The RhyThm's profileThe RhyThm® SeriesPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    March 16

    ความจำสั้นแต่รักฉันยาว แก้ว......ยังจำได้เหรอเปล่าเนี่ย?

               วามจริงแล้วผมตั้งใจจะเขียนเรื่องนี้มาตั้งนานแล้ว แต่ว่าตอนนั้นยังอยู่ในช่วงที่ยังไม่ค่อยจะว่างจะเขียนสักเท่าไรตอนนี้ได้โอกาสดีก็เลยเขียนสักหน่อยดีกว่าก่อนที่ความทรงจำดีๆนั้นจะลืมเลือนไปมากกว่านี้ สำหรับความทรงจำของผมเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นส่วนมากก็จะเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับการเรียนและเรื่องชุมนุมขับร้องประสานเสียงเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเรื่องที่ผมจะกล่าวต่อไปนี้เองมันจะคาบเกี่ยวกันกับชุมนุมขับร้องประสานเสียงที่ผมอยู่มาตลอด 4 ปีนี้(และจะยังคงติดต่ออยู่เสมอ) ถึงแม้ว่าจะทราบว่าหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงของผมนั้นจะสิ้นสุดลงนับตั้งแต่เทอมนี้แล้ว...
               ระมาณกลางเดือน กรกฎาคม 2551 ช่วงนั้นเองเป็นช่วงที่เรากำลังจะเปิดเทอมใหม่และมีงานประจำของชุมนุมฯ ที่ถัดมาจากการแสดงในวันแรกพบและรับเพื่อนใหม่มาตามลำดับ วันนั้นก็คือวันเปิดตัวชุมนุมฯ นั่นเองก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าวันเปิดตัวชุมนุมนั้นเป็นอย่างไร วันเป็นตัวชุมนุมก็คือวันแรกที่น้องๆที่ได้สมัครเพื่อที่จะเข้าชุมนุมของเราในช่วงวันรับเพื่อนใหม่ได้มาพบกับเราเป็นครั้งแรก ในวันนี้เองก็มีการแนะนำตัวพี่ๆ(ทั้งรุ่นปัจจุบันและรุ่นที่จบไปแล้วเท่าที่จะสามารถตามมาได้) รวมไปถึงบอกน้องๆถึงประวัติชุมนุมของเราอย่างคร่าวๆรวมไปถึงงานที่จะต้องมีขึ้นแน่ๆในรอบหนึ่งปีว่ามีอะไรบ้าง และที่ขาดไม่ได้ก็คือการแสดงของพวกเราเองเป็นการเรียกน้ำย่อยก่อนที่น้องๆจะได้เริ่มการซ้อมและเป็นส่วนหนึ่งของวงเราจริงๆ ในช่วงก่อนนั้นเองผมจำได้ว่าผมนั้นเข้าไปบริหารจัดการอยู่ไม่น้อยเลย เพราะดูเหมือนว่าคณะกรรมการชุดใหม่ยังคงจะใหม่อยู่จริงๆ ผมได้ช่วยน้องๆจัดการเกี่ยวกับการแสดงเพราะว่าผมอยากจะให้ทุกอย่างออกมาดีเพราะว่าวันเปิดตัวชุมนุมนั้นเป็นเหมือนกับการพบเจอกันระหว่างเรากับน้องๆครั้งแรกจริงๆที่เป็นการเจอกันแบบไม่เป็นทางการ(ไม่ได้อยู่ในงาน) ก็เกือบตายเหมือนกันครับพวกนั้นก็โดนผมโวยไปเยอะเหมือนกัน แต่สิ่งที่ออกมาก็ค่อนข้างดูดีและผ่านไปได้ด้วยดีครับในวันนั้น...
