The RhyThm's profileThe RhyThm® SeriesPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
February 26 “A Requiem in Memory of HRH Princess Galyani Vadhana” Voices the GREAT สวัสดีครับทุกๆคนเป็นอย่างไรกันบ้างครับสบายดีเหรอเปล่า สำหรับตัวผมเองนั้นก็สบายดีครับตามอรรถภาพเรื่อยๆครับ เพียงแต่ว่าช่วงนี้มันไกล้สอบแล้วรายงานที่จะต้องทำก็เพรียบเหมือนกันครับ เช่นเมื่อวานนี้ที่เรามีการแสดงดนตรีถวายความอาลัย “A Requiem in Memory of HRH Princess Galyani Vadhana” หลังจากงานนี้แล้วผมก็จะต้องมีรายงานที่จะต้องทำเพื่อที่จะ Present ในวันนี้(อาจจะดูงงๆ) เกือบตายเหมือนกันครับ ใช้มุขสดหลายดอกเหมือนกัน... โอเคจ้า เข้าเรื่องกันดีกว่าเนอะ ก็เรื่องของเรื่องก็คือเมื่อวานนี้แหละครับ ที่เป็นงานแสดงดนตรีถวายความอาลัย “A Requiem in Memory of HRH Princess Galyani Vadhana” ที่จัดขึ้นที่หอประชุมใหญ่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2551 (วานนี้) นั้นนอกจากจะเป็นวัน Concert ของพวกเราแล้วยังจะเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาด้วยนั่นก็คือวันมาฆบูชาครับผมว่าเรามาเริ่มกันเลยดีกว่าครับเรื่องของเรื่องเนี่ยมันเริ่มจากวันพุธ(ซ้อมใหญ่)ที่ผ่านมาครับ
โอย เมื่อยเป็นบ้าเลย... แน่นอนล่ะครับผมว่านะพวกเราทุกคนก็รู้สึกแบบนี้เหมือนกันครับไม่ว่าจะเป็น The Voices หรือ TYC แบบว่ายืนร้องกันนานมากๆครับไม่มีนั่งเลยแบบว่ายืนกันเกร็งกันเลยทีเดียว วันนั้นของผม(ไม่ใช่ลอริเอะนะ) ก็เริ่มต้นด้วยการที่ตื่นด้วยความรู้สึกปวดฉี่อย่างรุนแรงครับ วันนั้นผมนอนที่ห้องรับรอง(ห้องที่เอาไว้ให้แขกหรือเพื่อนๆมานอนที่บ้านกัน) เพราะว่าเมื่อคืนที่ผ่านมานั้นน้องจิ๊กกี้ หรือ น้องกฤษ หัวหน้าวง TU Chorus รุ่นต่อไปของพวกเรามานอนที่บ้านด้วย เพราะว่าเมื่อวานนั้นมีการซ้อม(ใหญ่)ของงานและน้องกฤษบ้านอยู่แถวบางใหญ่จึงได้มานอนค้างที่บ้านผมเพื่อที่จะได้สะดวกต่อการกลับบ้าน ก็ตื่นขึ้นมาด้วยความเมื่อยแบบสุดๆครับทั้งหลังทั้งขาแบบว่ามากๆอ่ะครับ หลังจากที่ตื่นมาแล้วผมก็ตระหนักรู้ว่าอาจจะนอนไม่เพียงพอเพราะว่าเมื่อวานนี้ได้นอน(เม้า)ดึกมากๆ ประมาณตี 3 เห็นจะได้เพราะว่ามีหลายเรื่องที่จะต้องคุยกับว่าที่หัวหน้าวงของพวกเรา ก็ได้คุยกันถึงหลายๆเรื่องอ่ะครับส่วนมากจะเป็นการถามตอบข้อข้องใจเสียมากกว่า ในตอนเช้าผมก็เลยกลัวว่าเสียงจะไม่ Fit เหมือนกับเมื่อวานนี้(วันที่20) ที่มีอาการแบบว่าเสียงไม่ขึ้น(บอกไม่ถูกเหมือนกันครับ) จากนั้นเมื่อตื่นแล้วผมก็ตระหนักได้ว่าผมจะต้องไปที่ยังศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยเวลา 15.30 น. ซึ่งเป็นเวลาที่พวกเรา(The Voices) ได้นัดกันเอาไว้(ปล.