The RhyThm's profileThe RhyThm® SeriesPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    December 23

    Voices Celebration 2008 ; Miracle Voices, Miracle Me!!!

              วัสดีครับทุกคน...หวังว่าคงจะสบายดีกันถ้วนหน้านะครับ สำหรับวันนี้ผมเองก็มีเรื่องมาเล่าให้ฟังเช่นเคยครับเป็นเรื่องเกี่ยวกับ Concert ที่ผมได้เกร่นไปแล้วก่อนหน้านี้ก็คือ Concert Voices Celebration 2008 ครับซึ่งจากตารางนั้นเราจะร้องด้วยกัน 2 แห่งครับแต่โปรแกรมเดียวกันนะครับก็คือที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยในวัน ที่ 22 ธันวาคม 2551(เมื่อวานนี้) และที่มหาวิทยาลัยพายัพในวันที่ 28 ธันวาคม 2551(ที่จะถึงนี้) เอาเป็นว่าผมจะขอเสนอแง่มุมเล็กๆในส่วนของผมเองที่เกี่ยวกับ Concert ในครั้งนี้ก็แล้วกันนะครับ ขอให้ทุกท่านได้รับความเพลิดเพลินจากผมนะครับ...
              วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่ผมได้ตัดสินใจแล้วว่าผมจะไม่ไป เรียน...(อันที่จริงแล้ววันนี้ผมมีเรียนที่รังสิตตอน 9.30 วิชาวิจัยฯ)เพราะว่าผมจำเป็นที่จะต้องนอนหลับให้เพียงพอ(ถ้าเป็นไปได้ควรจะ มากกว่า 8 ชั่วโมงแต่ไม่ควรเกิน 10 ชั่วโมง) เพราะว่ามันจะมีผลต่อเสียงของนักร้องอย่างเราๆอย่างมากในการตะลุยร้อง Concert ที่มีเพลงในงานกว่า 20 เพลง ผมรู้สึกผิดเล็กน้อยที่จะต้องทิ้งให้เพื่อนๆทำงานกัน แต่อย่างไรผมก็ได้บอกเหตุผลให้พวกเขาเข้าใจแล้วว่ามันมีความสำคัญสำหรับผม แค่ไหน(Concert นี้มีเพียงครั้งเดียวที่ กทม. และพวกเราก็ได้ซ้อมกันมาอย่างหนักเพื่อสิ่งนี้เราจะไม่ยอมให้ปัจจัยอะไรมาทำ ให้เราเกิดความล้มเหลวในการแสดงครั้งนี้) สำหรับ Spirit ของนักร้องหรือนักแสดงทุกคนเราต้องย่อมเข้าใจว่าการที่งานจะออกมาดีได้นั้น เราจะต้องซ้อม ซ้อมแล้วก็ซ้อม... ไม่มีทางลัดอื่นใดที่จะทำให้เราเก่งขึ้นมาได้นอกจากการซ้อมอย่างสม่ำเสมอ(วง The Bangkok Voices ตอนนี้มีข่าวแว่วมาว่าพวกเราซ้อมกันหนักที่สุดในบรรดาวงขับร้องประสานเสียง ระดับเดียวกันในประเทศไทย) เพื่อที่จะทำให้การแสดงเพียง 2 ชั่วโมงออกมาดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้... นั่นคือน้ำจิตน้ำใจของพวกเรานักร้องนักแสดงที่จะต้องอดทนเพื่อทำให้เวลาที่ เราต้องการความสมบูรณ์ที่สุดออกมาสมบูรณ์ที่สุด ผมตื่นประมาณ 10.30 อันที่จริงแล้วผมตื่นเช้ากว่านั้น(ประมาณ 9.00) แต่ก็ต้องพยายามบังคับให้ตัวเองนอนเพื่อที่จะไม่เกิดอาการง่วงและเพลียตอน บ่ายหลังจากที่พวกเราได้ซ้อม(อย่างหนัก) ก่อนที่จะขึ้นร้องจริงในช่วงค่ำ แล้วผมก็ตื่นสิ่งแรกที่ผมพึงทำนั้นคืออะไรทราบมั๊ยครับ...การโกนหนวด สำหรับผมแล้วการโกนหนวดเพื่อที่จะออกงานนั้นเป็นสิ่งที่ใช้เวลามากเพราะ ว่านอกจากที่เราจะต้องโกนให้เรียบร้อยแล้วเรายังจะต้องระวังไม่ให้เกิดรอย แผลขึ้นที่ใบหน้าด้วย...อือ เป็นอะไรที่ดีมากครับการตื่นขึ้นมาโกนหนวดในตอนเช้า... ปิ๊ง ผมเข้าไปถามคุณแม่ว่าเป็นอย่างไรบ้าง คุณแม่ผมตอบว่า... "อือ ค่อยดูเป็นผู้เป็นคนหน่อย..." (ครับแม่...) จะทำอย่างไรได้ล่ะครับก็แหมคนมันเกิดมาเป็นแบบนี้น่ะผมก็เบื่อเหมือนกัน สำหรับวันที่รีบๆแต่จะต้องมาเสียเวลาโกนหนวดในตอนเช้าเพื่อให้ดูดี(สำหรับ สังคมไทย, ผมจำได้ว่าตอนที่ไปแข่งที่จาร์กาตา อินโดนิเชีย มีแต่คนไว้หนวดกันเต็มไปหมดเลย ผมกับคุณหมอก็เลยไม่โกนหนวดไปแข่งครับเก๋าจิงๆ) ในตอนร้อง concert จากนั้นผมก็ได้เริ่มทานข้าวและเตรียมตัวออกจากบ้านเพื่อที่จะไปสู่สมรภูมิ ที่ผมเคยผ่านมันมาแล้วอย่างโชกโชนศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยนั่นเอง(เป็น เกียรติสำหรับนักร้องตัวเล็กๆอย่างผมมากที่มีโอกาสได้ร้องเพลงในสถานที่ที่ มีเกียรติเช่นนี้) ผมก็เตรียมชุดเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ออกจากบ้านและเดินทางไปที่นั่นด้วย Taxi ครับเพราะว่าสัมภาระเยอะเหลือเกิน Taxi ก็เป็น Taxi สีแดงครับ... อันนี้ผมเลยพูดอะไรมากไม่ได้...ปรกติผมจะชอบคุยกับ Taxi นะครับแลกเปลี่ยนทัศนะกันในฐานะที่เขาได้เจอผู้คนมากมายซึ่งมันมีประโยชน์ใน แง่ของการปรับปรุงทัศนคติทำให้เรามองอะไรได้กว้างขึ้นครับ... แต่พี่คนนี้เขาบอกว่าอดีตนายกฯดีอย่างนั้นอย่างนี้... โอเค...ผมไม่พูดอะไรดีกว่าเดี๋ยวผมจะโดนถีบลงจากรถ... ก็ตอนที่ถึงก็ไม่ได้พูดอะไรมากก็กล่าวขอบคุณและให้เงินเขาไปตามปรกติ คิดในใจแมร่งเอ้ยเมื่อไรจะตื่นกันสักทีพี่น้อง... เมื่อผมเดินเข้ามาถึงผมก็ไม่ได้พบใครเลย(ผมมาถึงประมาณ 14.15 ซึ่งพวกเรานัดกันประมาณ 14.30) พบแต่น้องกิ่ง(ลำใย; เพลงนี้ทำให้เธอเกิดอย่างเจิดจรัสในวงการอย่างยิ่ง) เธอก็บอกว่าเธอมาถึงก่อนผมได้สักพักหนึ่ง...ก็เม้ากันเรื่องเพลงว่าเพลงไหน ที่มีความเสี่ยงต่อการล่ม...กลางคันบ้างก็เป็นที่สนุกสนานกันครับ จากนั้นทุกๆคนก็เริ่มทยอยมากันครับแปลกมากที่ Concert นี้พวกเราจะดูตั้งใจกันเป็นพิเศษมีการซ้อมและท่องเนื้อท่องโน้ตกันอย่างขมัก เขม้น(ปรกติแล้ว Concert นี่พวกเราจะ chilled มากเลยครับกินๆนอนๆถ่ายรูปเม้า...แต่ครั้งนี้ไม่ใช่อย่างที่ผมเคยเห็นเลยแม้ แต่นิดเดียว) สงสัยว่าคงจะเครียดกับโจทย์ที่คุณหมอกิตติพร(Conductorที่น่ารักของพวกเรา) คือเพลงกว่า 20 เพลงและเพลงก็ไม่ใช่ง่ายด้วยโหดๆทั้งนั้นช่วงแรกนับว่าโหดแล้วช่วงหลังโหด กว่า...
               วลาประมาณ 16.00 พวกเราทุกคนก็ได้มาซ้อมกันเพื่อที่จะตรวจสอบความเรียบร้อยของเพลงและนัดแนะ คิวอีกครั้งเพื่อกันความเข้าใจผิด และเพลงที่พวกเรากลัวกันมาก(กลัวถึงหลอนเลยก็คือ Benedictio และ Binnamma) ที่พวกเราซ้อมกันอีกครั้ง Binnamma พวกเราสามารถผ่านมากันได้แล้วแต่สำหรับเพลงสุดหินระดับ World Premier นั่นก็คือ Benedictio นั้นพวกเรายังทำกันได้ไม่ค่อยดีซึ่งผมเองนั้นชอบเพลงนี้มากและอยากจะร้องมา เป็นปีแล้ว(หลังจากที่ 2 ปีที่แล้ว Concert แรกของผมพวกเราเคยร้องกันไปแล้วครั้งหนึ่ง) มีปัญหาตรงที่ Soprano ยังจำโน้ตไม่ค่อยได้และในช่วงที่มีการ Accel. นั้น Soprano ยังไม่เปลี่ยนจังหวะ(ทำให้จังหวะในวงนั้นไม่เท่ากัน)ซึ่งมันเป็นการร้อง เหลื่อมกันอย่างเห็นได้ชัด... คุณหมอเลยตัดสินใจที่จะตัด Benedictio ออกในวินาทีสุดท้ายเพื่อป้องกันความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้น(แน่นอน) ไม่เป็นไรครับเก็บเอาไว้ร้องปีหน้าก็ได้ไม่เป็นไรหรอก... พวกเรายังอาจจะยังไม่เหมาะกับมันจริงๆก็ได้ ณ เวลานี้ จากนั้นผมก็เดินไปข้างหน้าแล้วก็ดูบัตรของแก้วว่าแก้วกับคุณแม่จะนั่งตรงไหน เมื่อผมทราบแล้วผมก็เดินเข้าไปในหอประชุมเล็กแล้วก็หาที่นั่งนั้นอ่อ Q14, Q15(ถ้าจำไม่ผิด) ผมก็ลองเล็งดูว่าเอจะเห็นเรามั๊ยน้ออ(เมื่อมองลงมา) จากนั้นผมก็ลองเดินลงไปข้างล่างไปนั่งที่ประจำของผมแล้วก็เล็งขึ้นไปว่าผมจะ เห็นหรือไม่...(โอเคผ่านพอมองเห็น) จากนั้นเวลาประมาณ 18.30 ผมก็ได้เดินออกไปข้างนอกเพื่อที่จะไปพบน้องแก้วกับคุณแม่ซึ่งให้เกียรติมาดู ผมและ Bangkok Voices ใน Concert ครั้งนี้(คิดในใจห้ามพลาดเด็ดขาดนะโว๊ย!) ผมก็สวัสดีคุณแม่(รู้สึกเกร็งเล็กน้อย)และคุยกับแก้วสักพักแล้วก็ถ่ายรูปกัน เล็กน้อย จากนั้นผมก็เดินเข้าไปหาน้องๆวง TU Chorus ที่จะมาเป็นหนึ่งในกำลังใจของผม และก็พบกับพวกน้องๆและเพื่อนๆ TYC ที่มาดูด้วยเช่นกันก็ทักทายกันเป็นพิธี ก่อนที่ผมจะต้องเข้าไปนัดแนะกันอีกครั้งเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะต้องขึ้น แสดง และแล้วเวลานั้นก็มาถึงครับเขาได้ประกาศให้ผู้ชมทุกท่านเข้ามาในหอ ประชุม ทุกๆคนข้างหลังทีก็ได้เริ่ม Stand by ครับเพื่อที่จะไปร้องเพลงแรกของ Concert ในครั้งนี้ก็คือเพลงสรรเสริญพระบารมีครับ... ความรู้สึกแรกที่ผมเดินขึ้นเวที...ผมรู้สึกว่า "โอ้ทำไมคนมันเยอะอย่างนี้วะเนี่ย!" ผมรู้สึกแปลกใจมากที่มีคนมาดูเยอะมากขนาดนี้เต็มหอประชุมเลยครับรู้สึกดี มากๆครับ ในส่วนของเพลงสรรเสริญพระบารมีนั้นพวกเรายังทำได้ต่ำกว่ามาตรฐานอยู่ครับ ถ้าเทียบกับที่เราเคยร้องออกมาดีที่สุดที่พระราชวังพญาไท(ที่เราแสดงเมื่อ ปลายปีที่แล้วหลังจากกลับมาจากจาร์กาตา) ครั้งนั้นพวกเราร้องกัน Firm มากครับแต่ครั้งนี้ก็ใช่ว่าจะไม่ดีนะครับพวกเราก็ยังคงทำได้ดี...