The RhyThm's profileThe RhyThm® SeriesPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
August 31 This is the moment(of my glorious memories)!!! ก่อนหน้านี้เคยได้มีโอกาสฟังเพลงๆหนึ่งซึ่งมีความหมายดีมากเพลงๆนั้นเป็นเพลงของ Musical เรื่อง Dr.Jeckyll and Mr.Hyde ซึ่งเป็นเรื่องที่โด่งดังมากเคยเปิดการแสดงมาแล้วทั่วโลก โดยที่เนื้อเรื่องนั้นเกี่ยวกับมีนายแพทย์คนหนึ่งซึ่งคิดค้นยาที่จะสามารถทำให้คนทุกคนเป็นคนดีได้ แต่ในระหว่างที่เขากำลังทดลองอยู่นั้นทางคณะแพทย์ที่ได้ร่วมโครงการก็ได้ยกเลิกการสนับสนุนโครงการนี้ต่อไป...จึงเป็นที่มาของเพลง THIS IS THE MOMENT ซึ่งทางเลือกของ Dr.Jeckyll นั้นก็คือจะต้องใช้ยาที่คิดค้นได้นั้นกับตัวเอง...หลังจากที่ได้ใช้ยานั้นกับตัวเองไปแล้วก็มีความผิดพลาดเกิดขึ้นก็คือ Dr.Jeckyll นั้นก็ได้มีนิสัยที่โหดร้ายขึ้นและมีอีกบุคคลหนึ่งที่เป็นเหมือนด้านร้ายของ Dr.Jeckyll นั้นก็คืด Mr.Hyde โดยที่ Mr.Hyde(ด้านร้ายของ Dr.Jeckyll) ก็ได้ไล่ฆ่าคณะแพทย์ที่ปฏิเสธการให้การสนับสนุนโครงการของเขาในครั้งนั้นเพื่อเป็นการแก้แค้น...แต่ท้ายที่สุด Dr.Jeckyll ก็ต้องหยุด Mr.Hyde ด้วยตัวของเขาเอง...(ตอนจบโคตร Classic) เพลง This is the moment นั้นที่ผมได้ฟังครั้งแรกผมได้ฟังจากการซ้อมของคณะนักร้อง The Bangkok Voices เมื่อปีที่แล้วซึ่งครั้งนั้นพี่เต๋อ Solo ได้ประทับใจและกินใจผมมากในฐานะที่เป็นนักร้องที่กำลังจะร้องไปด้วยกันกับ Solo ซึ่งเพลงนี้ก็ได้ถูก Arrange โดย Bojo Composer และ Conductor ชื่อดังชาวฟิลิปปินส์ ซึ่งก็ทำออกมาได้ดีและกินใจมากๆ พอมาพิจารณาดูที่เนื้อร้องแล้วยิ่งทำให้รู้สึกฮึกเหิมอย่างบอกไม่ถูก จากนั้นผมก็พยายามที่จะฟัง Version อื่นๆของ This is the moment จนกระทั่งผมได้ Search ใน youtube และเจอ This is the moment ใน Version ที่เป็นนักร้อง Barbershop(การร้องเป็น Male Voice ที่ประกอบด้วย Tenor Lead Barition และ Bass) ผมก็ได้นำเอาเพลงนี้มาให้กับพี่นิตและเพื่อนๆใน TU Chorus เพื่อที่จะนำมาร้องกัน ผมกับพี่นิตก็ได้ช่วยกันแกะเพลงนี้ออกมา จนกลายเป็น This is the moment ในแบบของเราขึ้นมาและท้ายสุดก็คือผมได้รับ File เพลง This is the moment นี้จากน้องมนตรี น้องมนตรีให้มาซึ่งเป็น This is the moment ในเวอร์ชันที่วง UST ของฟิลิปปินส์ร้อง ซึ่งฟังแล้วให้ความรู้สึกได้แบบอิ่มมากๆหลังจากฟังจบผมนึกไม่ออกเลยว่าถ้าหากว่าผมได้ฟังสดๆสงสัยน้ำตาคลอแน่นอน เพราะมันอิ่มจริงๆ This is the moment... ช่วงเวลานี้สำหรับผมแล้วมันเป็นช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่สำหรับผมเหลือเกินอาทิตย์หน้าที่จะถึงนี้ผมมีซ้อมทุกวัน ผมจะต้องออกงานกับวงทั้งหมด 2 วงนั้นก็ได้แก่ TU Chorus กับการช่วยน้องร้องเพลงในงานเปิดสาขาใหม่ของ SCG Homemart สาขาสุโขทัย...ในวันเสาร์และ Concert The Mozart's Requiem ที่จะต้องร้องกับวงประสานเสียงยุวชนไทยหรือ Thai Youth Choir ในวันอาทิตย์และผมจะต้องซ้อม The Bangkok Voices อีกด้วย ในวันจันทร์และวันอังคาร (ปล. TYC เขานัดซ้อมวันอังคารถึงวันเสาร์) มันเป็นอะไรที่ใหญ่หลวงมากสำหรับผม ผมไม่รู้เหมือนกันว่าจะต้อง Set Priority อะไรเอาไว้ก่อนเพราะต่างก็สำคัญทั้งสิ้น คิดว่าน่าจะดูเป็นวันๆไปเสียแล้วว This is the moment!