พวกพี่นิตจาก TYC) นั้นเขานัดกันไวมากๆนั่นก็คือเวลาประมาณ 13.00 น. ในเช้าวันนั้นที่ผมตื่นเป็นเวลาประมาณ 11:00 น. หลังจากนั้นผมก็ได้เปิดคอมเพื่อที่จะให้น้องกฤษดูความภาคภูมิใจของพวกเรานั่นก็คือ Clip The Voices ที่พวกเราได้แสดงใน Concert ต่างๆรวมทั้งที่เราได้ไปแสดงในการแข่งขัน 1st Asian Choir Games ที่กรุง Jakarta ประเทศอินโดนิเชีย ก็ดูๆกันไปรู้สึกว่าน้องเขาจะชอบพอสมควรระหว่างที่น้องเขากำลังเปิดดูอยู่นั้นผมก็ได้จัดแจงลงไปอาบน้ำและจัดชุดเพื่อที่จะได้เอาไปใส่ขึ้นแสดงในช่วงเย็นๆค่ำๆ ระหว่างนั้นเองผมก็อยากที่จะให้แนนไปด้วย...(แหมวันแสดงทั้งทีช่ะม้า) ผมก็เลยโทรไปหาพี่จืดว่า พี่จืดมีคนถ่ายกล้องเราหรือยังครับ...เพราะว่าเมือวานนี้พี่ต้นกับพี่จืดกำลังหาๆกันอยู่และก็ได้ถามว่าแฟนมืงว่างเหรอเปล่า ซึ่งผมก็ไม่ได้ตอบอะไรในตอนนั้น อ่ากลับมาครับ พี่จืดก็บอกว่ามีแล้ว... โอ้ แนนคงจะอดไปแหงมๆ เมื่อไปถามพี่นิตพี่นิตก็บอกว่าบัตร 2 ใบที่เหลือเนี่ยจะให้น้องโบว์กับเจ๊าะแจ๊ะ มาดูเพราะว่าเธอทั้งสองคนไม่ได้มาดูซ้อมให่เพราะมีคุณน้องโบว์ติดการแสดงของ TUSO เมื่อวานนี้กับ Siamharmony ซึ่งผมเองก็อยากฟังเหมือนกันอยากรู้ว่าความเป็นไปของวงการไปถึงไหนกันแล้ว... หลังจากที่ผมจัดข้าวของเสร็จผมก็ได้เดินเดินออกไปส่งน้องจิ๊กกี้ที่ป้ายรถเมล์หน้าปากซอย เมื่อส่งน้องเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็เดินกลับมาด้วยความเซ็ง(ร้อน) แล้วก็กลับมานั่งทบทวนเพลงสักนิดสักหน่อยก่อนที่จะขอให้คุณพ่อไปส่งที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยครับ เมื่อถึงแล้วก็ได้เดินเข้าไปด้านในรู้สึกว่าเขาจะเริ่มจัดสถานที่เป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ จากนั้นก็เดินไปเดินมาแล้วก็ไปทานข้าวครับ แหม อยากจะบอกว่ากับข้าววันนี้ดีกว่าวันก่อนๆนิดนึงมีวิญญาณนักเก็ตแหมอะไรจะขนาดนั้นเนอะ(กล่องตั้งบ้าเร่อมีนักเก็ตชิ้นเดียวเดียร์อยากตาย) เวลาประมาณ 4 โมงกว่าๆก็ถึงเวลาที่พวกเราจะต้อง...ซ้อมกันเพื่อที่จะแก้ไขอะไรบางอย่างบางส่วนที่เมื่อวานนี้ได้ทำผิดพลาดไปผมคิดว่าการที่เราทำผิดพลาดนั้นอาจจะเกิดจากการที่เราไม่เข้ากันกับ Conductor นั่นก็คือคุณยาซากิ แต่เมื่อยิ่งซ้อมกันบ่อยขึ้นๆก็รู้สึกว่าก็จะเข้ากันได้มากขึ้นรู้คิวอะไรกันมากขึ้น ก็ซ่อมกันนืดหน่อยครับไม่มีอะไรมากหลังจากนั้นผมก็เดินออกไปเพื่อที่จะไปทานข้าวเห็นเขาว่ามันมีข้าวมันไก่กับกระเพาะปลาของข้าราชบริพารวังLe Dixes แบบว่าแจ่มครับข้าวมันไก่นี่แบบว่าอร่อยมากๆน้ำจิ้มรสชาตกลมกล่อมมากๆ จากนั้นพวกเราก็ได้ไปลองกระเพาะปลาครับ โอ้ อยากจะบอกว่าอร่อยเหมือนกันครับ แบบว่าทุกๆคนก็น่าจะได้รู้ว่าความสุขของผมมีอยู่แค่ไม่กี่อย่างหรอก 1 ในนั้นก็คือฟังเพลงเพราะอาหารรสเลิศครับ เยี่ยมจริงๆครับไม่เสียดายเลยที่จะต้องทนกินอาหารกล่อง(แบบกากๆ)มาหลายวัน...