ในระดับที่ ผมยอมรับได้อยู่ แต่ผมรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อยครับเนื่องจากเป็นเพลงแรกใน Concert ก็ไม่เป็นไรเอาไว้ค่อยรวบรวมใจไปเรื่อยๆจาถึงจุดที่ผม Firm... เมื่อเพลงสรรเสริญพระบารมีจบลงพวกเราก็ได้เดินลงครับแล้วก็เป็นการกล่าวเปิด ของคุณหญิงมาลัยวัลย์ บุญยรัตเวช(คุณหญิงที่รักและเคารพของพวกเราคนในวงการขับร้องประสานเสียง) จากนั้นพวกเราก็ได้มาร้องเพลง เพลงแรกจริงๆใน Concert นี้ครับนั่นก็คือเพลง Plaudite Manibus(พลา-อยู-ดิ-เท มา-นิ-บุส) เป็นเพลงที่พวกเราซ้อมกันมาเป็นอย่างดีแล้วครับ Note ไม่ยากสักเท่าไรครับแต่สิ่งที่ยากสำหรับเพลงนี้ก็คือการทำให้เพลงมัน Firm กับจังหวะที่ค่อนข้างจะกระชับและการตบมือและกระทืบเท้าซึ่งก็ต้องมีสมาธินิด หน่อยครับ พวกเราก็ร้องกันได้ดีเลยทีเดียวสำหรับเพลงนี้ไม่มีคนปรบมือพลาดครับ(ซึ่ง ปรกติการซ้อมจะมีคนพลาดทุกครั้ง) Firmมากเอาไปเลย 8.5/10 ส่วนเพลงต่อไปครับชื่อเพลง Exultate Deo(เอ็ก-ซุล-ทา-เท เด-โอ) เป็นเพลงยุค Renaissance ครับไม่มีอะไรมากครับก๊องแก๊งๆๆ ยุคนั้นยังไม่มีเทคนิคอะไรมากร้องให้ Smooth ก็เพราะแล้วครับสำหรับเพลงนี้แต่รู้สึกว่าพวกเราจะร้องกันไม่ Firm สักเท่าไร(มีการมั่วเล็กน้อยของบางพาร์ท) แต่ก็ไม่เป็นไรครับลากมาให้จบได้ก็ OK ล่ะ เอาไป 7.5/10 ล่ะกัน เพลงต่อมาครับ Alleuia ครับเพลงนี้พวกเราก็ซ้อมกันมานานพอสมควรแล้วครับ แต่ครั้งนี้มีปรากฏการณ์บางอย่างเกิดขึ้นครับ ในช่วงแรกพวกเราก็ร้องกันได้ดีพอสมควรเลยนึกในใจแวบหนึ่งรอดแล้วกรู...แต่ ที่ไหนได้ตอนที่ Tenor เข้ามาเป็น Melody แทน Soprano รู้มั๊ยคับว่ามันเกิดอะไรขึ้น... Tenor Flat ครับพวกเขาเปลี่ยน Key Transpose ให้เรียบร้อยเลยเป็นคีย์ไหนก็ไม่รู้คับ(ซวยแล้วมืง) ซึ่งมันต่ำกว่าเดิมมากครับ(เพลงนี้จะมีปัญหามากถ้ามัน Flat เพราะว่าตัวสุดท้ายของเพลงมันเป็น Low D ซึ่งมันต่ำมากกกกอยู่แล้วถ้ามัน Flat มันจะกลายเป็นอะไรก็ไม่ทราบที่ Bass 2 วง Voices ไม่สามารถร้องได้เพราะมันต่ำเกินมนุษย์จะร้องได้แล้ว) เมื่อเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้นผมเองก็หน้าเสียเหมือนกันครับมองไปที่ทุกคน รวมไปถึงคุณหมอก็หน้าเสียเหมือนกัน...เหลือบไปที่คุณหญิง(Sad ครับแกทำหน้าเซ็งมากๆ) เสียงในวงเริ่มเบาลงๆเพราะว่าไม่มีใครกล้าร้องครับ...พี่น้องแต่แล้วด้วย ความเก๋าพี่เต๋อจอมทัพ Bass1 ของเราก็ได้ร้องออกมาผมก็คิดในใจว่าถ้ามันไม่ร้องออกมามันเพลงมันก็ไปไหนไม่ ได้อ่ะ...จะต้องมาตายตอนนี้หรอวะ ยังไม่ทันได้ถึงครึ่งโปรแกรมเลยเวร เอาไงเอากัน ผมเลยเอาวะ ร้องแมร่งทั้งยังงั้นอ่ะ Key ไหนไม่สนใจแล้วต้องร้องให้มันจบ... และแล้วครับ Bass ก็ค่อยๆดังขึ้นจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งในวงที่พวกเรานั่งสลับกัน... แล้วก็ร้องกันต่อได้ครับแบบกระท่อนกระแท่นไป...และแล้วคอร์ดจบ Amen ผมไม่ร้องครับ(คิดเสียงไม่ออกมันต่ำมากซิ้งเลย) จากนั้นผมก็มองหน้ากันแล้วก็ปาดเหงื่อหนึ่งที(จบซะทีเมิง) แต่ดูเหมือนว่าผู้ชมยังคงทำหน้าปรกติอยู่(นี่แหละครับ Voices แพ้เพลงอยู่ 2 ประเภทคือเพลงช้าและเพลงเบาครับ) เพลงนี้ผมให้คะแนน 3.75/10 ครับจากนั้นผมก็เริ่มคิดในใจว่าเฮ้ย ต้องทำอะไรสักอย่างแล้วว่ะเพลงต่อไป Richte Mich, Gott(Psalm43) เป็นเพลง Style เราพี่น้องอัดเข้าไปกู้หน้าพวกเราคืนมา!!!! เพลงนี้พวกเราร้องกันดีมากๆๆๆๆ มากๆๆๆ อ่ะครับ Firm สุดๆเสียงเต็มมากกระหึ่ม Hall เอาให้ตายกันไปข้างเลย (อย่างที่บอกครับเพลงอัดๆแบบนี้ Voices บ่หยั้น) ตอนแรกที่ผู้ชายเข้าอ่ะครับ RICH TE MICH GOTT แบบว่ากระหึ่มได้ใจแล้วตัวสุดท้ายของเพลงนี้ก็เป็น Low D เหมือนกันแต่ผมก็ร้องออกมาได้ครับเพราะว่ามันไม่ Flat เอาไปเลยครับ 9.5/10 โอยย กลับมาแล้วว Go Voices Go! เพลงสุดท้ายของเพลงประเภทนี้ครับ Bin Nam ma เพลงนี้พวกเราซ้อมกันมาตั้งแต่ต้นปีน่ะครับ ด้วยความที่มันยากทั้ง Note ทั้งเนื้อทั้งจังหวะ ทั้งตบมือกระทืบเท้าแบบว่า Multi Function มากปวดหัวแรกๆมันก็เป็นเพลงไม้เบื่อไม้เมาของพวกเรามากพอตอนหลังคุณหมอ บังคับให้ไม่ดูเนื้ออันนี้ต้องเล่นโหมด Survivor ตัวใครตัวมันก็ต้องไปจำกันมาอ่ะครับเอาให้มันได้ ตอนร้องพวกเราสื่อถึงความน่ากลัวได้เยี่ยมมากครับผู้หญิงเราหวีดร้องได้น่า กลัวจิงๆถึงใจๆๆๆ และจบด้วย บี ฮิน นาม มา! ยกมือขึ้นเหนือศีรษะโอ้โห เสียงปรบมือดังสนั้นน่ะครับเยี่ยมๆๆ เอาไปเลย 8/10 (ความจริงแล้วเพลงนี้รายละเอียดเยอะมากๆครับซึ่งผมมองว่าเรายังทำมันได้ไม่ ดีเท่าที่ควร) ก็จบแล้วครับสำหรับ Standard Repetoire
              ตอนเดินลงมานี่คุยให้ฟุ้งเลยโห่ไม่น่าพลาดเลยยยย ดีนะที่ Psalm43 เราร้องดีไม่งั้นล่ะก็... หน้าแตกกันถ้วนหน้าแน่นอนลงมาดื่มน้ำกัน 5 นาทีครับอยากจะบอกว่าตอนนี้พลังงานของผมถูกใช้ไปกว่า 40% แล้ว(คิดในใจว่าจะเหลือพอเอาไว้ Solo What a wonderful world ป่าววะเนี่ยย) ผมยังคงเหนื่อยอยู่กับการเต้นไปด้วยร้องไปด้วยเพลง Binnamma แล้วก็ต้องขึ้นไปร้องเพลงในช่วงที่สองครับ Soon Ah Will Be Done(อีกไม่นานกรูก็จะตายแล้ว) ซึ่งเพลงนี้เป็นเพลงที่พวกเราร้องกันมานานแล้วครับเป็นเพลงที่กดดันและมันส์ สนุกเพลงหนึ่งครับ(เพลงช่วงนี้เองเป็นการบ่งบอกถึง Style ที่แท้จริงของ The Bangkok Voices พวกเราถูกสร้างมาเพื่อให้ร้อง Spiritual นี่แหละครับ) เพลงนี้ก็ไม่มีอะไรครับผ่านไปด้วยดีให้คะแนน 8.5/10 ครับ ต่อมาเป็นเพลงฮาแห่งช่วงนี้เลยก็ว่าได้ครับเพลง Dry Bones เพลงนี้เป็นเพลงที่คนดำเขาด่าคนขาวว่าพวกกระดูกไอ้กระดูกไอ้เขี้ยวเนื้่อ เพลงมันว่า Dem bones, dem bones, dry bone...(ความจริงมันมาจากคำว่า Damn bone) มันเป็ลเพลงด่าครับแล้วเพลงนี้มันจะมีเครื่องเล่นด้วยครับเป็นเสียงกระดูก กำลังต่อเป็นโครงครับ ฮาครับ ได้ใจคนดูจริงๆผมเองก็ชอบครับเพลงนี้มันส์ดีให้คะแนน 8/10 ครับ ส่วนเพลงต่อมาเป็นเพลงซึ้งแห่งช่วงนี้เหมือนกันครับ คือ We shall walk through the valley in peace... เป็นเพลงให้กำลังใจอย่างดีเยี่ยมครับ ก่อนจะร้องเพลงนี้ก็ต้องนั่งบิ๊วอารมณ์ตัวเองอยู่สักพักหนึ่ง(ประมาณ 10 วินาที) พวกเราก็ร้องกันได้ดีครับได้อารมณ์อย่างที่ควรจะเป็นมากๆซึ้งครับผมเหลือบลง ไปเห็นฝรั่งหน้าจ๋อย(อิน)กันทุกคน ในช่วงกลางที่เป็นท่อนดังให้ความรู้สึกว่าฉันไม่กลัวอะไรอีกแล้ววพระเจ้าจะ อยู่กับฉัน...ซึ้งครับร้องเพลงไปก็อินไปเหมือนกัน ก็นับว่าประสบความสำเร็จครับสำหรับเพลงนี้เอาไปเลยยย 9/10 ครับ และเพลงสุดท้ายของช่วงนี้และเป็นเพลงสุดท้ายของครึ่งแรกก่อน Intermission นั่นก็คือ My God is a Rock เพลงนี้ผมชอบสุดๆเลยครับมันส์มากเป็นเพลงที่เหล่าคนดำผู้เชื่อมั่นในพระเจ้า บอกว่าพระเจ้าของพวกเขาคือหินที่คอยปกป้องเขาในยามที่มีพายุในช่วงแรกๆก็จะ ยังคงเหมือนการเล่าเรื่องครับพอผ่านไปช่วงกลางๆเท่านั้นล่ะครับ กลายเป็นเพลง Rock ของจริงสุดๆครับจังหวะมันเร้าใจมากมายและตอนท้ายที่สุดก็จบอย่างสงบแต่มี พลังครับ Amen...(อา...เมนนนนนน....หนึ ปิดตัว N) 9.5/10 ครับเสียงปรบมือเกรียวกราวเหมือนเดิมครับแล้วก็ต่อด้วยเพลงพระราชนิพนธ์อีก 2 เพลงครับ ยามเย็นและแผ่นดินของเราสองเพลงนี้พวกเราก็ไม่ได้ Notice อะไรมากมายครับเป็นเหมือนเพลงเอาไว้พักมากกว่าครับโดยเฉพาะเพลงยามเย็นครับ ออกแนว Jazzy นิดหน่อยครับไม่มีอะไรครับเพลงนี้ผ่านไปได้แต่รายละเอียดยังต้อง Clear กันนิดหน่อยครับ 8/10 ครับส่วนเพลงแผ่นดินของเรานี่เป็นเพลงเหนื่อยของ Soprano ครับตั้งแต่ขึ้นตัวแรกเลยครับสูงมากๆๆ สงสาร Soprano แต่พวกเราก็ร้องกันได้อบอุ่นดีครับและจบด้วยความแกรนด์แบบฉบับ Voices ครับ เอาไปเลยย 8.5/10
              นตอนพักเปลี่ยนชุดพวกเราก็ได้เม้ากันฟุ้งถึงเรื่องเพลง Alleuia ที่เกิดความผิดพลาดขึ้นแต่ก็ไม่เป็นไรครับมันผ่านมาแล้วก็เอาไว้ค่อย Clear กันวันพรุ่งนี้(วันนี้ที่ผมกำลังเขียน Spaces อยู่) แล้วก็เปลี่ยนชุดเป็นชุดสีขาวครับเตรียมพร้อมออกไปลุยเพลงในช่วงหลังครับ ในช่วงแรกจะเห็นว่าเพลงที่เราพลาดนั้นมีอยู่้เพลงเดียวนั่นก็คือ Alleuia ที่พวกเราทำได้ต่ำกว่ามาตรฐานมากครับแต่ก็ไม่เป็นไรโดยค่าเฉลี่ยแล้วพวกเรา ก็ยังคงทำได้น่าพอใจอยู่ครับ(แต่พลังงานของผมที่ถูกอัดไปแล้วจนเหลือ 40% งานนี้ผมคงต้องทำอะไรที่เรียกว่าสิ่งมหัศจรรย์แล้วครับ...)