This is the day, งาน Concert The Mozart's Requiem นั้นเป็นเพลง Mass ที่เอาไว้สำหรับร้องในงานพิธีศพในศาสนาคริสต์ซึ่งเป็นบทเพลงที่ยิ่งใหญ่มากผมคิดว่าอยากจะให้เพื่อนๆได้มาดูกันโดยการรีบจองบัตร...เบอร์ 02-645-2955 ต่อ 4109, 4110 ในวันจันทร์ที่ 1 นี้วันสุดท้าย ก็อยากจะให้เพื่อนๆไปร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการระลึกถึงพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระพี่นางฯกับบทเพลง The Mozart's Requiem ในวันที่ 7 นี้ด้วยกันนะครับWhen I send all my doubts and demons On their way! Every endeavor, I have made - ever - Is coming into play, Is here and now - today! This is the moment, This is the time, When the momentum and the moment Are in rhyme! Give me this moment - This precious chance - I'll gather up my past And make some sense at last! This is the moment, When all I've done - All the dreaming, Scheming and screaming, Become one! This is the day - See it sparkle and shine, When all I've lived for Becomes mine! For all these years, I've faced the world alone, And now the time has come To prove to them I've made it on my own! This is the moment - My final test - Destiny beckoned, I never reckoned, Second Best! I won't look down, I must not fall! This is the moment, The sweetest moment of them all! This is the moment! Damn all the odds! This day, or never, I'll sit forever With the gods! When I look back, I will always recall, Moment for moment, This was the moment, The greatest moment Of them all! http://www.youtube.com/watch?v=w8on1AXHnxY Link นี้จะนำท่านไปสู่ This is the moment เวอร์ชัน Barbershop ที่ไพเราะมากเหมือนกันลองฟังดูน้า สุดท้ายเรื่องที่อดจะไม่เป็นห่วงเลยก็ไม่ได้นั่นก็คือเรื่องเรียน(อย่าให้การเรียนทำกิจกรรมเสียดิ!!!) ที่จะต้องทำรายงานอีก 2 ชิ้นแล้วก็ต้องอ่านหนังสืออีกเป็นตั้งกับวิชาปรัชญาการศึกษาและจริยธรรมทางการแพทย์ ก็อดไม่ได้ที่จะต้องเป็นห่วงกับเรื่องเรียนเพราะว่าปีนี้มันปี 4 แล้วปีสุดท้ายถ้าเกิดผิดพลาดไปอาจจะต้องจบพร้อมน้องก็เป็นได้...น่ากลัวจริงๆ แต่คิดว่าก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรเพราะว่าทุกทีเราก็สามารถที่จะผ่านเหตุการณ์แบบนี้มาได้ตลอด... ยังได้แต่ภาวนาว่าความเศร้าโศกที่มีนั้นจะถูกเผาผลาญอย่างหมดสิ้นด้วยดนตรีและความสุขที่ได้ร้องเพลง ฉันกำลังจะตื่นขึ้นแล้ว เพราะว่า This is the MOMENT(of my glorious memories) August 25 Song Recommend: Sweet Memories - Olivia Ong ต้องขอขอบใจเพื่อนจ๊อบที่ทำให้ผมรู้จักเพลงๆนี้ อันที่จริงแล้วส่วนตัวเองก็ไม่ได้เป็นคนที่ชอบเพลงภาษาญี่ปุ่นสักเท่าไร แต่เห็นว่าทำนองและความหมายของเนื้อเพลงนั้นมีความหมายดี แล้วที่สำคัญก็อาจจะกำลังเข้ากับความรู้สึกของผมเองตอนนี้ ก็จึงอยากจะให้ทุกคนได้ลองฟังดูสักครั้ง รับรองได้ว่าไม่ผิดหวังอยู่แล้วเพลงแต่ละเพลงที่ผมคัดหามาให้ทุกคนได้ฟัง