เอาล่ะ ระหว่างที่กำลังกินกันอยู่นั้นเองก็เหมือนว่าจะได้เวลาที่พวกเราจะต้องไปซ้อม Run Throught กันแล้วเพราะว่าไกล้จะถึงคิวเราแล้วเด็กๆน้องๆ TYC ก็เดินถือเทียนกันไกล้จะเสร็จแล้วเอาล่ะถึงเวลาจะต้องลุยแล้ว...เมื่อพวกเราทุกคนถึงที่ห้องครึ่งวงกลมซึ่งเป็นห้องพักของพวกเรากัน ก็เดินออกไปยังหลังหอใหญ่เพื่อที่จะเดินออกไปซ้อมเป็นครั้งสุดท้าย... การซ้อมครั้งสุดท้ายดูท่าจะเป็นไปได้ด้วยดีเพราะว่าอาการ b ของ Soprano เพลง Sanctus นั้นมีน้อยลงกว่าวันแรกๆที่ซ้อมมากๆ ดูเหมือนทุกอย่างจะออกมาดูขึ้นแต่ที่แย่ลงดูเหมือนจะเป็น Solo (หรือเปล่า) ชอบร้องคร่อมจังหวะ(เฮ้อ) อ้ออีกอย่างหนึ่งต้องขอขอบคุณในความกรุณาของคุณหญิงมาลัยวัลย์ ที่ได้หาหล่อฮังก๊วยที่ Import มาจากจีนแท้ๆเป็นก้อนๆเหมือนซุปไก่คนอร์แต่รสชาตินั้นหวานอร่อยประทับใจมากคุณหญิงท่านบอกว่าจะช่วยให้ร้องเพลงได้เสียงใสและไม่มีเสมหะ ว๊าวมันดีจริงๆ (เสียดายที่ลืมเก็บกลับบ้านมากิน) การซ้อมใหญ่นั้นผ่านไปได้ด้วยดีแต่สิ่งที่ขาดหายไปนั้นก็คือคุณหมอ...ทางรพ.ต้นสังกัดของคุณหมอ(BCH) ได้โทรมาตามตัวท่านด่วนเพื่อที่จะให้ท่านต้องไปผ่าตัดอะไรสักอย่าง...ท่านจึงไม่ได้มาซ้อมใหญ่ด้วยกันหลังจากที่คุณหมอได้กลับมาแล้วก็ได้เริ่มมีการแต่งหน้าแต่งตัวกัน ทุกๆคนดูจะมีความสุขมาก โดยเฉพาะพวกเราสโมสรน้ำจันท์ ซึ่งก็มีพี่โด่งที่เป็นเจ้ามือไพ่ป๊อกเด่ง ที่จะต้องคอยระวังเวลาคุณหญิงท่านเดินเข้ามาวงแตกทีนึงพอท่านไปก็ตั้งกันอีกทีนึง แบบว่าสนุกดีครับ ผมก็ได้บทเรียนว่าผมนี้ไม่มีดวงด้านการพนันเลย เสียไป 30 บาท(อั้นตาละ 5 บาท) ก็ไม่เป้นไรครับสมควรแล้วล่ะเหอๆ จากนั้นหลังจากที่เราได้แต่งหน้าแต่งตัวสวยงามเป้นที่เรียบร้อยแล้วก็มีเจ้าหน้าทีorganizer มาเรียกให้พวกเราไปเตรียมตัวกันอยู่ที่หลังเวทีหอใหญ่เพราะว่าก็ไกล้จะเสร็จพิธีแล้ว แปลกมากๆที่วันนี้ดูพวกเราจะไม่กระดี๊กระด๊ากันแบบเมื่อก่อนเลยผมยังจำตอนที่จะแข่ง Mixes Chamber ที่จาร์กาตาได้ตอนนั้นดูเหมือนว่าพวกเราจะชิลล์กันมากๆ แต่นี่คนละเรื่องครับแต่ละคนนั่งกันเงียบๆอยู่กับคนละมุมไม่มีการคุยกันมากมายนั่งนิ่งๆสูดลมหายใจเข้าออกกันอย่างเงียบๆ... ผมก็เดินเข้าไปหาพี่ปอมโดยที่ไม่ได้พูดอะไรพี่ปอมก็นำมือของเธอมาวางไว้ที่หัวเข่าผมเพื่อเป็นการให้กำลังใจ... ผมก็บอกกับพี่เขาว่ามนเป็น Concert แห่งความภูมิใจจริงๆที่มีสมาชิก TU Chorus กระจายอยู่ในทั้ง 2 วงถึง 6 คน พวกเราเป็นเพียงแค่ Club เล็กๆในมหาลัยฯแต่ได้มาทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่แบบนี้นับเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง...หลังจากที่พูดเสร็จผมก็เหม่อมองขึ้นไปด้านบนของหอประชุมที่ด้านหลังนั้นจะมีกลไกอะไรมากมายในการเปิดปิดม่านและก็ได้ระลึกถึงความยิ่งใหญ่ของพวกเราและความเศร้าสร้อยในการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของสมเด็จพระพี่นางฯ อีกไม่กี่อึดใจพวกเราก็จะได้ไปทำสิ่งที่ถวายให้แก่ท่านในวาระสุดท้ายนี้แล้ว และแล้วเวลาก็มาถึง...เจ้าหน้าที่ได้เรียกเราจัดแถวเพื่อที่จะออกไปสู่หน้างานก่อนที่ผมจะเดินออกไปนั้นก็ได้ขอจับมือกับพี่เมธัส(มือเปียโนของพวกเรา)แล้วก็กล่าวคำว่าขอบคุณครับ...แล้วก็เดินออกไปตอนเดินออกไปนั้นดูเหมือนว่าแถวจะเหลื่อมๆกันเล็กน้อยเพราะว่ายังไม่ได้จัดให้ชิดกันเมื่อจัดแถวได้ที่แล้วเพลงแรก Requiem Aeternam ก้ได้ดังกระหึ่มขึ้นพร้อมกับการเปล่งเสียงครั้งแรกของวงให้ความรู้สึกที่น่ากลัวและสะพรึงเป็นอันมาก และท่อนเด็ดของเพลงแรกนั้นก็คือ (แหมผมล่ะไม่ชอบอารมณ์แบบนี้เลยจริงๆ เมื่อวานี้คุณดิวน้องสาวผมเขาเล่น Computer จนพังวันนี้คุณพ่อผมเขาได้จัดการยกคอมไปให้เพื่อนเขาที่ศูนย์ดูแล้วก็โทรมาบอกว่า Power Supply เสียจากนั้นก็ให้ผมรีบไป Pata เพื่อที่จะไปซื้อ Power Supply มาให้กับที่ทำงานคุณพ่อผม และผมก็รับโทรศัพท์เขาบ่อยมากเขาไม่ยอมโทรเข้ามือถือผมทำให้ผมต้องเดินขึ้นเดินลงบันได 10 ครั้งเห็นจาได้ผมล่ะเซ็งแล้วนี่ผมจะต้องรีบพิมพ์ให้เสร็จอย่างเร็วอีกผมบอกตามตรงว่าผมไม่ขอบอาการเร่งรีบแบบนี้เลย ให้ตาย ปล. คุณดิวเขเคยทำอะไรเพื่อคอมส่วนร่วมบ้างไหมนอกจากทำเจ๊ง...เซร็ง....อ่ะๆเข้าเรื่องต่อเถอะเฮ้อ อารมณ์ไม่ดีเดี๋ยวจะเขียนออกมาไม่ดีด้วย...อ่ะเอาใหม่ๆ) ตอนช่วง Tedecet Hymnus Deus in sion และ Et Ti bi red de tu Vo tum in Jerusalem... ช่วงนี้เป็นช่วงที่ บิ๊วก่อนที่จะถึงท่าน Peak ที่สุดของเพลงแบบว่าดังกระหึ่มมากๆ EXAUDI EXAUDI!!! แบบว่าร้องกันกระหมึ่ม มากๆ และก็ค่อยๆเบาลงๆจนถึงเพลงที่สองนั่นก็คือ Out of the deep เพลงนี้ดูเหมือนจะไม่มีอะไรมากมายแต่ก็แฝงไปด้วยความเศร้าโศกจาก Cello Solo ในตอนแรกก่อนที่จะเข้าเพลง...โอ้เปิดเพลงแล้วพิมพ์ไปด้วยยังขนลุกเลย และแล้วก็มาถึงจุดที่ Peak ที่สุดของเพลงก็คือ I LOOK FOR THE LORD MY SOUL DOTH WAIT FOR HIM AND IN THIS WORDS IS MY TRUST!!!! แบบกว่ากระหึ่มไปทั่วโรงอ่ะครับ...สุดยอดจริงๆ เป็นความรู้สึกที่ดีจริงๆ และแล้วก็จบด้วย HEAR MY VOICE.....ที่ Alto กับ Bass ร้องลากยาวอ่ะครับจบด้วยความสงบ Voi.......................(ce) และแล้วก็มาถึงเพลงพักผ่อนของพวกเราแล้วครับ Pie Jesu ที่เน้น Solo เพื่อให้ Choir พักครับผม เฮ่อออ ได้พักแล้ว...ตัว Solo เขาก็ร้องเสียงเพราะดีนะครับแต่จังหวะนี่หายใจที่เฮือกคร่อมไปแง้ววว Solo บิ๊วดีครับชอบ เพลงที่ 4 ก็คือเพลง Sanctus เพลงปลดปล่อยที่มีใครหลายๆคนบอกว่าน่าจะเป็นเพลงที่ Voices ชอบมากที่สุดเพราะว่ามันระเบิดพลังง่ะครับ ส่วนตัวผมชอบตอนที่ S1 กับ S2 เขาร้องล้อกัน ดูแล้วมันสดใสให้ความรู้สึก Little Marcato จริงๆครับ แต่ Bass เองก็ไม่ค่อยจะไหวเหมือนกันครับเพราะว่าแมร่ง...