              พลงแรกในครึ่งหลังก็คือเพลงรักคุณเข้าแล้วครับเป็นเพลง ที่เพราะเพลงหนึ่งเลยครับส่วนตัวแล้วผมชอบมากๆเพราะว่าเขาแต่งเอาไว้เพราะ แล้วก็ชวนฝันเอามากๆ แล้วพวกเราวง Voices ก็ถ่ายทอดออกมา Dreamy Dreamy มากๆครับ(ลองถามแก้วดูเธอบอกว่าคุณแม่ท่านชอบเพลงนี้) แล้วก็จบแบบสวยๆเหมือนลอยอยู่ในอากาศครับ(นี่แก้วเพลงนี้ผมร้องให้คุณนะคะ คุณเห็นมั๊ยที่ผมมองไปที่คุณอ่ะ) 9/10ครับ แล้วเพลงต่อไปคือเพลงบัวขาวครับเพลงนี้เป็นเพลงที่พวกเรามีการแสดงเป็นภาษา มือของพี่โด่งและน้องๆครับเป็นเพลงที่เพราะและสวยงามมากๆอีกเพลงหนึ่งครับ ออกแนว Style เดียวกับรักคุณเข้าแล้วเลยครับแต่จะมี Dynamics มากกว่าครับ ดูท่าทางผู้ชมจะชอบและสนใจมากๆกับเพลงนี้ครับก็จบแบบสงบเรียบร้อยเหมือนเดิม ครับ 9/10 ครับและเพลงต่อไปคือเพลงที่พี่จืดของเราจะต้องเล่นเป็นแมวครับ(ด้วยเหตุผล ที่ว่าไม่มีใครกล้าเล่น!!!) เพลงขอฝนครับเพลงนี้เป็นฝีมือการ Arr. เองของคุณหมอกิตติพรของเราครับ เนื้อเพลงเป็นเพลงพื้นบ้านที่สนุกสนานครับ แล้วก็มีพี่จืดออกมาเป็นแมวครับ(แหมม เข้าไปอ้อนคุณหญิงน้าพี่น้า) น่ารักดีครับแล้วตอนจบแมวตายครับ...ฮาสิ้นดีเลยที่น้องกิ่งออกมาเขี่ยแมว โอยย ผมล่ะฮากลิ้ง เพลงนี้ก็ทำได้น่ารักดีเหมือนเดิมครับ 8.5/10 รายละเอียดภายในยังต้องมีการสะสางนิดหน่อยครับ ก็หมดไปแล้วครับสำหรับเพลงไทยยอดนิยม
              ก็เข้าสู่เพลงสากลยอดนิยมบ้างเพลงนี้ครับ What a wonderful world ถึงคิวกรูขึ้นเขียงแล้ววววววว ผมก็ไม่มีอะไรมากครับเพียงแต่รู้สึกเหนื่อยมากๆกับเพลงที่ผ่านมาและหมดแรง+ เกร็งนิดหน่อยครับ ก็พอเพลงขึ้นสักพักผมก็เดินออกไปตรงกลางเพื่อที่จะ Solo(แบบแข็งๆกึ่กๆๆ) ก็ร้องแบบเท่าที่จะทำได้อ่ะครับก็ไม่รู้ดีไม่ดีเหมือนกันแต่เพลงมันน่ารัก มากเลยน้าาา น้องๆเพื่อนๆ(รวมไปถึงแก้วด้วย)ก็บอกว่าพี่เดียร์ร้อง OK นะน่ารักดี คุณหญิงท่านก็บอกว่าน่ารักดี เหอๆก็เพลงนี้ผมให้ Rating ตัวผมเอง 7.5/10 ครับส่วนภาพรวมนี้ 8.5/10 ครับเพลงนี้เพราะจริงๆครับหนานุ่ม และแล้วก็มาถึงเพลง I'm a Train เพลงนี้เป็นเพลงที่พวกเราชอบกันมากครับเพราะว่ามีการละเล่นอีกแล้วเล่นเป็น รถไฟกันฮาตอนที่พี่ต้นออกมาโบกธงเนี่ยแหละครับ ขำกลิ้งร้องกันได้สะใจจริงๆก็ดูท่าทางคนดูจะชอบครึ่งหลังน่ะครับเอาไปเลย 9/10 ครับ แล้วเพลงสุดท้ายของในช่วงนี้ก็คือ My Way โดยพี่เต๋อ เพียส และพี่ตี้ครับโอ้ พี่เต๋อร้องเพราะจริงๆ ชอบมากเลยครับนักร้องบิ๊วกันเอง Happy เพลงนี้จบแบบกระหึ่มครับ โอ้ เรียกเสียงปรบมือได้กระหึ่มจิงๆ 9.5/10 ครับผม
              พลงช่วงสุดท้ายครับคือเพลง Christmas ขึ้นมาเพลงแรกก็เป็น Christmas Spiritual Medley Style เราอีกแล้วครับเพลงนี้มี Solo หลายคนแล้วก็มีหลายอารมณ์ด้วยครับเพราะว่ามันเป็น Medley นั่นเองครับพี่นุุ้ยพี่เต๋อSolo ได้ถึงใจเหมือนที่เคยเป็นมา น้องขิงก็แหมม นะ Solo ได้บิ๊กมาม่ามากมายผมชอบจริงๆ เพลงนี้มันโจ๊ะๆด้วยอ่ะครับผมกับพี่ต้นนี่ร้องได้ไม่ได้ไม่สนว่ะเอา Feel ไว้ก่อนก็รับไปเลยครับ 9/10 เพลงต่อมาก็คือเพลงน่ารักๆครับ Santa Clause is coming to town เพลงนี้พวกเราก็ร้องกันมาตลอดครับก็ทำกันได้ดีอยู่แล้วแต่ที่ฮาก็คือพี่ต้น น่ะครับ เขาออกมาพูดตอนจบว่า "โฮ่ๆ ซานต้ามาแล้ว" โอยย ผมล่ะขำกลิ้งเลย(ไม่ได้นัดกันไว้) ก็ 9/10 ครับและอีกเพลงหนึ่งคือ We Wish อันนี้ต้องยอมรับจริงๆครับว่าเกือบพลาดเพราะว่าท่องเนื้อกันไม่ทันแต่ก็ยัง ร้องกันได้แบบกระท่อนกระแท่นน่ะครับ เหอๆ 8/10 ครับ
              มื่อจบแล้วพวกเราก็ลุกขึ้นมาแล้วก็โค้งให้ครับเสียงปรบ มือดังสนั่นไปทั่ว Hall ผมรู้สึกว่าสิ่งที่พวกเราได้พยายามซ้อมกันอย่างหนักนั้นมันได้ส่งผลให้พวก เราแล้ว ณ วินาทีนี้มันคือสิ่งที่ทุกคนนั้นโหยหาครับ ต่อมาก็มาถึงเพลงแถมเพลงแรกครับเป็นเพลงที่พวกเราเตรียมเอาไว้อยู่แล้วว นั่นก็คือ Rosas Pandan ครับเพลงนี้เป็นเพลงภาษาพื้นบ้านของฟิลิปปินส์ครับจะสังเกตได้ว่าจะหวะจะ เหมือนพวก Spainish เพราะว่าเขาเคยเป็นเมืองขึ้นกันมาก่อนเลยได้รับวัฒนธรรมทางด้านดนตรีมาเยอะ มากครับ จิ๊ก กะ ดิ้ง ติง กะ ดง!!! สนุกมากเลยครับร้องกันได้ถึงใจจริงๆครับ เมื่อลุกขึ้นเสียงปรบมือก็ยังคงดังอยู่ครับอ่ะ แถมให้อีก Jingle Bell Calypso ครับ เพลงนี้ Bass กับ Tenor เป็นซานต้าครับจังหวะที่สนุกสนานทำให้พวกเราลืนเหนื่อยไปเลยครับก็น่ารักดี ครับสำหรับเพลงนี้ แล้วพี่พิธีกรก็เชิญคุณหญิงมามอบดอกไม้ให้กับคุณหมอครับจากนั้นพวกเราก็เดิน ลงไปครับ... ระหว่างที่พวกเราเดินลงไปนั้นพวกเราก็รีบวิ่งๆๆๆ เพื่อที่จะนำ CD ไปขายหน้างานครับแต่ที่ไหนได้... เขาขออีกเพลง! ไม่เป็นไรครับ Voices จัดให้ พวกเราก็ไปร้องเพลง If we hold on together เป็นเพลงช้าๆเพราะๆที่มีความหมายดีเพลงหนึ่งครับผมชอบเพลงนี้มากๆเลยครับ ก็ร้องกันได้ดีพอสมควรครับเพราะว่าไม่ค่อยได้ซ้อมกันเพลงนี้ขุดขึ้นมาร้อง ครับ.... เสียงปรบมือก็ยังคงดังอยู่ครับแต่พวกเราก็ต้องรีบวิ่งไปเพื่อขาย CD หน้างานครับก็วิ่งออกไปเจอกับคุณหญิงท่านก็บอกว่า "น่ารักมากเลย" อิอิ ปลื้มตัวลอยแล้วก็เจอน้องๆเพื่อนๆพี่ๆพวกเขาก็บอกว่าดีมากเป็น Concert ที่ดีมากในปีนี้ผมเองก็ดีใจครับที่เป็นแบบนั้นครับ ก็ได้ขาย CD ไปเยอะเหมือนกันครับก็ดีมากๆเลยที่มีคนสนใจ CD ของพวกเราครับแหมม ก็ร้องกันสะใจซะขนาดนั้นจริงมั๊ยครับ
              ส่วนตัวผมแล้วผมคิดว่า Concert นี้เป็น Concert ที่พวกเราประสบความสำเร็จได้ดีมากครับอาจจะพลาดก็เพลงเดียวคือเพลง Alleuia แต่โดยภาพรวมแล้วพวกเราก็ทำได้ดีมากๆครับมันคุ้มค่าจริงๆกับที่พวกเรา เหนื่อยซ้อมเพลงสะสมมาเป็นเวลา 1 ปีที่พวกเราไม่ได้ออก Concert เลยหลังจากงาน Requiem ก็น่าแปลกนะครับวง Voices เนี่ยเป็นวงที่อัศจรรย์จริงๆเมื่อทุกคนอยู่ที่บนเวทีแล้วทุกคนจะรู้ว่าจะ ต้องทำอย่างไร...โดยสัญชาติญาณมันจะฮึดสู้แบบไม่คิดชีวิตน่ะครับมันไม่เข้า ใจเหมือนกัน ทุกคนจะเป็นหนึ่งเดียวกันและสู้ไปด้วยกัน อย่างที่ผมเคยพูดว่าถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้เป็นดวงดาวที่สว่างไสว...แต่ผมก็ ดีใจที่ผมก็ยังได้ร้องเพลงท่ามกลางดวงดาวเหล่านั้น(พี่เต๋อ พี่นุ้ย เพียส ส้ม มนตรี และทุกๆคน)และแสงจากดวงดาวเหล่านั้นก็ทำให้ผมและดูสว่างไสวไปด้วย ผมนั้นไม่ได้รู้สึกเหนื่อยเลยแต่อย่างใด(ก็อาจจะรู้สึกเหนื่อยบ้างแต่พอเจอ กับเพื่อนๆหรือคนที่เข้ามาชมนั้นยิ้มให้ผมเองก็หายเหนื่อยแล้วครับ) ผมไม่อยากจะเชื่อเลยเหมือนกันว่าผมจะสามารถร้องเพลงหนักๆได้ 20 เพลงอย่างต่อเนื่องผมรู้สึกว่าผมทำได้ ผมทำสิ่งที่อัศจรรย์ได้ ส่วนในเรื่องการ Solo ครั้งแรกในเวทีของ The Voices ผมเองก็ไม่ได้คิดอะไรมากผมทำได้ดีที่สุดแค่นี้แหละเพราะผมไม่ได้เกิดมาเป็น Soloist (จะสังเกตได้ว่าเมื่อผมร้องอยู่ใน Choir เสียงผมจะดังยิ่งกว่าร้อง Solo เสียอีก) ก็คงจะต้องฝึกฝนกันต่อไปครับ
              สุดท้ายนี้ผมก็ต้องกล่าวถึงคุณแม่และคุณพ่อมาดูและเป็น กำลังใจให้ผมเสมอมา "ที่ผมไปซ้อมกลับบ้านดึกๆเนี่ยมันคุ้มเนอะ...แม่... ขอโทษที่เดียร์ต้องทำให้แม่เป็นห่วงน้าา...(ซ้อมมาเป็นปีแล้วคุณแม่ผมก็ยัง ไม่ชินเสียที แต่ผมเข้าใจว่าแม่เป็นห่วงผมน้า)" ขอบคุณคุณพ่อ "วันนี้แต่งตัวหล่อเฟี้ยวเลยน้าา ขอบคุณที่ไม่หลับน้าพ่อน้า" ขอบคุณแก้วและคุณแม่ "แก้วจ๋า ผมทำได้เห็นไหม ผมทำได้ ต่อไปนี้จะมีแต่ความเป็นไปได้เพราะผมมีคุณเป็นกำลังใจให้ผมนะคะ" คุณแม่แก้ว "คุณแม่ครับขอบคุณนะครับที่มาดูผมและBangkok Voicesหวังว่าคุณแม่คงจะได้รับความสนุกสนานจากพวกผมนะครับ ขอบคุณนะครับที่ช่วยซื้อ CD พวกผมจะได้มีเงินไปรักษาแชมป์ปีหน้าที่เกาหลีครับ ขอบคุณจริงๆครับ" ขอบคุณน้องๆ TU Chorus "เอย พี่ดีใจที่พวกเอ็งมาดูนะถึงแม้ว่าจะไม่ได้มากันเยอะก็เถอะไม่เป็นไร เก็บประสบการณ์เอาไว้ใช้ใน Concert ของเราน่ะ" ขอบคุณพี่ๆ TU Chorus และ ครูฝน "ขอบคุณนะครับที่สั่งสอนผมเสมอมาผมคงไม่มีวันนี้แน่ถ้าไม่ได้พวกท่าน" ขอบคุณคุณหมอ "คุณหมอครับ...ขอบคุณครับผมชื่นชมในความเสมอต้นเสมอปลายของคุณหมอมากๆครับ" ขอบคุณพี่ๆน้องๆวง The Voices "นี่...เชียงใหม่นี้ผมไม่เอาVodkaนะพี่มีคนห้ามไว้ 555+ ขอบคุณนะครับที่รักกันเสมอมา"
              มันอาจจะไม่ใช่ก้าวแรกที่ยิ่งใหญ่แต่มันเป็นการก้าวไปข้าง หน้าอย่างมั่นคง รักษาสุขภาพนะครับแล้วเจอกันในครั้งต่อไปคือผมจะเล่าถึงตอนที่ผมไปเชียงใหม่ และไปเปิด Concert ที่ม.พายัพ นะครับ ขอบคุณที่อ่านจนจบและติดตามผลงานของผมมาตลอดนะครับ
    December 18