              ต่อจากนั้นก็น่าจะเป็นการ Audition น้องๆที่เข้ามาสมัครกับเราเข้าชุมนุมครับ งานนี้ผมเองก็เป็นโต้โผในการรับ Audition น้องๆเข้าชุมนุมเหมือนกันครับ ด้วยความที่มีประสบการณ์ในการร้องอยู่พอสมควรและพอที่จะรู้อะไรบ้างเลยเข้าไปช่วยครับ ในวันนี้ก็มีรุ่นพี่สูงอายุก็ได้แก่ผม พิษณุ(ต้องขอแสดงความเสียใจกับการจากไปของคุณพ่อของพิษณุมา ณ โอกาสนี้) และพี่นิต ซึ่งส่วนตัวผมแล้วทั้ง 2 คนที่กล่าวมานี้เป็นบุคคลที่อาจจะเรียกได้ว่าผมมี(ค่า)ความเชื่อมั่นมากที่สุดในวง เพราะจากการร้องเพลงด้วยกันมา 2 คนนี้คือนักร้องที่จะกล่าวได้ว่าดีที่สุดตั้งแต่ร่วมงานกันมา ในวันนั้นเองผมรู้สึกเหนื่อยมากผมจึงขอไปนอนที่ห้องของน้องจิ๊กกี้(หัวหน้าวงปี 51) ก่อนที่จะไปเจอกันที่ห้องซ้อมที่บร.1ซึ่งเป็นที่ๆเราจะใช้ในการ Audition ในส่วนตัวผมเองผมรู้สึกว่าปีนี้เป็นปีแรกที่เราได้ออกแบบการ Audition อย่างเป็นระบบมากๆ โดยเราจะแบ่งออกเป็น 3 ฐานด้วยกัน โดยที่ฐานแรกนั้นจะเป็นฐานที่เกี่ยวกับเรื่อง VocalizationและInterval จะเป็นการทดสอบประสิทธิภาพของหูและเรื่องทักษะเกี่ยวกับการร้องในรูปแบบต่างๆ ซึ่งฐานนี้เองผมก็เป็นคนรับผิดชอบ ส่วนฐานที่ 2 เป็นฐานที่เกี่ยวกับจังหวะครับก็จะเป็นการให้จำจังหวะแล้วก็ปรบมือตามอะไรประเภทนั้นน่ะครับ ส่วนฐานที่ 3 ซึ่งเป็นฐานสุดท้ายนั้นก็เกี่ยวกับทัศนคติที่เกี่ยวกับชุมนุมครับ อันนี้จะเป็นการทดสอบโดยรุ่นพี่(ว่าที่)นักสังคมสงเคราะห์และจิตวิทยาในการสัมภาษณ์ครับ รู้สึกว่าเป็นการใช้องค์ความรู้ที่เป็นสหวิชาชีพดีครับ
              วันนั้นเมื่อผมเข้ามาถึงที่ห้องออดิชั่นผมเห็นน้องๆที่นั่งรอคิวเรียกเข้าไปมานั่งรอกันมากพอสมควรผมก็ได้ฝ่าฝูงชนเข้าไปในห้อง โอยพอเข้ามาแล้วค่อยเย็นสบายหน่อย ผมก็เข้าไปแล้วก็ไปนั่งในฐานที่ 1 วันนี้ก็ยอมรับครับว่าที่ผ่านมามีน้องๆที่พอจะดูแล้วมีหน่วยกร้านใช้ใดหลายคนทีเดียว แต่ผมก็ยังไม่ได้หวังอะไรมากกับน้องๆกลุ่มที่ผ่านการออดิชั่นนี้เพราะว่าเขาอาจจะอยากเข้ามาทำกิจกรรมหรืออยากจะแค่เข้ามาดูว่าชุมนุมเรานั้นทำอะไรบ้างและเป็นอย่างไรบ้าง ไม่ได้ต้องการจะมาเป็นนักร้องหรือ Performer จริงๆอันนี้ผมก็เข้าใจ อีกทั้งอาจจะยังมีบางส่วนที่อาจจะท้อถอยกับการร้องเพลงแบบการขับร้องประสานเสียง ว่าตนเองอาจจะไม่ได้ร้องในสิ่งที่เป็นปรกติ(ร้องเป็นMelody)เหมือนที่พวกเขาได้เข้าใจมา(แต่สำหรับผมแล้วตอนนั้นผมจำได้ว่าผมร้อง Melody ไม่ไหวเพราะว่ามันสูงเหลือเกินนักร้องสมัยนี้ไม่รู้เป็นอะไรมากฮิตเหลือเกินเสียงสูงๆเนี่ย ผมอยากร้องเพลงแต่อยากร้องในสิ่งที่ผมคิดว่าผมจะทำมันได้ดีเพราะว่ามัน