ สุดท้ายนี้จะไม่กล่าวถึงไม่ได้เลยก็คือ ครูฝนที่เคารพที่อยู่กับพวกเราเสมอไม่เคยทอดทิ้งกันและช่วยพวกเราให้รู้ว่า ดนตรีการขับร้องประสานเสียงเป็นอย่างไร ส่วนตัวผมเองคงไม่มีวันนี้แน่ถ้าไม่มีครูฝน พี่นิตและน้องๆที่รักทุกๆคนไอ่กันขอบใจมืงมากสำหรับทุกๆอย่าง ไอจิ๊กมืงได้พิสูจน์ตัวเองในข้างต้นแล้วมืงต้องชนะต่อไปเรื่อยๆ แก้ว เธอทำได้ดีมากพี่ภูมิใจในตัวเธอมากๆ หวังว่างานนี้คงจะไม่ใช่งานสุดท้ายของผมในชีวิตนักร้องประสานเสียงนะ.... ขอบคุณนะทุกคนที่ทำให้ผมมีความทรงจำที่งดงามอีกครั้ง November 06 Kaew, The Dawn Bringer... สวัสดีครับคิดถึงผมมั๊ย หลังจากที่ไม่ได้เจอกันสักพักหนึ่งช่วงนั้นที่ผมเพิ่งค้นพบว่านางฟ้าที่อยู่บนฟ้านั้น
ตอนนี้ได้ลงมาเดินดินเหยียบขี้โคลนอยู่กับผมแล้วทั้งๆที่เธอก็มีปีแต่เธอก็
ยังอยากที่จะชอบเดินดินมากกว่าเธอบอกว่าเป็นนางฟ้าเนี่ยมันเหนื่อยนะ...
เอาเถอะครับช่วงนี้ผมกำลังมีความสุขมากที่สุดนับได้ว่ามีความสุขมากที่สุดใน
ช่วงเวลาการเป็นนักศึกษาตลอดเกือบๆ4 ปีที่ผ่านมา
สัปดาห์ที่แล้วผมได้ขี่จักรยานพานางฟ้าไปรอบๆมหาลัย รู้สึกว่าตอนปี 1
ไม่ได้ทำอะไรแบบนี้เลยรู้สึกเหมือนกับว่าตนเองได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง...
รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกครับ
อยู่มาก็นานนะครับแต่ก็ยังดีที่ทำให้ผมได้รู้สึกเป็นเด็กอีกครั้งก็ตอนปี 4
เทอม 2 เนี่ยแหละ... วันนี้ผมปาวารณาตัวว่า จะไม่ไปซ้อมตามคำสั่งของคุณแม่ครับ การที่ผมไปซ้อมที่รังสิตทุกวันในช่วงหลังๆก่อน Concert CKT ที่ปีนี้ม.เกษตรเป็นเจ้าภาพนั้นทำให้ผมต้องเหน็ดเหนื่อยและตรากตรำมากๆเลย ครับ เพราะว่าการไปกลับระหว่างมธ.รังสิตกับบ้านผมนั้นเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว ว่าดุเดือดไม่ใช่น้อยเลยครับ แต่ก็ไม่แน่เหมือนกันวันนี้ผมอาจจะไปเพราะว่าผมอดคิดถึงนางฟ้าของผมไม่ไหว เวลาที่ผมมีความรักนั้นผมมักจะบอกเพื่อนผมเสมอว่าความรักของผมนั้นมันไม่ใช่ ความรักแบบสีชมพูเหมือนคนอื่นที่เข้าใจกันความรักของผมมันทำให้โลกของผม สว่างสดใสเหมือนพระอาทิตย์แรกของยามเช้า แสงสีทองที่ลอดลงมาจากฟ้าผ่านเมฆมาทำให้เราเห็นเป็นรังสีลงมาสู่พื้นโลก ทำให้โลกกลางคืนที่มืดมิดกลายเป็นกลางวันที่สว่างสดใสอีกครั้ง... นี่แหละคือนิยามความรักกับการมองโลกของผม... ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่านางฟ้าของผมจะนิยามความรักและการมองโลกเป็นอย่าง ไรแต่ที่แน่ๆเธอน่ะเป็น The Dawn Bringer มันจึงไม่น่าแปลกใจสัก เท่าไรว่าทำไมเวลาที่ผมมีความรักนั้นผมจะทำทุกอย่างดีไปหมด...หมายถึงทำอะไร ดูดีไปซะทุกอย่างเพราะว่ามันเป็นเวลากลางวันแล้วไงครับ... ผมมองเห็นทางเดินที่ผมควรจะเดินไปทอดอยู่ อย่างที่ผมเคยได้เขียนเอาไว้ในเรื่องก่อนหน้านี้ที่ได้ลงท้ายว่า "ผมจะต้องทำอะไรสักอย่างแล้วนางฟ้า" ใช่ผมจะต้องเริ่มวางแผนการของชีวิตบ้างเสียแล้วว... แน่ล่ะมีแสงสว่างแล้วนี่นาเนอะก้เริ่มทำซะเลย ผมพยายามหาข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาต่อป.โทของผม ผมคิดว่าผมสนใจเกี่ยวกับโครงการปริญญาโท สาขาจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การของคณะศิลปศาสตร์ มธ. ซึ่งผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์กับผมมากๆ เพราะว่ามันสามารถที่จะเอาไปใช้ได้ทั้งในงานของสายภาครัฐและภาคเอกชน... ซึ่งแน่นอนว่าน้องแก้วนางฟ้าของผมเธอเรียนเกี่ยวกับภาษาอังกฤษและธุรกิจอ่ะ เธอบอกว่าเธออยากจะทำธุรกิจของเธอเองผมก็เลยอ่าา ใช้ได้เลยความรู้ของผมเมื่อผมเรียนจบมาแล้วสามารถนำมาพัฒนาองค์กรได้... ใกล้ตัวที่สุดที่จะต้อง มาถึงในอีกไม่กี่วันนี้ก็คือ THE CKT Choral Concert นั่นเอง แปลกใจมากที่ผมรู้สึกตื่นเต้นมากๆกับงานนี้ทั้งๆที่ผมเองก็เคยผ่าน Concert มาแล้วมากมาย อาจจะเป็นเพราะว่ารู้สึกแปลกตรงที่คนที่ผมรักนางฟ้าของผมอยู่บนเวทีด้วยมั๊ง ครับไม่ได้อยู่ข้างล่างเป็นคนฟัง ที่สำคัญมีอยู่เพลงหนึ่งที่ผมจะต้องร้องเป้น Choir ให้นางฟ้าของผม Solo ด้วย น้างฟ้าจ๋าไม่ต้องกลัวผมกับเพื่อนๆจะอุ้มคุณเอง ก็หวังว่าทุกอย่างจะออกมาดีเหมือนที่พวกเราได้วาดฝันเอาไว้แต่พวกเราก็จะทำ ให้เต็มที่ ที่สุดในฐานะรุ่นพี่ปีสุดท้ายของชุมนุม TU Chorus ขอบใจที่แสงสว่างของเธอ ทำให้ฉันสามารถเปล่งประกายในตัวของฉันเองได้เหมือนกัน ฉันจะทำให้ทุกๆสิ่งรอบข้างสว่างจากประกายของฉันเหมือนกัน ขอบคุณอีกครั้งนะนางฟ้าแก้ว(หมีขั้วโลก) อิอิ |
|
|