    Man & Technology ; Awareness, if anyone can be GOD...

    บทความนี้ขออุทิศให้แก่ผู้ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ระเบิดไฮโดรเจนที่ประเทศญี่ปุ่น
    และผู้ที่ได้รับความสูญเสียจากการใช้เทคโนโลยีโดยปราศจากศีลธรรมและมนุษยธรรม...

    Man & Technology ; Awareness, if anyone can be GOD...
    by The RhyThm eX(Pre-Social Worker, Little Philosopher)

               ป็นความทรงจำเดิมของ ผมเมื่อเทอมที่ผ่านมาผมได้เรียนวิชาของภาคปรัชญาในคณะศิลปศาสตร์ซึ่งวิชานี้ มีชื่อตามโครงสร้างหลักสูตรว่า Medical Ethcis หรือ ชื่อภาษาไทยว่าจริยศาสตร์ทางการแพทย์ มันเป็นวิชาที่มีประโยชน์มากมันทำให้เราได้เข้าใจหลักการของแพทย์และผู้ป่วย ตั้งแต่อดีตจนถีงการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจและสังคมที่ทำให้ความ สัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยนั้นต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน... ในฐานะของนักสังคมสงเคราะห์มันก็เกิดคำถามขึ้นเหมือนกันเกี่ยวกับ "Authority" ที่เรามีอยู่... เราอาจจะทำงานในฐานะของตัวแทนของการเปลี่ยนแปลง(Change Agent) จากทางภาครัฐบาลที่ส่งพวกเราให้เข้าไปทำงานกับผู้ด้อยโอกาสหรือกลุ่มเสี่ยง ที่จะประสบปัญหาขึ้นในอนาคต... ผมกลับมาคิดถึงเรื่องนี้หลังจากที่ผมเกิดคำถามในใจ"ถ้าหากว่าถ้าไม่มีพวกเรา ล่ะ...ถ้าพวกเราไม่ได้ลงไปทำงานล่ะพวกเขาจะยังคงอยู่กันได้มั๊ย..." คำตอบที่เกิดขึ้นหลังจากที่พวกเราได้ฝึกงานกันมานั่นก็ดูเหมือนว่าจะ "ได้...พวกเขาสามารถอยู่ได้...เพราะพวกเขามองไม่เห็นปัญหาที่เกิดขึ้น" เราเป็นเพียงผู้ที่เข้าไปกระตุ้นให้พวกเขาเกิดความตระหนักในปัญาหาเหล่านั้น ซึ่งมันเป็นความหวังดีและหน้าที่ของพวกเรานักสังคมสงเคราะห์ที่จะนำพามาซึ่ง การเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี แน่นอนที่สุดว่าพวกเรามีความตั้งใจดีที่จะทำให้พวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดี ขึ้นแต่ "ความตั้งใจดี" ของพวกเรานั้นมันเป็นการเข้าไปทำให้พวกเขามองว่ามันเป็นปัญหาหรือไม่...พวก เราเข้าไปล้างสมองของพวกเขาหรือไม่...ทำให้สิ่งที่เขามองเห็นว่าไม่เป็น ปัญหากลับกลายเป็นปัญหาหรือไม่...หรือเลวร้ายที่สุด...พวกเราเป็นเครื่องมือ ของรัฐบาลในการสร้างฐานเสียงให้พวกเขาหรือไม่... (ทุกครั้งที่ผมกลับมาคิดถึงประเด็นนี้ทีไรทำให้ผมรู้สึกเจ็บปวดทุกครั้ง ศาสตร์ที่ผมตั้งใจศึกษาเล่าเรียนมามันกลับกลายเป็นเครื่องมือของนักการเมือง ที่หวังจะได้คะแนนนิยมจากหยาดเหงื่อและนำพักน้ำแรงของพวกเรา...) ทำไมไม่มีนักการเมืองที่เป็นนักสังคมสงเคราะห์มั่งล่ะเนี่ย... วิชาชีพของเราต้องการคนจริงเพื่อที่จะให้เกิดการพัฒนาอย่างแท้จริงไม่ใช่แค่ รายงานส่งผู้หน่วยเหนือ...
              รับๆ กลับมาสู่เรื่องราวของเรากันต่อดีกว่าการที่ผมเรียน Medical Ethics นั้นก็ทำให้ผมทราบว่า Code of Ethics หรือ จรรยาบรรณในเชิงวิชาชีพนั้นมีความสำคัญอย่างไร มันทำหน้าที่ควบคุมในขณะเดียวกันมันก็ได้ปกป้องเราจากการกระทำผิดในหน้าที่ จะมองไปก็คล้ายๆกฏหมายเหมือนกันถ้าเราปฏิบัติมันและไม่ละเมิดมันมันก็จะช่วย คุ้มครองเราเช่นเดียวกัน... ในช่วงท้ายวิชา Medical Ethics ก็จะกล่าวถึงมโนทัศน์จากทางศาสนาที่มีผลต่อแนวคิดทางกฏหมายและทางการแพทย์ ของศาสนาต่างๆ แน่นอนที่สุดครับว่าทุกศาสนา(จากพุทธ คริสต์ อิสลาม พราหมณ์-ฮินดู)นั้นกล่าวว่าการฆ่ามนุษย์ไม่ว่าจะด้วยวิธีไดนั้นเป็นสิ่งที่ ผิดอย่างแน่นอน จากประเด็นที่ผมทำ Report ใหญ่ในวิชานี้ผมทำการศึกษาเกี่ยวกับ Medical Ethics ของเทคโนโลยี Stem Cell ซึ่งมันทำให้ผมได้ความรู้เยอะแยะมากมาย(และสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจ สำหรับผมมากที่สุดก็คือที่ USA มีการสกัดเอา Stem Cell จากเลือดประจำเดือนของสตรี เพื่อที่จะนำมาสร้างเป็น Cellต้นกำเนิดเนื้อเยื่อและ Cellต้นกำเนิดเม็ดเลือด ทานที่สนใจศึกษาในประเด็นนี้ต่อสามารถเข้าไปที่ Web http://www.celle.com/ เป็นเวปของเขาแต่ต้องขอบอกก่อนว่าผมไม่ได้ต้องการจะโฆษณาแต่อย่างใด...เพียง จะบอกว่ามันอยู่ใกล้ตัวเรามากและจำเป็นมากที่เราต้องศึกษามันอย่างรู้เท่า ทัน...) ซึ่งคำถามที่ดูเหมือนจะเป็นคำถามยอดฮิตก็คือการทำ Stem Cell นั้นผิดไหม... ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า Stem Cell นั้นสามารถได้มานั้นมีอยู่หลายวิธีแต่ประเภทสามารถที่จะแยกออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆนั่นก็คือ Adult Stem Cell คือ Stem Cell ที่เก็บได้จากเซลล์ของผู้ใหญ่ทั่วๆไป Stem Cell ประเภทนี้จะมีความสามารถที่จะพัฒนาเป็นเนื้อเยื่อหรือCell ประเภทอื่นน้อยมากหรือแทบจะเป็นไปไม่ได้เพราะว่ามันได้พัฒนาเป็น Cell ที่ทำหน้าที่อย่างเฉพาะเจาะจงแล้ว ส่วน Stem Cell อีกประเภทหนึ่งก็คือ Embryonic Stem Cell(หรือ ES Cell) Stem Cell ประเภทนี้ได้มาจากเซลล์ตัวอ่อนของมนุษย์ที่มีอายุไม่เกิน 14 วัน(ถ้าจำไม่ผิดไม่ขอยืนยันในตัวเลข) ซึ่ง Stem Cell ประเภทนี้จะบริสุทธิ์มากและสามารถที่จะพัฒนาเป็น Cell อะไรในร่างกายก็ได้โดยอาศัยกระบวนการในห้องทดลองที่มีความยุ่งยากและซับซ้อน มาก(ซึ่งตอนนี้ก็ยังคงศึกษาและวิจัยอยู่เพื่อที่จะพัฒนาเทคนิคเหล่านี้มา ทดลองในมนุษย์) ซึ่งถ้าเราเอา Stem Cell จากตัวอ่อนออกมานั้นจะทำให้ตัวอ่อนนั้นไม่สามารถเจริญเติบโตกลายมาเป็น มนุษย์ได้ กล่าวคือตัวอ่อนนั้นต้องตายไปนั่นเอง... กลับมาสู่คำถามฮอตฮิตอีกครั้ง...ฉะนั้นการได้มาซึ่ง Stem Cell ประเภท Embryonic Stem Cell นั้นถือเป็นการฆ่ามนุษย์หรือไม่... ในประเด็นนี้มันก็มีอยู่สองฝ่ายคือฝ่ายที่เห็นด้วยกับฝ่ายที่คัดค้าน ส่วนตัวผมขอเสนอในฝ่ายที่คัดค้านก็แล้วกันนะครับ ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับฝ่ายที่เห็นด้วยสักเท่าไร ฝ่ายที่คัดค้านบอกว่าเป็นการฆ่ามนุษย์อย่างแน่นอนที่สุด ถึงแม้ว่าตัวอ่อนนั้นจะยังไม่มีสภาพที่จะสามารถเจริญเติบโตได้ด้วยตัวของมัน เองแต่ลักษณะทางพันธุกรรมต่างๆมันบอกชัดว่าเป็น Homo Sapian x Sapian (มนุษย์) อย่างปฏิเสธไม่ได้ การกระทำเช่นนี้จะเป็นการสั่นคลอนคุณค่าของความเป็นมนุษย์อย่างยิ่งถ้าเกิด มีการโคลนนิ่งตัวอ่อนเพื่อที่จะนำมาทำเป็นฟาร์มในการทดลอง...เราจะต้องสูญ เสียชีวิตไปนับไม่ถ้วนกับการทดลองที่ยังดูเหมือนการงมเข็มในมหาสมุทร
           