Specified สำหรับผมมากกว่า) หลังจากการ Audition ครั้งนี้ก็อาจจะมีน้องๆทยอยหายไปเรื่อยๆ ซึ่งมันเปรียบเสมือนกับชะตากรรมที่พวกรุ่นพี่และคณะกรรมการจะต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงนี้เพราะว่าจำนวนนักร้องที่เหลืออยู่นั้นจะเป็นตัวแปรสำคัญในการรับงานนอกและการจัด Concert ต่างๆด้วย
               ต่สิ่งที่น่าสังเกตก็คือมีน้องผู้หญิงอยู่คนหนึ่งที่เข้ามา Audition ในวันนี้เองผมเห็นเธอเดินเข้ามาในห้องแล้วก็รู้สึกว่า "......."(พูดอะไรไม่ออก) จากนั้นเมื่อผมลองฟังเสียงของเธอและทักษะที่เธอมีก็ทราบว่าเธอนั้มไม่ธรรมดาจริงๆ เธอบอกผมว่าเธอเคยเรียนเปียโนและเคยเรียนร้องมาก่อน ด้วยประสบการณ์ของผมก็ทำให้สามารถเดาอาจารย์ที่สอนเธอได้ไม่ยาก เธอคนนั้นชื่อน้องแก้ว ผมเขียน Comment ลงไปในโบ Audition ของเธอว่า ดีที่สุดเท่าที่เคย Audition มา เธอเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ(ไม่ค่อยสูง) แต่ค่อนข้างจะดูอวบๆนิดๆ เดินไปเดินมาดูดุ๊กดิ๊กๆน่ารักดี ดูๆไปแล้วเธอก็เหมือนหมีขาว(หมีขั้วโลก)(ซึ่งปัจจุบันผมก็เรียกเธอแบบนี้่) เมื่อเธอพ้นไปจากฐานที่ 1 ของผมแล้วผมไม่อยากจะละสายตาจากเธอไปเลยแต่ด้วยหน้าที่ผมเลยจำเป็นต้องรับออดิชั่นน้องคนต่อไป เวลาผ่านไปเพียงแว๊บเดียวเธอก็ได้ค่อยๆเปิดประตูออกไปจากห้องเสียแล้ว... และแล้วเธอก็เดินเข้ามาในห้องอีกเพื่อที่จะรอเพื่อนของเธอ(ชะเอม) ก็ได้เห็นหน้าเธออีกสักครู่หนึ่งจากนั้นเธอก็ได้ออกไปจากห้องกับเพื่อนของเธอ
              ม่อยากจะคิดเลยว่าหน้าของน้องคนนั้นจะมีอิทธิพลต่อผมเสียยิ่งกระไร จากวันนั้นผมก็ไม่ได้เข้าไปคุยกับเธอหรืออะไรมากมายเพราะดูๆไปเธอดูเป็นคนไม่ค่อยอยากจะคุยกับใครสักเท่าไร ก็ได้แต่มองเธอไปอย่างนั้นเอง แต่ก็ไม่เป็นไรก็ยังดีกว่าไม่ได้เจอเธอเลย เพราะทีแรกก็คิดไว้เสียก่อนแล้วว่าเอ คนเก่งๆอย่างเธอทำไมถึงอยากจะมาเข้าชุมนุมฯของเรา บางครั้งเธออาจจะเบื่อก็ได้ที่จะต้องรอไปพร้อมๆกับเพื่อนๆที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนเลย (อันที่จริงตอนที่ผมอยู่ปี 1 ผมก็เป็นน้องๆที่ไม่มีประสบการณ์เหมือนกันแต่ผมจะต้องมาร้องอยู่กับเพื่อนๆร่วมพาร์ทที่อยู่ร.ร.กรุงเทพคริสเตียนที่ร้องมาแล้วกว่า 6 ปีมันก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผมได้มายืนอยู่ในจุดนี้ได้ด้วยความพยายามที่ไม่ลดละ) ก็คิดว่าเธอคงอาจจะไม่ได้อยู่กับพวกเรานานเพราะสักพักเธอก็จะเริ่มเบื่อแล้วก็ออกไปเอง...