สูงเหลือเกิน เพลงนี้คงต้องยก Credits ให้กับมร.ยาซากิเป็นพิเศษครับที่เขาโบกได้บิ๊วสะใจจริงๆครับ ตอนจบซึ่งร้องว่า O Sanna!!!! แบบว่าคิวนี้ชอบมีปัญหาไม่รู้กันแต่ตอนนี้ก็ทำได้ดีมากกันเลยทีเดียวครับพร้อมเพรียงไม่มีผิดพลาดอะไร...ต่อมาก็คือเพลง Agnus Dei กลับมาสู่ความสะพรึงอีกครั้งครับเริ่มด้วยการอ้อนวอนพระเจ้าของเหล่า Tenor น่ากลัวพิลึกเมื่อผสมกับจังหวะจากทิมพานีแล้วยิ่งหลอนเข้าไปใหญ่(ปล.มร.ยาซากิได้บิ๊วก่อนที่จะขึ้นเพลงเพื่อเปลี่ยนอารมณ์อย่างรวดเร็วจุดนี้ช่วยนักร้องได้เยอะมากไม่ให้หลงติดไปกับอารมณ์ของเพลงที่สดใสอย่าง Sanctus) จุดที่ได้ใจผมก็คือตรงที่ He Cometh up and it's cuts down like a flower แบบว่าช่วงนี้มันเป็นช่วงที่ไม่มี Orch. เล่นอ่ะครับเป็นการโชว์คอรัสกับการประสานงานกับคอนดั๊กเตอร์เยี่ยมจริงๆครับ และต่อมานั่นก็คือตรงที่ Bass กับ Tenor ร้องว่า In the mistd of life, we're in dead แบบว่าคุณยาซากิได้ใจมากๆ และช่วงที่ผมเรียกว่าร้องกันแบบไม่คิดชีวิตนั้นก็คือ AGNUS DEI ff ร้องกันเหมือนบ้าคลั่งอ่ะครับหมดหลอดกันเลยทีเดียว และก็ค่อยๆสงบขึ้นเรื่อยๆรู้สึกเหมือนเสียงน้ำไหล...จากเสียงของ Flute กับ Harp ก่อนที่จะขึ้น I am the resurrection and the life...และก็จบเพลงนี้ลงอย่างสงบและมีแสงสว่างขึ้นไรๆครับ และเพลงต่อไปที่เพราะได้ใจผมมากๆนั่นก็คือ The Lord is my sheperd โดยเริ่มต้นเพลงด้วยการ Solo ของ Oboe โดยอ.หมอก กับ Harp ช่างเพราะอะไรเสียเช่นนี้ เพลงนี้เมื่อก่อนเคยมีปัญหาเรื่อง Soprano b อยู่สักนิดหน่อยแต่พวกเราก็ร้องกันได้อย่างตั้งใจและ Hold Note ได้อย่างไม่แกว่ง และ Tenor กับ Bass ก็เข้ามา He shall convert my soul... ช่วงนั้นก็เกิดเป็นความสง่างามเข้ามาต่อจากความอบอุ่นของ Soprano กับ Alto ได้อย่างเหมาะเจาะ ต่อจากนั้นก็เป็น Yea through I walk throught the valley of the dead I have fear no evil ท่อนนนี้ผมชอบมากเพราะว่า Bass กระหึ่มดีครับได้ใจจริงๆ เหมือนกับกระซิบบอกพระเจ้าอย่างไรก็ไม่ทราบท่อนนี้ และท่อนที่ Peak ที่สุดคงต้องยกให้ And I will dwell in the house of the lord!!! แบบว่ากระทึ่มไปทั่ว Hall เหมือนเดิมครับได้ใจจริงๆ และแล้วก็จบด้วยความสงบเหมือนเดิมก็คือ For-ever.......... เฮ้ออะไรจะเพราะขนาดนี้เนอะ และบทเพลงสุดท้ายของวันนี้ก็คือ Lux Aeterna ที่เริ่มต้นด้วยอารมณ์เหมือนจะหลอนๆเล็กน้อยจาก Solo Soprano คุณโมนิค for they rest, for they rest, for they rest, form labours แบบว่าบิ๊วกันสุดๆแล้วก็ค่อยๆสว่างๆ (โอยๆฟังไปพิมพ์ไปยังขนหัวลุกเลยพี่น้อง) และก็จบด้วยความกระหึ่มของช่วยแรกของเพลงนี้ด้วยคำว่า They Rest...