      เราเป็นพระเจ้าหรือ...หรือความสามารถที่พระเจ้าทรงประทานมาให้กับลมหายใจที่เรามีอยู่นี้ทำให้เราริอาจก้าวก่ายอำนาจของท่าน...
    เรามีอำนาจในการที่จะให้ผู้อื่นตายหรือไม่... เรามีอำนาจในการทำให้ผู้อื่นเกิดหรือไม่...

              ถ้า ท่านศึกษาเนื้อความใน Bible ในบทปฐมกาลท่านก็จะทราบว่าทำไม...มนุษย์เราถึงโดนพระเจ้าสาปและขับไล่จากสวน สวรรค์บนโลกมนุษย์หรือ The Garden of Eden (ส่วนตัวผมแล้วต้องยอมรับกับท่านผู้อ่านตามตรงว่าตอนนี้ผมเหมือนคนไม่มี ศาสนา เพราะผมไม่ได้ปฏิบัติตามแนวทางของศาสนาใดศาสนาหนึ่งอย่างเคร่งครัด ครอบครัวผมเป็นชาวพุทธที่ดีสอนให้ผมไหว้พระสวดมนต์และศึกษาในพระพุทธศาสนา อย่างต่อเนื่องแต่ด้วยเหตุการณ์และประสบการณ์บางอย่างทำให้ผมเปลี่ยนแปลง ความคิด... ผมเคยเป็นคริสเตียนที่ดีผมเคยเชื่อในพระเจ้าอย่างสุดจิตสุดใจ...ชีวิตในช่วง นั้นเป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยความหวังและความศรัทธาเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง... แต่ท้ายที่สุดผมก็โดนที่บ้านต่อต้านอย่างรุนแรง...เกือบ 2 ปีที่ผมแอบไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์โดยอ้างว่าไปอ่านหนังสือบ้านเพื่อน... จนกระทั่งตอนนี้...ผมไม่ได้รู้สึกว่าผมเป็นคนของศาสนาใด แต่คำสอนเหล่านั้นทั้งสองศาสนานั้นมีหลักอะไรที่น่าสนใจบางอย่างที่ทำให้ผม สามารถยึดถือปฏิบัติได้...ตอนนี้ผมไม่มีศาสนาจริงๆครับ...แต่ผมมีปรัชญา ประจำใจ ;-)
              ถ้าเป็น ผมในทัศนะส่วนตัวผมไม่เห็นด้วยกับการใช้ชีวิตเพื่อแลกชีวิต...ผมยอมไม่ได้ ที่จะเห็นมนุษย์ฆ่ากันเองอย่างไรเหตุผล... ที่ผมเขียนในครั้งนี้เพื่อที่อยากจะให้ทุกท่านตระหนักถึงสิ่งที่กำลังจะมา ...ในช่วงชีวิตของผมผมคิดว่าผมคงจะได้เจอเหตุการณ์แปลกๆแบบนี้เป็นแน่ ผมจะไม่ยอมเอาชีวิตใครมาแลกเพื่อที่จะทำให้ผมมีชีวิตต่อไป ผมขอตายอย่างมีเกียรติดีกว่าจะ ต้องอยู่อย่างไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์ ผมอยากจะฝากทุกท่านที่อ่าน Spaces ผมช่วยไปบอกที่บ้านผมที... ถ้าผมเกิดเป็นอะไรขึ้นมาและมันรุนแรงจนไม่แทบไม่มีหวังแล้วกรุณา อย่ายื้อผมอย่า Life Support ผม อย่าทรมานผม จงเก็บเทคโนโลยีเหล่านั้่นเอาไว้ให้ผู้ที่จำเป็นจริงๆ
              นเรามันก็เกิดมาเพียง เท่านี้...ผมดูภาพยนต์เรื่อง Troy จากบทสนทนาของ อาร์คีลีส(เขาว่ากันว่ามีเลือดเทพอยู่ในตัวเขาด้วย)กับมารดาของเขา อาร์คีลีสถามมารดาของเขาว่าท่านต้องการจะให้ข้าไปรบหรือไม่... มารดาของเขาก็ตอบว่าถ้าเจ้าไปเจ้าจะไม่ได้กลับมาหาแม่...แต่ชื่อของเจ้าจะ ถูกจารึกเอาไว้ชั่วนิรันดร์จะไม่มีใครลืมเจ้า... ผมไม่ได้ต้องการเป็นฮีโร่ในตำนานของกรีกเหมือนดั่งอาร์คีลีสหรอก... ขอแค่ผมมีความสุขไปวันๆ(แต่ไม่ใช่แค่วันสองวันข้างหน้านะครับ) ตามอรรถภาพ แล้วก็ผมไม่อยากจะให้มีใครจำผมด้วยเมื่อผมจากไปแล้ว ขอผมเป็นคนธรรมดาที่มีความสุขจะดีกว่า เป็นคำพูดสุด Classic : เงินไม่ใช่พระเจ้าเพราะถ้าพระเจ้าสร้างเงินให้กลายเป็นพระเจ้าแล้วท่านคงไม่ สร้างมันขึ้นมาแน่นอน...(มนุษย์สร้างมันขึ้นมา) ถ้าในอนาคต(อันใกล้) เราสามารถใช้ซื้อชีวิตได้(การทำแท้งก็คือว่าเป็นการใช้เงินซื้อชีวิตเหมือน กันแต่ซื้อให้ฆ่าชีวิต)...เมื่อนั้นแหละครับคงใกล้จะถึงเวลาที่พระเจ้าจงทรง พิพากษาแล้ว เพราะเราไม่ได้เป็นพระเจ้า...

    ขอให้ทุกท่านใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาทและรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง
    (ของใจท่านเอง)


    สุคณัชญ์ โพธิ์ศรีสุข
    เขียนไว้เมื่อ 18 ธันวาคม 2551

    December 13

    Song Recommend : Brown Eyes - Beyonce

              อันที่จริงแล้วเพลงนี้ก็ไม่นับว่าเป็นเพลงที่ใหม่แล้วผมจำ ได้ว่าผมได้ยินเพลงนี้ครั้งแรกเมื่อ 2 ปีที่แล้ว(ถ้าจำไม่ผิด) ก็ไม่ได้สนใจอะไรมากมายกับเพลงๆนี้รู้แต่เพียงว่าเป็นเพลงที่เพราะเพลงหนึ่ง และวันนี้ขณะที่ผมกำลังซ้อมเพลงของ The Bangkok Voices อยู่ชั้น 2 ในขณะนั้นเองผมก็ได้ยินเพลงนี้ขึ้นมาอีกครั้งจากวิทยุที่คุณน้าติ๋งเปิดอยู่ ข้างล่างแว่วๆขึ้นมาผมก็ไม่ได้สนใจอะไรมากก็ซ้อมเพลงของ The Bangkok Voices จนจบเพลงจากนั้นผมก็ได้ไปเปิดเพลง Brown Eyes อีกครั้งใน Youtube ก็พบว่ามันเป็นเพลงที่มีความหมายดีมากเพลงหนึ่งอยากจะให้ทุกคนได้ฟังกันแล้ว ก็อยากจะให้ทุกคนรู้สึกเหมือนกับที่ผมรู้สึกดีกับเพลงนี้ด้วยเช่นกัน
            
    Brown Eyes: Beyonce

    Remember The First Day When I Saw Your Face
    Remember The First Day When You Smiled At Me
    You Stepped To Me And You Said To Me
    I Was The Woman You Dreamed About
    Remember The First Day When You Called My House
    Remember The First Day When You Took Me Out
    We Had Butterflies Although We Tried To Hide
    And We Both Had A Beautiful Night

    The Way We Held Each Others Hand
    The Way We Walked The Way We Laughed
    It Felt So Good To Find True Love
    I Knew Right Then And There You Were The One

    I Know That He Loves Me Cause He Told Me So
    I Know That He Loves Me Cause His Feelings Show
    When He Stares At Me You See He Cares For Me
    You See How He Is So Deep In Love
    I Know That He Loves Me Cause Its Obvious
    I Know That He Loves Me Cause It's Me He Trusts
    And He's Missing Me If He's Not Kissing Me
    And When He Looks At Me His Brown Eyes Tells His Soul

    Remember The First Day The First Day We Kissed
    Remember The First Day We Had An Argument
    We Apologized And Then We Compromised
    And We Haven't Argued Since
    Remember The First Day We Stopped Playing Games
    Remember The First Day You Fell In Love With Me
    It Felt So Good For You To Say Those Words
    Cause I Felt The Same Way Too

    The Way We Held Each Others Hand
    The Way We Talked The Way We Laughed
    It Felt So Good To Fall In Love
    And I Knew Right Then And There You Were The One

    I Know That He Loves Me Cause He Told Me So
    I Know That He Loves Me Cause His Feelings Show
    When He Stares At Me You See He Cares For Me
    You See How He Is So Deep In Love
    I Know That He Loves Me Cause Its Obvious
    I Know That He Loves Me Cause It's Me He Trusts
    And He's Missing Me If He's Not Kissing Me
    And When He Looks At Me His Brown Eyes Tells His Soul

    I'm So Happy So Happy That You're In My Life
    And Baby Now That You're A Part Of Me
    You Showed Me
    Showed Me The True Meaning Of Love
    And I Know He Loves Me

    I Know That He Loves Me Cause He Told Me So
    I Know That He Loves Me Cause His Feelings Show
    When He Stares At Me You See He Cares For Me
    You See How He Is So Deep In Love
    I Know That He Loves Me Cause Its Obvious
    I Know That He Loves Me Cause It's Me He Trusts
    And He's Missing Me If He's Not Kissing Me
    And When He Looks At Me His Brown Eyes Tells His Soul