    (ติดตามตอนต่อไป...)

    March 11

    Past Present and Future Vol.2 "Ending the last year in TU"

               วัสดีครับทุกๆคนเป็นอย่างไรกันบ้างครับ สบายดีกันเหรอเปล่าไม่ได้คุยกันเสียนานเลยนะครับ อาจจะเป็นเพราะว่าช่วงนั้นผมอยู่ในช่วงที่อาจจะเรียกได้ว่าหนักหนาที่สุดของชั้นปีที่ 4 เลยก็ว่าได้ครับ(และผมเองก็รู้สึกว่ามันหนักกว่าทุกปีที่ผ่านมาเสียด้วย) ในระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมาตั้งแต่ช่วงปีใหม่นั้นผมเองก็รู้สึกได้ว่ามันเป็นความวุ่นวายแบบสุดๆไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเรียนในภาคสุดท้ายของการเป็นนักศึกษา หรือจะเป็นการเตรียมตัวและการสอบเพื่อที่จะเรียนต่อในระดับปริญญาโท ซึ่งก็ได้ทราบผลแล้วว่าผมไม่ผ่านการสอบสัมภาษณ์ก็น่าขำเหมือนกัน ผมเองรู้สึกตกต่ำไปหลายวันเหมือนกันกว่าที่จะรวบรวมสติขึ้นมาใหม่ได้ แต่ในใจลึกๆก็ยังคงข้องใจอยู่เหมือนกันครับว่าทำไมถึงได้ไม่ติด(ทั้งๆที่ผู้ใหญ่หลายๆคนก็ได้ให้เหตุผลและให้กำลังใจแล้ว) แต่ก็ไม่เป็นไรครับปีนี้เขาไม่เลือกเราปีหน้าก็ค่อยลองดูใหม่ก็แล้วกันครับ ผมเองก็ยังไม่สิ้นหวังเสียทีเดียว...
                นช่วงนี้เองที่ผมได้รู้สึกว่าความว่างที่แท้จริงนั้นมันเป็นอย่างไร ชีวิตผมถ้าลองดูแล้วตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 จนถึง ปีที่ 4 ผมไม่ได้พักเลยครับ ในช่วง Summer ผมเองก็ไม่ได้พักเพราะว่าจะต้องไปฝึกงานตามหลักสูตรสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ที่นักศึกษาทุกคนจะต้องลงฝึกงานทั้ง Case Work ในการฝึก 1 และ แบบ (Essential)Community Work ในการฝึก 2 ถึงแม้กระนั้นในช่วงที่มีการฝึกภาคปฏิบัติอยู่นั้นเอง ผมก็ไม่ได้ละเว้นการซ้อมของทั้ง The Bangkok Voices และ TU Chorus นับได้ว่าเป็นความสุขอย่างหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะเป็นความเหน็ดเหนื่อยของผมไม่น้อยเลยในช่วงเวลานั้น
               ต่ในตอนนี้...ผมรู้สึกแตกต่างกันออกไป มันเป็นความรู้สึกว่าง...เคว้งคว้างอย่างไรก็บอกไม่ถูก(มันเคว้งเพราะว่าทางเลือกที่เราได้เลือกไปแล้วนั้นเมื่อเดินมาถึงปลายทางก็ได้ทราบว่ามันเป็นทางขาดไม่สามารถเดินได้อีกต่อไป...) ทำอย่างไรล่ะทีนี้... ผมก็ได้สับสนกับตนเองอยู่นานเหมือนกันว่าจะทำอย่างไรดี ณ ตอนนี้ ผมบอกตามตรงว่าการที่ให้ผมมีโอกาสได้ทำโน่นทำนี่มันยังดีเสียกว่านั่งเล่นเกมอยู่บ้าน หรือปล่อยให้เวลามันผ่านไปวันๆแบบไร้ค่า มันเป็นความรู้สึกแปลกๆที่ผมไม่ค่อยจะได้เคยรู้สึกแบบนี้นัก
               มก็มีแนวคิดเหมือนกันที่จะหางานทำแต่อยากจะทำงานแบบเรื่อยๆไม่ต้องแข่งขันอะไรกับใครมากมาย อาจจะทำงานอยู่ในพวก NGOs หรือมูลนิธิอะไรไปก่อนเพื่อเป็นการหาประสบการณ์ในการทำงาน ก่อนที่จะลองสอบเข้าปริญญาโทอีกครั้งในปีหน้า หรือไม่ผมก็อาจจะไปเรียนหลักสูตรบัณฑิตอาสาสมัครเพื่อที่จะได้เป็นการหาประสบการณ์ในการทำงานกับชุมชนในชนบทเพื่อการพัฒนา(ก็คงจะสอดคล้องกันสิ่งที่เราได้ร่ำเรียนมา) เป็นเวลา 1 ปีก่อนที่จะมาสมัครเรียนปริญญาโทอีกครั้ง
              ตอนนี้ทางข้างหน้าของผมยังดูไม่ค่อยจะแจ่มแจ้งนัก ทัศนวิสัยที่ผมจะมองออกไปข้างหน้านั้นมันสันลงได้ขนัดตา อาจจะเป็นเพราะว่าผมอาจจะต้องเลือกที่จะกรุยทางเดินใหม่ของตัวผมเองด้วยตัวเอง เหมือนการเดินป่าที่เราจะต้องฝ่าพงหญ้าที่สูงเลยหัวทำให้เรามองอะไรข้างหน้าไม่เห็น แต่...ผมคงจะไม่หลงป่าแน่นอนเพราะว่าผมมีเข็มทิศนำทางเสมอ เข็มทิศเหล่านี้ก็คือพวกคุณไง(คุณพ่อ คุณแม่ แก้ว และผู้ใหญ่หลายๆคนที่ให้การสนับสนุนช่วยเหลือมาตลอด) ทางมันก็คงจะมีให้เราเสมอเพียงแต่เราจะเลือกเดินไปหรือเปล่าเท่านั้นเอง...

    ปล. อยากจะประชาสัมพันธ์ Concert ของ The Bangkok Voicces ที่จะมีขึ้นที่โบสถ์โรงพยาบาลมิชชั่นวันที่ 21 มีนาคม 2552 นี้ อยากให้ทุกคนไปดูนะครับชวนกันไปเยอะๆ ผมเชื่อว่าพวกเราไม่เคยทำให้ท่านผิดหวังครับ เอาไว้เจอกันวันที่ 21 นี้นะครับ