(เบส 2 จะร้องว่าเด เหรดสท) ตรงนี้เคยมีปัญหาเกี่ยวกับการดูคิวและ Firmata ที่จะต้องรอให้ Soprano เข้ามาเสียก่อนจึง Rest และก็เข้าท่อนต่อไปของเพลงก็คือ Lux Aeterna ตรงนี้มีผิดนิดนึงครับที่จังหวะ แต่ก็ไม่ได้กระโตกกระตากอะไรผ่านไปได้ด้วยดี ตรงนี้ให้ความรู้สึกสงบสดใสมากๆเมื่อร้องไปกับเสียง Harp แล้วยิ่งสงบและอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูกท่อนที่ดูเหมือนว่าจะเพิ่มความอบอุ่นให้กับช่วงนี้ก็คือตรงที่ Do...Mi..nae...จะ Cres. เล็กน้อยแบบว่าเพราะมากๆครับ จากนั้นก็เป็น Tenor ร้อง Cum sanctis tu is จนถึงจุด Peak อีกทีที่ Qui a peusse ที่ค่อยๆเข้าที่ละพาร์ทครับ ดูเหมือนว่าจะตั้งใจกันเข้ามากๆเลยและแล้วก็กลับมาสู่ท่างทำนอง Requiem Aeternam ที่สงบและอบอุ่นของเพลงแรกแต่ว่าจะช้ากว่าในช่วงเพลงแรกเพื่อย้ำให้รู้สึกถึงผู้ที่จากไปให้ท่านได้เสด็จสู่สวรรคาลัยอย่างสงบและ 3 พยางค์ สุดท้ายที่ร้องว่า Ae-ter-nam ลากยาวมากๆครับพวกเราก็แบ่งกันเต็มที่เพื่อ Hold Note ไว้ถ้าเกิดว่า Stagge Breathing มันจะไม่ได้ Feel แบบจบได้อย่างไพเราะมากๆครับเสียงนี่แบบ Consonance เลยทีเดียว และเมื่อเพลงจบก็มีการไว้อาลัยให้กับสมเด็จพระพี่นางเป้นเวลา 1 นาที ครับและทุกคนก็แยกย้ายกันกลับไป.... งานในวันนี้พวกเราทำได้ดีกันมากกว่าที่คิดเอาไว้เยอะมากๆไม่รู้เป็นเพราะว่า The Voices เป็น The Voices Miracle เหรอเปล่าก็ไม่รู้แต่ผมก็รู้สึกว่าเป็นอีก 1 ครั้งที่ประสบความสำเร็จมากๆกับ The Voices ยังมีแนวโน้มอีกว่าจะได้ไปร้องเพลงที่เชียงใหม่ Requiem นี่แหละ ประมาณกลางเดือน มีนาคม และ Concert ใช้หนี้ที่ศิลปากรประมาณเดือน พฤษภาคม แบบว่ายังมีงานรออีกเยอะปีนี้เป็นปีที่พวกเราไม่ได้ไปแข่งที่ไหนเป็นปีที่พวกเราเก็บตัวและ Tour ไปรอบๆประเทศเพื่อสร้างชื่อเสียงและเตรียมตัวก่อนที่จะไปลุยอีกครั้งใน Season 2009 แต่ใน Season 2008 นี้พวกเราอาจจะได้ไปแสดงที่ลาวกันเหอๆ ผมชอบจริงๆครับร้องไปเที่ยวไปอาหารอร่อยแบบนี้หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว... ก่อนที่จะจากกันไปต้องขอขอบคุณทุกๆคนนะครับที่ทำให้ผมเดินมาถึงจุดนี้ได้ รวมไปถึงคุณพ่อและคุณแม่และทุกๆคนที่ผมไม่ได้กล่าวถึงขอให้รู้ไว้ว่าพวกท่านเป็น 1 ในความภูมิใจของผมแล้วเอาไว้เจอกันโอกาสหน้านะครับ ภาพโดย N/A สุคณัชญ์ โพธิ์ศรีสุข...รายงาน.... February 05 รู้สึกเหมือนเดิมอีกครั้ง...(ความหวังคงยังมีอยู่เสมอ) จะว่าไปแล้วอีกเรื่องหนึ่งที่อดจะเป็นห่วงไม่ได้ในตอนนี้ก็คือเรื่องของชุมนุมฯ หลังจากที่ได้ผ่านความเจ็บปวดรวดร้าวในปีที่ผ่านมา...ในการจัด CKT ที่ทางเราได้เป็นเจ้าภาพได้ทำให้ชุมนุมฯและพวกเราบอบช้ำและเจ็บปวดไปตามๆกันอีกทั้งเรายังได้สูญเสียสมาชิกในวงเราไปอีกหลายคนในปีที่แล้ว แต่ทว่าสำหรับผมแล้วมันเปรียบเสมือนบทเรียนที่อย่างไรก็ตามจะต้องพยายามยับยั้งเพื่อมิให้เกิดเหตุการณ์ดั่งเช่นปีที่ผ่านมานี้อีก ด้วยความกลัวนั้นเองก็ยิ่งทำให้ผมรู้สึกว่าผมจะต้องเข้าหาน้องๆมากขึ้น เพื่อที่จะได้ทราบความเป็นไปและพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือในเรื่องต่างๆเท่าที่จะเป็นไปได้