    He Looks At Me And His Brown Eyes Tell His Soul

              ระจวบเหมาะกับช่วงนี้เป็นช่วงที่แก้ว เขาไปญี่ปุ่นด้วยก็ยิ่งทำให้ผมรู้สึกคิดถึงเธอขึ้นมาจับใจ ผมไม่แปลกใจเลยว่าทำไมผมจะต้องเสียน้ำตากับเพลงๆนี้ ไม่รู้สิครับ ผมว่าผมสามารถที่จะเข้าใจเพลงและเข้าถึงซึ่งอารมณ์ของเพลงที่ผู้ร้องต้องการ ให้เรารู้สึก ผมไม่ได้เป็นแบบนี้กับทุกเพลงหรอกนะครับ เป็นเฉพาะบางเพลงเท่านั้นซึ่งส่วนมากเพลงที่ผมฟังจะเป็นเพลง Classic หรือไม่ก็พวก 70s - 90s เสียมากกว่าแต่ต้องยอมรับความเขาแต่งมาดีจริงๆครับสำหรับเพลง Brown Eyes เพลงนี้ ผมเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าผมเป็นอะไรมากเหรอเปล่าเนี่ย... แน่นอนผมเป็นมาก ผมดีใจที่ผมเป็นแบบนี้นะ มีใครหลายๆคนอยากจะทำได้แบบผมอยากจะรู้สึกกับเพลงได้อย่างลึกซึ้ง ผมบอกไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไม่ถึงได้เป็นแบบนี้ หลายๆคนเขาก็บอกว่าผมเป็นคนละเอียดอ่อน เป็นพวกSensitive ก็คงอาจจะจริงเพราะผมว่าความหยั่งรู้ในอารมณ์และความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงไป ของคนรอบข้างมันเป็นความสามารถหนึ่งที่ผมว่าผมทำได้ดี เพราะผมสนใจผู้อื่น ผมสนใจในรายละเอียดของทุกๆสิ่งถ้ามันจะดีส่วนประกอบหรือรายละเอียดของมัน ย่อมจะต้องดีมาก่อนถึงจะประกอบกันออกมาเป็นสิ่งที่ดีที่ยิ่งใหญ่ได้...
              สำหรับเรื่องความรักก็เหมือนกันผมรู้สึกว่ามันเป็นการเก็บ รวบรวมเอาสิ่งดีๆ ความรู้สึกที่ดีๆเล็กๆน้อยๆค่อยๆเก็บไปเรื่อยๆ จนมันค่อยๆมากขึ้นกลายเป็นความรู้สึกที่ดีๆจนบางครั้งเรานั้นยังไม่รู้สึก เลยว่า ทำไมหนอ... เธอไม่อยู่แค่ 4 วันถึงได้รู้สึกคิดถึงเธอแบบนี้ สิ่งที่เราเก็บสะสมกันมามันค่อยๆส่งผลต่อกันตอนนี้แหละ ตอนที่เราอยู่ห่างไกลกันความรู้สึกที่เรามีเหล่านั้นมันจะทำให้เรายังคง คิดถึงกันเพราะทุกๆอย่างที่เราเคยให้ความสำคัญเรื่องเล็กๆน้อยๆที่เราเคย สังเกตและสะสมรวมกันเป็นความรักนั้นมันกลับมาทำให้เราได้ยิ้มและมีความสุข ได้ยามที่เราจะต้องห่างไกลกัน ตามที่ในเนื้อเพลงบอก "Remember The First Day When You Smiled At Me?" แค่ท่อนแรกก็ได้ใจแล้วครับ คุณจำได้ไหมว่าคุณยิ้มกับคนที่คุณรักเมื่อไรบ้าง สำหรับผมผมจำไม่ได้ เพราะว่าเรายิ้่มให้กันบ่อยมากทุกครั้งที่เรามีความสุขในแต่ละวัน... ถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่มันก็เป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่าต่อผมมากในแง่ของความสุขสงบทางใจและทางจิต วิญญาณ มันรู้สึกถึงความเติมเต็ม เราสามารถยิ้มหัวเราได้อย่างมีความสุขท่ามกลางโลกที่มีแต่ความเครียดและความ ไม่เข้าใจกันอย่างทุกวันนี้...
              มจำได้ว่าคุณเคยบอกว่าตาของผมมันสีน้ำตาลมาก ผมเองก็เพิ่งจะสังเกตตัวเองเหมือนกันเวลาที่เข้าห้องน้ำในห้างที่มีหลอดไฟ สว่างที่ที่ล้างหน้าผมมองไปในกระจกจะเห็นตาของผมสีน้ำตาลใส โอ้นี่ฉันเป็นอย่างนี้หรอเนี่ย... นับตั้งแต่วันนั้นผมก็ได้ทราบแล้วว่ามีอะไรอยู่ในตาผม แล้วคุณรู้มั๊ยว่ามีอะไรอยู่ในตาคุณ... (ยังๆอย่าเพิ่งตอบผมตอนนี้เอาไว้คุณค่อยมาตอบผมตอนที่คุณกลับมาจากญี่ปุ่น แล้วจะดีกว่า...)  ขอให้คุณกับคุณแม่เที่ยวให้สนุกแล้วก็เดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัย ผมจะรอคุณอยู่ที่นี่แหละ คุณไม่ได้ไปไหนจากผมไกลเลย เพราะทุกอย่างรอบๆตัวผมมันทำให้ผมคิดถึงคุณได้ทั้งนั้นแหละ...

    ปล. เพื่ออรรถรสในการชมกรุณาเปิด http://www.youtube.com/watch?v=dMlCB7PYBhk ไปพร้อมๆกันด้วย(เขาทำเอาไว้ดีมากๆ)


    December 10

    Voices Celebration Concert 2008!!! (อยากให้ทุกคนไปดูน้า)

               อกล่าวคำว่าสวัสดีครับอีกครั้งหนึ่งนะครับ ตอนนี้หลังจากที่ผมได้เจอเรื่องราวอันกระอักหนักหน่วง(Dilemma) ซึ่งเกิดจากการที่ผมไม่ได้เป็นผู้ที่สามารถจัดการและตัดสินใจได้ด้วยตนเองตอนนี้ทุกอย่างก็กำลังจะดีขึ้นครับ ผมได้กำลังใจจากแก้วและคุณแม่ของเธออย่างมากมาย ทำให้ผมสามารถตัดสินใจในสิ่งที่ผมต้องการจะเลือกมัน... ไม่ใช่เพราะว่าเลือกมันเพราะว่าคนอื่นเห็นว่ามันดี... แต่เราต้องเห็นว่ามันดีจริงๆนั่นแลถึงจะดีจริง(อ่า เอาเป็นว่าตอนนี้ผมขอยกเรื่องราวอันหนักอึ้งเอาไว้ก่อนก็แล้วกันนะครับ) เพราะว่าตอนนี้อย่างที่พวกเราๆท่านๆทราบกันว่า The Bangkok Voices วงที่ผมสังกัดอยู่ในปัจจุบันก็ไม่ได้มี Concert ที่เป็นของตนเองอย่างเต็มรูปแบบเลยครับ ตั้งแต่เมื่อตอนต้นปีที่พวกเรามี Concert Requiem(John Rutter) ที่ทาง The Bangkok Voices(+Alumni) ได้จับมือกันกับสมาคมขับร้องประสานเสียงและ BSO: Bangkok Symphony Orchestra ร่วมกันจัดขึ้นที่หอประชุมใหญ่ศูนย์วัฒนธรรมในวาระการจากไปของสมเด็จพระพี่นางเธอฯ ซึ่งจากวันนั้นจนถึงวันนี้แล้วก็เกือบจะ 1 ปีเต็มที่พวกเราเก็บตัวกันมา
              มและ The Bangkok Voices ไม่ได้หยุดยั้งในการสร้างสรรค์ผลงานการขับร้องประสานเสียงที่ดีและมีคุณค่าต่อทุกคนอย่างต่อเนื่องครับ ไม่ว่าจะเป็นการร้องในรายการ ดนตรีกวีศิลป์ ครับ ซึ่งอันนี้หลายๆคนก็คงอาจจะไม่รู้เพราะว่าผมก็ไม่ได้บอกอย่างทั่วถึง แต่ก็นับว่าพวกเราก็ทำกันได้ไม่เลวครับ ทำให้สังคมไทยได้รู้จักกับการขับร้องประสานเสียงมากขึ้นครับ ในระหว่างนั้นเองพวกเราก็ได้ซ้อมอย่างหนักอย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะสร้างสรรค์ผลงานที่ยอดเยี่ยมต่อมา... และเป็นการเตรียมตัวไปสู้ศึก The 2nd Asian Choir Games ที่จะจัดขึ้นในเดือนกรกฎาคมที่ประเทศเกาหลีเพื่อที่จะกลับไปป้องกันตำแหน่งเหรียญทองใน Category Mixes Chamber และ ไปแก้มือใน Category Gospel & Spiritual ที่เราขาดไปไม่ถึง 1 คะแนนจะได้เหรียญทอง... อีกครั้ง(แต่ครั้งนี้พวกเรามีความคาดหวังกันว่าน่าจะได้ Grand Champion ใน 2 Category นี้!!!)
              ละในเดือนธันวาคมนี้เองครับที่พวกเราเห็นว่าจะต้องมี Concert ใหญ่ของพวกเราสักครั้งก่อนที่พวกเราจะมีโปรแกรมไปทัวร์ที่เชียงใหม่ด้วยในช่วงปลายปี และเพื่อไม่ให้ผู้ที่ชื่นชมในงานศิลปะการขับร้องประสานเสียงของเราคิดว่าเราหายไปไหนนาน พวกเราก็มี Concert ที่จะจัดขึ้นนี้ก็คือ Concert Voices Celebration 2008!! "A Musical Showcase bt The Bangkok Voices" ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 22 ธันวาคม 2551 ที่หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เวลา 19:30 ซึ่ง เป็น Free Concert ครับ (อยากจะบอกความเจ็บช้ำของพวกเราที่ไม่สามารถเก็บค่าดูได้เพราะว่าทางสมาคมขับร้องแห่งประเทศไทยและสภาวัฒนธรรมแห่งชาติได้ Sponsored ตัวหอประชุมซึ่งมันก็คงจะน่าเกลียดพิลึกถ้าหากว่าเรายัง...เก็บค่าเข้าชม...) ส่วนตัวแล้วผมไม่อยากจะให้มันเป็น Free Concert เพราะว่ามันจะทำให้คนดูรู้สึกคุ้นกับการดู Concert ดีๆแบบนี้จะต้องฟรีซึ่งมันเป็นการทำร้ายน้ำจิตน้ำใจของคนทำเพลงมากมายครับ พวกเราตั้งใจซ้อมตั้งใจจะให้มันออกมาดี แต่คนดูกลับไม่เห็นค่า เศร้าครับ ก็เนื่องจากมันเป็น Free Concert ครับเลยต้องมีการจองบัตรกันนิดหน่อยครับ ซึ่งสามารถจองบัตรได้ที่สมาคมขับร้องประสานเสียง(Thai Choral Association: TCA) เบอร์ 02-675-3223 อันนี้ต้องบอกกันก่อนนะครับว่าบัตรเนี่ยหมดแล้วหมดเลยนะครับยังไงก็ต้องรีบกันนิดหนึ่งน่ะครับ งานนี้แฟนๆ The Bangkok Voices รอคอยมาเกือบหนึ่งปีเต็ม...
              มว่าอีกส่วนหนึ่งที่ทุกท่านอาจจะสนใจน่ะนะครับ ก็คงจะไม่พ้นว่าใน Concert ครั้งนี้พวกเราจะมีเพลงอะไรมาแสดงบ้างในแต่ละช่วง Style ของการจัดเรียงเพลง Concert ก็เหมือนเดิมใน Style ของ The Bangkok Voices ก็คือแบ่งออกเป็นช่วงๆแบ่งออกเป็น Category นั่นเองครับ เริ่มต้นด้วยช่วงแรกที่เป็นเพลงประเภท Classic & Contemporary ครับคือเป็นประเภทเพลงร่วมสมัยนั่นเองซึ่งก็อาจจะเป็นเพลงที่เป็นเพลงเก่าแต่เอามาใช้เทคนิคการเรียบเรียงเสียงประสานแบบสมัยใหม่เข้ามาทำให้เพลงศาสนามีความน่าสนใจขึ้นมากเลยครับ ซึ่งสำหรับท่านผู้ฟังก็อาจจะดูฟังยากสักหน่อยยกตัวอย่างเช่นเพลง Benedictio ที่มีท่วงทำนองการแต่งที่แปลกประหลาดแต่ฟังออกมาแล้วดูตื่นเต้นเร้าใจกับจังหวะที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดทั้งเพลง!!! และเพลง Binnamma เป็นเพลงที่กล่าวถึงความสูญเสียในโศกนาฏกรรมโคลนถล่มที่ประเทศเวเนซูเอลาในช่วงที่มีน้ำท่วมใหญ่...(ท่านต้องดูเอาเองครับผมพิมพ์ไปยังขนลุกไปเลย) ในช่วงต่อมาก็เป็นช่วงของ Gospel & Spiritual ครับซึ่งผมคิดๆดูแล้ว The Bangkok Voices เป็นวงที่ถูกสร้างและออกแบบมาเพื่อCategoryนี้แหละครับ ก็มีเพลง My God is a Rock ที่เป็นเพลงที่แสดงถึงความกดดันของเหล่าคนผิวดำที่ถูกมาใช้แรงงานและทรมานอย่างหนัก พวกเขากล่าวว่าพระเจ้าเป็นเหมือนหินผาในดินแดนที่ไกลแสนไกลช่วยปกป้องในยามที่พวกเรามีภัย...ทำนองมันได้ใจผมจริงเพลงนี้!!! และเพลง We shall walk through the valley in peace เพลงนี้พวกเราเคยร้องใน Concert Raise your voice ก่อนที่เราจะไปแข่งกันที่ Jarkata, Indonisia ครับ เพลงนี้ได้รับความชื่นชมมากในการร้องที่สามารถเข้าถึงความรู้สึกของเพลงได้เป็นอย่างดี...(อยากให้ทุกคนมาฟังจริงๆ... อาจนั่งน้ำตาร่วงได้...)  และช่วงต่อไปก็เป็นเพลงไทยและเพลงPopครับ เพลงที่ผมภูมิใจนำเสนอก็คือเพลงบัวขาว ของ Hoffman เขาเป็น Arranger ชาวเยอรมันครับแต่เรียบเรียงเสียงประสานของเพลงไทยอมตะอย่างบัวขาวได้อย่างไพเราะและเป็นธรรมชาติมากครับอบอุ่นและมีกลิ่นอายของความเป็นตะวันตกและความเป็นไทยผสานกันได้อย่างลงตัว... และในช่วงนี้เองที่มีเพลงที่ผม Solo เป็นครั้งแรกในวง The Bangkok Voices ด้วยนั่นก็คือเพลง What a wonderful world ครับ(อยากจะบอกว่าตรงกับตัวผมตอนนี้จริงๆเล้ยยย มองอะไรก็สวยไปหมด) เอาใจช่วยผมด้วยนะครับ ตื้นเต้นมากมาย... และช่วงสุดท้ายก็จบด้วยเพลง Christmas ครับ แต่อย่าง Voices อยู่แล้ว มี Spiritual Christmas Medley รวมเพลง Christmas ของเหล่าคนดำครับสุดยอดอีกเหมือนกันครับ..
              ก็เกริ่นกันพอสมควรเป็นการเรียกน้ำย่อยนะครับใน Concert นี้จะประกอบด้วยเพลงทั้งหมดประมาณ 24 เพลงครับ นับว่าเยอะมากเมื่อเทียบกับConcert การขับร้องประสานเสียงที่จัดในประเทศไทยที่ผ่านๆมา ผู้ชมจะได้เพลิดเพลินกับการขับร้องประสานเสียงและเพลงหลากหลาย Style ในเวลาเกือบ 2 ชั่วโมงเต็มและที่สำคัญเป็น Free Concert คุณหมอกิตติพรบอกกับผมว่า "เราต้องสร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการขับร้องประสานเสียงบ้านเรา" "คนที่เขามาดูเราเขาเสียเวลาเสียค่ารถค่าน้ำมันต่างๆ ในเมื่อมาแล้วก็ต้องดูให้คุ้ม..." ก็นับว่าเป็นนิมิตหมายอันดีครับสำหรับการเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ...
              สุดท้ายนี้ผมก็ต้องขอกล่าวขอบคุณครอบครัวผมคุณแม่และคุณพ่อที่ให้หูที่ตรงและแม่นยำให้ผม อีกทั้งให้กล่องเสียงอันมีค่านี้กับผมมา ขอบคุณแก้วที่ให้กำลังใจและความรักกับผมเสมอมา(แต่ละโน้ตที่เปล่งออกมาจากผมผมขอมอบความไพเราะเหล่านั้นให้คุณ) ขอบคุณคุณแม่แก้วสำหรับกำลังใจในเพลง O Magnum Mysterium ผมคิดว่ามันเป็นเพลงที่เพราะที่สุดในชีวิตของผมแล้วล่ะครับ ขอบคุณครูฝน ครูเต้ พี่ๆน้องๆ TU Chorus ที่ติดตามผลงานกันเสมอมา ขอบคุณที่สั่งสอนผมให้ผมเป็นอย่างทุกวันนี้ แล้วผมจะทำแสดงให้ดูว่าผมทำอะไรได้มั่ง...เชื่อในตัวผมเหมือนที่เชื่อในตัวคุณนะครับ...
             