ก็ดั่งที่ได้เห็นๆกันไปแล้ว...ความรู้สึกของผมกับน้องๆปีนี้ทำให้ผมรู้สึกเหมือนกับตอนที่ผมอยู่ปี 1 อีกครั้ง น้องๆกลุ่มนี้มีความตั้งใจและดูเป็นงานเป็นการมากๆ อีกทั้งฝีมือการร้องและความสามารถในการเรียนรู้นั้นนับได้ว่าดีมากๆเลย น้องๆบางคนนั้นดีเสียยิ่งกว่าตัวผมเองในตอนนั้นเสียอีก ตั้งแต่วันซ้อมวันแรกที่ได้รู้จักกับน้องพุทรา ก็ได้ทราบว่าน้องคนนี้ไม่ธรรมดาเลยเป็นนักร้องของโบสถ์เสียด้วย หลังจากวันนั้นมาก็ได้รู้จักกับน้องๆหลายๆคนมากขึ้นในช่วงที่ปิดกีฬา ม.โลก ที่จะมีการซ้อมเพื่อที่จะไปออกงานเปิดตัวสินค้าของ Phillips ที่โรงแรมแชงกรีลา งานนี้นั้นนับได้ว่าเป็นงานประวัติศาสตร์เลยก็ว่าได้เพราะว่าเป็นงานแรกที่น้องๆจะได้ออกมาร้องอย่างจริงจัง(มากๆเอาซะด้วย) น้องๆทำงานนี้ออกมาได้ดีมากๆ มากเสียจนผมคิดว่า "โอ้ เรากำลังร้อง Andrew Lloyd กับเพื่อนๆปี1 เหรอเปล่า?" หลังจากงานนั้นมาผมก็ได้รู้จักกับน้อง จิ๊กกี้ ฟิวส์ และ น้องอาร์ คุณหมอคนเก่งของเรา สิ่งที่ทำให้ผมจำน้องเขาได้เพราะว่าอะไรรู้มั๊ย...(ผมSight Sing จังหวะผิดไปครึ่งจังหวะ น้องอาร์ก็เข้ามาบอกผมว่าพี่ๆตรงนี้พี่ขาดไป 1 จังหวะ) นั่นแหละครับ ก็ได้ทราบว่าน้องๆในพาร์ทของผมนั้น ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ส่วนน้องๆ ในพาร์ทอื่นๆก็ไม่ธรรมดาเหมือนกันนะ เพราะว่าผมได้รู้จักกับน้องแนน(ซึ่งก่อมาก็คือแฟนผม) ร้อง Soprano ได้เพราะทีเดียว อีกทั้งยังมีน้องแก้มและน้องมีน้องเอม(คุณแม่ผม ทั้งหน้าตาและทรงผมอะไรจะเหมือนคณแม่ผมขนาดนั้น) ในพาร์ท Tenor ที่เห็นๆก็ยังคงจะมีปัญหาเล็กน้อยกับจำนวนคนและNoteที่สูงร้องยาก อื้อ... ผลงานครั้งนี้ออกมาดีมากๆเลทีเดียว อีกทั้งทุกคนยังดูมีความสุขมากๆซะด้วย และในงานนี้เองผมก็ได้รู้จักกับน้องๆ Alto (ส่วนมากผมไม่ค่อยไปสุงสิงกับน้องๆผู้หญิง) ก็มีน้องโบว์ น้องโบว์ก็ไม่ธรรมดาน้า เป็นนักดนตรีที่ร.ร.เก่าเป่า Horn ว๊าวว อีกทั้งเสียงของเธอยังมีน้ำหนักและน่าฟังอีกด้วย และต่อมาคือน้องคณะสุดที่รักน้องเจ๊าะแจ๊ะที่ชอบทำอะไรแปลกๆ ตามมุกเพื่อนๆไม่ค่อยจะทันโดนเพื่อนๆแกล้งบ้างแต่ก็เพราะว่าความน่ารักของเธอ บางครั้งก็ทำให้ผมอดขำเสียไม่ได้ จากงานนี้ผมรู้สึกว่าผมเริ่มเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มน้องๆแล้วล่ะ(ที่ต้องพูดแบบนี้ก็เพราะว่าพี่ๆมันมีน้อยกว่าน้องๆและพี่ๆเองตะหากที่จะต้องเข้าไปหาน้องไม่ใช่รอให้น้องเข้ามาหา)
จากนั้นก็มีโครงการพิเศษไปบ้านอาจารย์ชัยวัฒน์ก็เปรียบเสมือนกับการทำความรู้จักกันมากขึ้น ก็ทำให้ผมได้รู้จักกับน้องมิ้มและน้องกรุพ(น้องๆสองคนนี้ภายหลังจะได้ฉายาว่ากลุ่มเด็กสุโขทัยจากพิษณุ) ผมยังจำคืนนั้นได้ผมมองไปที่น้องมิ้มแล้วก็ร้องไห้กันทั้งคู่(น้องมิ้มก็เป็นเด็กสังเคราะห์เหมือนกันนะ...จะว่าไปแล้วชุมนุมเรานี่มีเด็กสังเคราะห์เยอะเหมือนกันนะเนี่ย) มันเป็นบรรยากาศที่น่าจดจำจริงๆ ผมก็ต้องขอบคุณท่านอาจารย์ชัยวัฒน์ที่ทำให้พวกเรารักกันมากขึ้นนะครับ หลังจากที่พวกเรากลับมาจากที่บ้านอาจารย์ชัยวัฒน์แล้วพวกเราก็รู้สึกว่าจะสนิทสนมกันมากขึ้น แต่ผมก็รู้สึกว่าน่าเสียดายที่น่าจะได้ไปทานข้าวด้วยกันกับน้องๆเพราะว่าผมต้องไปซ้อม The Voices จึงทำให้ไม่ได้มีเวลาอยู่กับน้องๆสักเท่าไร อีกทั้งผมไม่ได้อยู่หอซะด้วยก็จึงทำให้มีข้อจำกัดในเรื่องนี้...
จนมาถึงสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่าน้องๆกลุ่มนี้มีความตั้งใจและรักชุมนุมมากๆ ก็คือน้องๆอยากจะจัด Concert นับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีเลยทีเดียว(บางครั้งพวกเรา(รุ่นพี่)ก็รู้สึกขยาดกับอะไรแบบนี้) ได้เห็นน้องๆประชุมกันน้องๆมีความคิดความเข้าใจมากกว่าที่เราประเมินเอาไว้เยอะ ดูตั้งใจและเอาจริงเอาจังมากๆ จนเกือบจะสามารถพูดได้ว่าน้องๆเป็นคขับเคลื่อนให้มันเกิดขึ้นเอง ถึงแม้ว่าพวกรุ่นพี่จะเข้าไปให้ความช่วยเหลือหรือให้คำปรึกษาบ้างแต่ก็ไม่ได้มากมายอะไรเพราะว่าคณะทำงานทั้งคณะคือน้องๆ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเพียงแค่ Concert เล็กๆ แต่มันก็ได้แสดงถึงอะไรหลายๆอย่าง...
จนเดี๋ยวนี้ที่พวกเราได้มีโอกาสทานข้าวด้วยกันมากขึ้น ทำให้ผมได้รู้สึกถึงบรรยากาศตอนที่ผมอยู่ปี 1 กับกลุ่มเพื่อนๆพี่ๆ ถึงแม้ว่าตอนนี้ผมจะอยู่ปี 3 แล้วก็ตาม หน้าที่ต่างๆที่เปลี่ยนไปและมากขึ้น แต่ความรู้สึกที่อยากจะให้น้องๆได้รับความรู้สึกที่สดใสและเป็นสุขอีกทั้งความอบอุ่นที่ชุมนุมควรจะให้พวกเขา เหมือนกันกับตอนที่ผมเคยได้รู้สึกมาแล้ว อีกไม่นานแล้ว...วันที่ 16 ก.พ. นี้จะเป็นวันที่เลือกคณะกรรมการชุดใหม่สำหรับปีการศึกษา 2551 นี้ สำหรับตัวผมเองแล้วไม่ว่าจะได้รับตำแหน่งหรือไม่...ผมก็ยังคงจะมาชุมนุมเหมือนเดิมคือมากครั้งเท่าที่จะมากได้ เพื่อที่จะได้ดูแล Part ที่ผมภูมิใจ Bass ที่ได้รับช่วงต่อมาจาก พี่ๆ พี่อู๋และพี่จัมพ์... ผมจะไม่ทำให้พี่ๆผิดหวังครับ พี่จะไม่ทำให้น้องๆผิดหวังนะ (ปล. น้องๆที่พี่ไม่ไดเอ่ยชื่ออย่าน้อยใจไปน้า เอมปราง: ท่านประธาน, น้องใหม่สัง'เคราะห์, น้องวิวศิลปศาสตร์, พุทรา มะยม ยิ่ง 2 หนุ่ม 1 สาว Tenor ของเรา, น้องกุ๊บกิ๊บน้องใหม่ไฟแรง'มาก, และแนนที่รกและเป็นเด็กดีของผมเสมอมา ขอบคุณมากครับ) |
|
|