              

    December 08

    Dilemma... "I have only nine months before I go"

               วันนี้ผมตื่นเช้าขึ้นมาเขียน Spaces อีกแล้วผมรู้สึกนอนไม่หลับ...เมื่อคืนนี้หลังจากที่สติแตกอยู่สักพักผมก็เริ่มสงบลง... ผมก็รู้สึกว่าผมจะต้องทำอะไรสักอย่าง...(อีกแล้ว) ทำให้สิ่งเหล่านั้นมันเสร็จสมบูรณ์ในระหว่างที่ผมยังมีโอกาสที่จะได้แก้ไขมัน... เวลาผมเหลือน้อยเหลือเกิน... ถ้าพวกคุรรู้ว่าเวลาของผมมันร่อยหรอลงไปเรื่อยๆคุณก็คงจะเหมือนผมแน่นอนเวลาวินาทีเดียวมันก็มีความหมายเสมอสำหรับเวลาที่มันค่อยๆหมดไป... มันอาจจะพูดยากสักหน่อยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ คุณคงจะรู้ว่าเราเป็นนักมนุษยศาสตร์ที่มีความเป็นมนุษย์อยู่เต็มเปี่ยมในสายเลือดแน่นอนว่าผมย่อมที่จะเข้าใจความเป็นมนุษย์และลักษณะบางอย่างของมนุษย์มาเป็นอย่างดี "ความกลัวการเปลี่ยนแปลง"(ในสิ่งที่เราไม่รู้...) มันเป็นสิ่งที่ควบคู่มากับมนุษย์มาตั้งแต่ครั้งบรรพการ มันเป็นสิ่งที่ดูเหมือนจะทำให้เกิดซึ่งประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของความคิดของมนุษยชาติเราคงไม่สามารถจะปฏิเสธได้ว่าศาสนานั้นเกิดมาจากความกลัว... และมนุษย์ต้องการที่พึ่งทางใจกับการอธิบายบางสิ่งบางอย่างที่มนุษย์ไม่รู้... เช่นเมื่อก่อนนั้นมนุษย์เราอาจจะมีการบูชาท้องฟ้าดวงอาทิตย์ เป็นต้น จนค่อยๆพัฒนามาเรื่อยๆจนกลายเป็นศาสนาที่เราเห็นอย่างทุกวันนี้ และสิ่งที่ศาสนาได้นำพามาก็คือความเชื่อและความศรัทธาและศิลปะวัฒนธรรมรวมไปถึงอารยธรรมต่างๆในโลกมากมาย...
              สำหรับผมตอนนี้ผมเองก็ไม่สามารถปฏิเสธความกลัวที่มีอยู่ในตนเองได้ทำให้ผมเกิดความสับสนมากมายในการดำเนินชีวิต... ชีวิตของผมต้องเปลี่ยนไปตลอดกาล? ไม่มีวันที่ผมจะเป็นแบบนั้นแน่นอนผมจะรักษาความเป็นผมเอาไว้ให้คนที่ผมรักทั้งหมด... ผมว่าผมก็เกริ่นนำเรื่องมาได้สักระยะหนึ่งแล้วผมว่าพวกคุณคงอยากจะทราบถึงความกลัวของผมแล้วล่ะ... แต่ก่อนหน้านี้ก็เหมือนว่าจะมีข่าวแว่วๆจากทางคุณพ่อและคุณแม่ผมว่าท่านได้ติดต่อคุณป้าเหม่งที่อยู่ที่ NY, US ว่าจะให้ผมไปเรียนต่อที่นั้นผมก็ได้พยายามปฎิเสธมาตลอดว่าจะไม่ไปยังไงก็จะเรียนต่อที่นี่...เมื่อไม่นานมานี้ผมเพิ่งที่จะตกลงปลงใจที่จะไปซื้อใบสมัครเรียน MIOP Master in Organizational Psychology ของม.ธรรมศาสตร์มาตุภูมิของพวกเรา... แล้วก็กะว่าเรียนต่อปริญญาโทในสาขานี้ซึ่งผมเองก็เริ่มอ่านหนังสือเพื่อที่จะสอบเข้าในปลายเดือนมกราคมนี้แล้ว... และแล้วเรื่องราวที่เป็นเหตุให้ผมต้องเป็นแบบนี้ก็เกิดขึ้นเมื่อ 3 วันที่แล้วคืนวันที่ 6 ธันวาคม 2551 คุณแม่ผมก็อยากจะให้ผมคุยกับคุณป้าเหม่ง(ซึ่งท่านเป็นคนสนับสนุนค่าเล่าเรียนป.โททั้งหมดถ้าหากจะเรียนที่ไทย) ให้รู้เรื่องว่าจะเอาอย่างไร แล้วท่านคิดอย่างไร... ผมก็คุยท่านบอกว่าอยู่เมืองไทยมันเรียนได้อย่างเดียวทำงานก็เหนื่อยไม่คุ้มกับรายได้ที่ได้กับความเหนื่อยแล้วไหนจะต้องเรียนอีก ถ้าหากว่าไปเรียนที่ USA เนี่ยมันเรียนแค่ 1-2 วันต่อสัปดาห์เองเราจะได้มีเวลาไปทำงานเก็บเกี่ยวประสบการณ์แล้วทำสำคัญรายได้ก็มากกว่าทำงานที่กรุงเทพฯวุฒิปริญญาตรีเสียอีก... (มันแน่นอนที่สุดครับคือท่านอยากจะให้เราไปเรียนที่นั่นเพราะว่ามันได้ประโยชน์มากกว่าที่เรียนที่นี่...) หลังจากที่วางหูผมก็เริ่มได้สติว่า...ผมคงจะต้องเปลี่ยนแผนที่วางเอาไว้ทั้งหมดแล้วก็ต้องไปเรียนที่นั่นคุณป้าผมหาข้อมูลส่วนหนึ่งเอาไว้บ้างแล้ว U ที่ผมจะไปเรียนนั้นชื่อ Fordham University จุดที่สำคัญคือเขาเพิ่งจะมาเปิด Campus ที่อยู่ใกล้บ้านผมซึ่งเขาเปิดสอนเกี่ยวกับ Social Service ด้วยคุณป้าผมเห็นว่ามันอยู่ไกล้บ้านดีแล้วจะได้ไปมาไม่ลำบาก(Westchester มันละแวกบ้านเราเลยนี่หว่า...)
              อนนี้จึงมีเรื่องมากมายที่ผมจะต้องคิดและวางแผนต่อไปเพื่อที่จะไปสู่จุดนั้น ช่วงนี้นับได้ว่าเป็นจุดแรกที่ผมจะต้องเริ่มวางแผนการต่างๆเกี่ยวกับตนเอง... ผมจะต้องสอบ TOEFL และเดินเรื่องอีกหลายๆอย่าง อยากจะบอกว่าตอนนี้ผมค่อนข้างเครียดกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ผมจะไปอยู่ยังไงล่ะทีนี้ แน่ล่ะผมเป็นคนที่ชอบความมั่นคงและความแน่นอนแต่นี้คืออะไรที่เรียกว่าไม่แน่นอน เปรียบเสมือนกับการเปลี่ยนสังคมใหม่สิ่งใหม่ที่กำลังจะเข้ามาในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า อย่างเร็วที่สุดผมคงจะต้องไปจากเมืองไทยภายในเดือนสิงหาคมปีหน้าถ้าหากว่าทุกอย่างเรียบร้อยและไม่มีการติดขัดอะไร
              มันอาจจะดูไวเหลือเกินสำหรับผม มันไวจนอาจจะพูดได้ว่าผมคงจะต้องทำใจที่จะต้องจากบ้านเพื่อความมั่นคงในอนาคต อย่างไรผมก็ต้องไปอย่างไม่มีทางเลือก(เพราะทางเลือกนี้เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในหลายๆทางเลือกแล้ว) ผมเคยได้คุยเรื่องนี้กับแก้วมาบ้างแล้วเธอก็เห็นด้วยที่ผมจะไปเรียนที่นั่นเพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้ผมได้ประโยชน์สูงสุด...(รู้น้าว่าในใจก็คิดแบบนี้แต่มันคงจะมีความข้องใจอยู่บ้าง...ผมเข้าใจผมก็เป็นเหมือนกัน) ขอเพียงคุณอย่าได้กลัว... ขอเอาคำพูดของคุณแม่ผมมาพูดอีกครั้ง "เป็นคู่กันแล้วมันไม่แคล้วกันหรอก!!!" คุณเองก็รู้ว่าผมเป็นคนอย่างไร ยังกลัวอยู่เหรอเปล่าเนี่ย... 555+ คุณยังบอกผมเลย "กินบะหมี่ทุกวันไม่เบื่อหรอ" ผมบอกเลยว่าผมไม่เคยเบื่อบะหมี่ที่ผมกินเลย เพราะว่าบะหมี่เป็นอาหารอยู่คู่กับผมมาตลอดตั้งแต่เด็กๆผมยังจำได้สมัยก่อนที่คุณตาผมทำบะหมี่เกี๊ยวทานกันที่บ้านที่ผมเข้าไปช่วยลวกบะหมี่ด้วย ผมยังจำวันนั้นได้ถึงแม้ว่าวันนี้คุณตาผมจะยังไม่อยู่แล้วแต่ทุกครั้งที่ผมกินบะหมี่ผมจะคิดถึงคุณตาผมเสมอ... เช่นกันทุกครั้งที่ผมทานน้ำผมก็จะคิดถึงคุณเหมือนกัน... อย่างที่บอกผมไม่ชอบความเปลี่ยนแปลงผมชอบอะไรเดิมๆ ผมชอบความสุขที่ได้มาจากความสุขสงบภายในใจที่เราไม่จำเป็นต้องไข่วคว้าอะไรให้มากมาย เหมือนที่ผมบอกคุณเสมอ "เงินทองมายา...ข้าวปลาของจิง"(ผมเป็นคนเห็นแก่กินนั่นเอง...555+)
              มจะทำให้เวลาที่เหลืออยู่สั้นๆนี้เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของผมก่อนที่ผมจะต้องห่างจากคุณไปสักพักหนึ่ง แต่อยากจะบอกว่าเราสามารถที่จะยังรักษาความสัมพันธ์ที่เรามีอยู่นี้ให้เหมือนเดิมได้... มันอยู่ที่เราสองคนมากกว่าแต่สำหรับผมแล้วผมมีความแนบแน่นทางสังคม(ผมจำศัพท์วิชาการไม่ได้) เยอะเพราะว่าผมรู้สึกว่าผมเป็นส่วนหนึ่งหรือว่าเป็นเจ้าของในสังคมที่ผมอยู่(ความรู้สึกนี้เป็นสิ่งที่นักสังคมสงเคราะห์จะต้องผลักดันให้เกิดขึ้นในสภาพสังคมที่กำลังจะแตกสลายเช่นนี้) High Consistency ก็ดีเหมือนกันเวลาสองปีนี้จะได้เป็นเครื่องพิสูจน์เหมือนกัน คุณอย่าได้กังวลผมจะรีบเรียนแล้วก็รีบกลับมาผมสัญญาว่าจะตั้งใจเรียนแล้วก็ตั้งใจทำงานเก็บเงินเพื่อที่จะได้มาหาคุณบ้างในช่วงที่ผมว่างจากการเรียนและการทำงานค่าเครื่องบินคงจะไม่ได้แพงขนาดผมจะทำหาเงินบินกลับมาหาคุณมั่งไม่ได้...หืมมม!!!

              เอาเป็นว่า... งานนี้ผมจะทำเพื่อทุกคนและจะไม่ทำให้ทุกคนผิดหวังในตัวผม...

    แก้ว... เราจะไม่มีวันเสียใจใช่ไหม? เอาเถ้อๆๆๆ เอาไว้เวลาคุณไปมั่ง...ผมคงแย่เหมือนกันแหละ
    ยิ้มๆเข้าไว้ๆ(เหมือนที่ผมกำลังยิ้มทั้งน้ำตาอยู่นี่) เก็บเอาวันคืนที่มีค่าไว้ในความทรงจำ
    แล้วก็เอามันออกมาดู... ได้ทุกเมื่อที่คุณต้องการแค่หลับตาแล้วก็คิดถึง
    ถ้าคุณคิดถึงผมมากๆเข้าก็แค่โทรมา ส่ง Mail มามันมีหลายวิธีที่จะทำให้เรายังคงเป็นเหมือนวันนี้
    (พระเจ้า... ผมชอบ Globalization พอๆกับที่ผมเกลียดมันเลยล่ะแก้ว 555+++)
    เวลาที่ผมว่างผมจะเขียนจดหมายหาคุณ... หาที่บ้านแล้วก็พี่น้องในชุมนุมฯ เพื่อเวลาของผมที่นี่จะได้เดินต่อไป
    ส่วนเรื่องสาวแหม่มน่ะหรอ... ผมว่าผมไม่ชอบอะไรทำนองนั้นนะคุณเองก็น่าจะพอรู้มาบ้าง
    คุณอย่าไปกลัว...ผมไม่ชอบฝรั่งผมว่ามันไร้อารยธรรม(ที่ดีงามแบบเรา) คนไทยเนี่ยแหละน่ารักสุดแล้ว...เชื่อผม
    (Individual สุดๆ สุดท้ายถ้ามีแค่เราเพียงคนเดียวจริงๆแล้ว... สังคมสงเคราะห์จะเกิดขึ้นมาได้ยังไง)
    แต่จริงๆแล้วผมก็คงหาเวลาเขียน Spaces เนี่ยแหละเอาไว้ให้คุณเข้ามาอ่าน เวลาคิดถึงกัน...
    (ที่บ้านคุณป้าผมติดRoad Runnerแล้วนะแต่แกพิมพ์อะไรไม่คล่องเลย อย่างว่าแกจะ 60 แล้วนี่นา)

    ผมจะเลิกพูดถึงเรื่องนี้อีก... แล้วก็ใช้เวลาที่เหลือกับทุกๆคนให้เต็มที่ที่สุด
    แก้วเวลาสองปีนี้คงจะทำให้คุณโตขึ้นและเป็นผู้ใหญ่ที่น่ารักเหมือนกับที่คุณเป็นอย่างทุกวันนี้
    ขอร้อง(แกมบังคับ) ว่าจะเอารูปเราสองคนตั้งเป็นBack groundของทั้งมือถือและNotebook น่ะ 555+++
    คุณจะได้คิดถึงผมเหมือนที่ผมคิดถึงคุณบ้าง...

    รู้นะว่าคิดถึงผมอยู่ ;-)

    December 02

    ฤดูหนาวมาของทุกคนมาถึงแล้ว!!!

              วัสดีอีกครั้งนะครับทุกคน ต้องบอกทุกคนก่อนว่าตอนนี้แผลที่เท้าผมเริ่มจะหายดีแล้วครับ ก็อย่างที่บอกก็ต้องขอบคุณคุณหมอกิตติพรที่ช่วยทำแผลให้ผมและให้ยาผมมาทานมันก็ยิ่งหายเร็วน่ะครับ ก็เนื้อก็ขึ้นมาเต็มแล้วครับ ตอนนี้ก็ไม่มีอะไรน่าห่วงแล้วสำหรับแผลที่เท่าผม แล้วทุกคนล่ะครับเป็นอย่างไรบ้างสบายดีเหรอเปล่า ตอนนี้อากาศเริ่มจะหนาวขึ้นตามลำดับแล้วครับ หลังจากที่ประมาณกลางๆเดือน พฤษจิกายน นั้นยังคงมีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "ปลายฝนต้นหนาว" สลับกันกับ "ร้อนอบอ้าว" อยู่เป็นระยะๆทำให้หลายๆคนซึ่งก็หมายรวมไปถึงผมด้วยไม่สบายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในครั้งนี้ด้วย ซึ่งตอนนี้ก็หายดีเป็นปรกติแล้วครับสำหรับอาการหวัดจะมีเสมหะเล็กน้อยตอนเช้าเท่านั้นเองครับ
              ำหรับตัวผมเองนั้นเดือนธันวาคมเดือนแห่งความสุขนี้ ผมมีเรื่องที่จะต้องทำมากมาย ซึ่งส่วนมากก็จะเป็นงาน Concert ร้องเพลงประสานเสียงกับวงที่สังกัดอยู่ไม่ว่าจะเป็น TU Chorus หรือ The Bangkok Voices ซึ่งตอนนี้พวกเราก็ได้ซ้อมกันอย่างหนักเลยทีเดียวครับ สำหรับพวกเรา The Voices ที่จะมี Concert ในวันที่ 22 ธันวาคม ศกนี้(มีแนวโน้มว่ามกราคมจะมี Rerunอีกครั้ง) ในส่วนของ TU Chorus นั้นก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากันครับก็ได้มีการซ้อมต่อเพลงเพื่อที่จะไปร้องในงานวันทรงดนตรีประมาณกลางเดือน กุมภาพันธ์ครับ แต่งานที่เข้ามาในช่วงนี้ก็เห็นว่าจะเป็นงานครบรอบ 1 ปีการจากไปของคุณหญิงพูนศุข ในวันที่ 14 ธันวาคมนี้ครับ ตอนนี้พวกเราก็เลยต้องซ้อมเพลงคนดีมีค่า(เพลงแห่งมนต์ขลังที่พวกเราชอบกันเป็นอันมาก) เพื่อที่จะไปร้องร่วมกันกับวงสวนพลูในวันที่ 14 นี้ครับ อ้อผมลืมไป ว่าปลายปีนี้ประมาณวันที่ 26 ธันวาคม พวกเรา The Voices ก็จะมีทัวร์ Concert ไปที่เชียงใหม่ครับ รับรองได้ว่าบรรยากาศคงจะดีมากๆเลยครับ แต่ผมก็จะต้องกลับมาในวันที่ 30 ธันวาคม เพื่อที่อาจจะๆได้มาอยู่กับน้องแก้วหรือไม่ก็ครอบครัวอันเป็นที่รักในเวลาที่กำลังจะมีการเปลี่ยนผ่านไปอีกปีหนึ่ง...
              มฝันอยู่เสมอ...(เหมือนที่พวกคุณรู้ๆกันอยู่ว่าผมเป็นมากแค่ไหน) ผมฝันว่าผมจะมีฤดูหนาวที่เป็นฤดูหนาวของผมเอง(คุณเข้าใจความหมายของมันไหม) เป็นถดูหนาวที่จะมีแต่ความทรงจำที่ดีๆ...ที่ดีมากๆให้ผมต้องจดจำไปตลอดชั่วชีวิต... ปีที่แล้วช่วง Christmas พวกเราไปร้องเพลงกันที่โรงแรมอโนมาย่านประตูน้ำ ซึ่งผมก็โดนที่วงลากไปเที่ยวบ้านคุณหญิงมาลัยวัลย์ที่ศรีราชา ผมมีความสุขมากมายเลยกับพี่ๆน้องๆวง The Voices ปีนี้ก็คงอีกเช่นกัน... สำหรับการทัวร์ Concert ที่เชียงใหม่ แต่ปีนี้คงจะมีอะไรพิเศษกว่าปีที่ผ่านๆมาแน่นอน... ผมมีนางฟ้าบินอยู่ข้างๆผมตลอดเวลา นางฟ้าองค์นี้ทำให้ผมคิดทำแต่ในสิ่งที่ดีงามถูกต้อง และนอกจากนั้นเธอยังเปรียบดังแสงสว่างที่ทำให้ผมมองทุกอย่างงดงามสดใส
              นปีนี้เอง...ตอนนี้เองที่ผมเริ่มเข้าใจถึงบรรยากาศของเทศกาลปีใหม่และเทศกาลคริสต์มัสว่าทำไมผู้คนทั้งโลกถึงได้ร่วมกันเฉลิมฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่... เทศกาลนี้มันคงจะไม่มีความหมายใดๆถ้าหากว่าผมจะต้องผ่านมันไปโดยลำพัง มันคงจะไม่มีความหมายอะไรเพียงแค่เวลาที่ผ่านไปถ้าหากว่าผมไม่มีคุณ...แก้ว เวลามันจะสำคัญได้ก็ต่อเมื่อเราเห็นคุณค่าของมัน ซึ่งคุณค่าของมันก็คือมันทำให้ผมกับแก้วเดินผ่านมันไปร่วมกันในวันที่สุดแสนจะมีความสุข
     
    "แก้วฤดูหนาวของเรามาถึงแล้วน้า..."
             
               แล้วฤดูหนาวของพวกคุณล่ะมาถึงแล้วหรือยัง...(อันนี้คงจะต้องลองถามตัวคุณเองดู) สุดท้ายนี้ผมก็อยากจะขออวยพรให้ทุกคนมีความสุขในเทศกาลแห่งความสุขเช่นนี้ ขอให้ทุกคนได้มีฤดูหนาวที่เป็นของพวกคุณเองในปีนี้นะครับ (ผมนึกภาพผมกับแก้วเดินเที่ยวกันที่แถวลานหน้า World Trade ดูวิวต้นคริสมัสที่ประดับประดาไปด้วยไฟสวยงามเต็มต้น กับอากาศเย็นๆ... เฮ่อ ผมอดใจไม่ไหวที่จะรอให้ถึงวันนั้นแล้ว...)