Sweet Memories natsukashii itamidawa August 24 สรุปบทเรียนรู้จากกิจกรรมจิตอาสา SW411ต้องบอกตามตรงว่าหลังจากที่กลับมาจากค่ายวังขะโดะจังหวัดกาญจนบุรี นั้นผมมีแนวความคิดที่เปลี่ยนไปค่อนข้างเยอะโดยเฉพาะอย่างยิ่งการอยู่ในที่ๆดูเหมือนจะตัดขาดจากการสื่อสารและโลกภายนอก ไม่มีไฟฟ้าให้ใช้หลังจาก 6 โมงเย็นทุกคนจะต้องอาบน้ำและทำกิจวัตประจำวันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะว่าถ้าหากผ่านไปเพียงชั่วโมงเดียวก็อาจจะมองรอบข้างไม่เห็นแล้ว เป็นคืนที่มืดที่สุดในชีวิต แต่ก็เป็นคืนที่ได้ค้นพบอะไรบางอย่างที่ไม่เคยพบมาในชีวิตเช่นกัน เมื่อมองไปที่ท้องฟ้าเห็นดาวประกายระยิบระยับ เห็นทางช้างเผือกที่ทอดยาวจากอีกฟากของท้องฟ้าไปบรรจบลงเอาที่สุดขอบอีกด้านหนึ่งของท้องฟ้าอันมืดมิด และการปราศจากสัญญาณโทรศัพท์ ปราศจากการติดต่อที่วุ่นวายใดๆจากโลกภายนอกเหมือนกับว่าชีวิตของเราได้ถูกหยุดเอาไว้ในค่ายแห่งนี้ ซึ่งชีวิตนี้ผมเองไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะอยู่ได้ยังไงในโลกที่ไม่มีแม้ไฟฟ้า Notebook และ โทรศัพท์มือถือ มันก็ทำให้ผมรู้จักตนเองมากขึ้นกับการใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายและธรรมชาติอันสวยงามไร้ที่ติ ในส่วนของทักษะทางสังคมสงเคราะห์ ผมคิดว่าตอนนี้ผมคงอาจจะไม่สามารถบอกได้เป็นช็อตๆว่าใช้ทฤษฎี เทคนิค และทักษะอะไรบ้างถ้าหากว่าถ้ามีคนมาถาม เพราะว่าผมเองก็อาจจะไม่ใช่นักทฤษฎีที่จะชอบท่องจำว่าอันไหนเป็นอันไหน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันเกิดจากการสั่งสมของประสบการณ์และแนวคิดทักษะทั้งหมดที่ได้เรียนรู้มาตั้งแต่ชั้นปีที่1 ฉะนั้นการใช้ ทักษะของผมจึงรู้สึกว่ามันเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติเพราะว่ามันอยู่ในจิตใจ และจิตสำนึกของการเป็นนักสังคมสงเคราะห์ของผมแล้ว ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือว่าจะอยู่ในฐานะอะไร มันจะเป็นส่วนหนึ่งของผม ไม่ว่าจะเป็นการใช้ทักษะการสร้างสัมพันธภาพที่แน่นอนที่สุดว่าพวกเราแต่ละคน ที่มาจากต่างคณะต่างความคิดที่มารวมกันในค่ายนั้น การยอมรับความแตกต่างทางความคิดที่แต่ละคณะได้สั่งสอนและขัดเกลามาให้ออกมา เป็นบุคคลที่คณะเหล่านั้นต้องการ เราเองก็ต้องเข้าใจความแตกต่างในจุดนี้และสร้างสัมพันธภาพให้เกิดขึ้น เพื่อให้การทำงานในวันต่อๆไปไม่ว่าจะทำงานกับเพื่อนร่วมค่ายก็ดีหรือกับชาว บ้านนั้นราบรื่น รวมไปถึงการใช้ทักษะการเสริมพลังหรือ Empower ให้ เพื่อนๆในค่ายเวลาที่พวกเขาทำงานเพื่อให้พวกเขาเกิดความมั่นใจและความสุขที่ ได้ทำ เช่น ผมเองเป็นคนที่ทำกับข้าวไม่ค่อยอร่อย เมื่อเห็นเพื่อนๆน้องๆ เขานั่งทำกับข้าวกันก็เอ่ยปากให้กำลังใจเสียหน่อยผมว่าแค่นี้พวกเขาก็มีความ สุขกับการทำกับข้าวแล้ว ในการไปค่ายในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนกับการนำเอาสิ่งที่มีอยู่มาใช้ปฏิบัติ จริงและเป็นการทบทวนในส่วนของบทเรียนรู้ที่เราได้ศึกษามาแล้วอีกด้วย การไป ค่ายในครั้งนี้นอกจากจะได้การทำงานจิตอาสาแล้วผมว่ามันมีคุณค่าอะไรอีกหลายๆ อย่างที่ซ่อนเอาไว้ ซึ่งผมเองก็คงจะไม่สามารถอธิบายได้อย่างครบถ้วนหมดสิ้น เพราะว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันได้ร้อยเรียงเข้าไปอยู่ห้วงลึกของความ รู้สึกของผมแล้ว ซึ่งบางครั้งมันอาจจะไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้ มันเป็นเพียงความรู้สึกที่ทุกครั้งที่เรานึกขึ้นมาแล้วก็อดที่จะนั่งยิ้ม อยู่คนเดียวไม่ได้ (ภาพที่น้องๆโบกมือให้ตอนที่พวกเรากำลังนั่งรถออกมาจากโรงเรียน ฯลฯ) คงจะพูดได้คำเดียวว่าคงจะไม่มีวันลืมวันที่พวกเราได้ไปทำงานจิตอาสาครั้งนี้ เลย สุดท้ายนี้ต้องขอบคุณตี้ที่ทำให้พวกเราได้ไปค่ายแห่งนี้ ขอบคุณม่อนที่เป็นเพื่อนที่ดีเสมอมา หลิน ปอย โอเด็ด เราดีใจมากที่ได้ทำงานร่วมกันอีกครั้ง ขอบคุณ อ.ชไมพร ที่ออกแบบการสอนที่ผมไม่เคยเบื่อเลย ขอบคุณเพื่อนๆในค่ายทุกๆคนที่เป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำที่ดีของผม ขอบคุณมากๆครับ August 15 Au Revoir Ma Belle Soeur, พี่ฝ้าย และแล้ววันนี้วันแห่งความปิติยินดีก็ได้หวนมาบรรจบอีกครั้งในทุกๆปี สำหรับผมกับรุ่นพี่รุ่นนี้เป็นอะไรที่เรียกได้ว่าใกล้ชิดกันมากๆ คงอาจจะเป็นช่องว่างที่ห่างกันเพียงปีเดียวด้วยกระมัง ผมยังจำได้เมื่อตอนที่ผมเข้ามาปี1ใหม่ๆ ผมเป็นอย่างไรบ้างอาการเด๋อด๋ามากๆ สำหรับชีวิตในคณะนั้นผมเองก็ไม่ได้มีใครนอกจากพี่ฝ้ายพี่รหัสที่แสนจะน่ารักของผมที่ให้ความช่วยเหลือผมในเรื่องต่างๆเสมอมา (แปลกใจว่าทำไมต้องมาเปิดเพลง Build ตัวเองด้วย) ซึ่งทุกคนก็คงจะรู้ดีว่าช่วงนั้นผมแรงมากแค่ไหนในคณะ แต่ท้ายที่สุดแล้วผมก็ยังคงมีพี่ฝ้ายที่จะให้คำปรึกษาและให้ความช่วยเหลือผมอยู่เสมอๆ เปรียบเหมือนกับแสงสว่างริบหรี่ที่นำทางผมอยู่ลิบๆข้างหน้าให้ผมได้มีโอกาสที่จะเห็นทางรอบๆข้างเพื่อที่จะได้เรียนรู้สู่การเดินไปด้วยการเปล่งแสงจากตัวเองเมื่อไม่มีแสงจากพี่ฝ้ายนำทางเฉกเช่นวันนี้... เมื่อวานที่เป็นวันรับปริญญา หลายครั้งที่ผมพยายามมองหน้าพี่ฝ้าย...แล้วก็รู้สึกว่าวันเวลามันผ่านไปเร็วเหลือเกิน ผมยังจำหน้าพี่ฝ้ายได้เมื่อผมยังอยู่ปี 1(ไม่รู้พี่ฝ้ายเองจะจำวันนั้นได้เหรอเปล่า) เป็นวันแรกที่เราสองคนได้เจอกันที่หอ C อะไรสักอย่างซึ่งเป็นหอหญิง เพื่อที่พี่ฝ้ายจะให้หนังสือและ Sheet กับผม วันนั้นผมก็เดินเข้าไปพร้อมกับมองไปว่าใครหนอคือพี่รหัสของฉัน...และแล้วพี่ฝ้ายก็เข้ามาคุยกับผมและถามว่าน้องเดียร์เหรอเปล่าคะ? ผมก็ตอบว่าใช่และพี่ฝ้ายก็บอกต่อไปว่านี่พี่ฝ้ายเองนะ... จากจุดเริ่มต้นตรงนั้นผมยังจำได้ดี อ้อ เมื่อ 2 ปีที่แล้วที่เราสองคนได้มาจากท่าพระจันทร์เพื่อที่จะมาถ่ายรูปกับพี่รหัสของพี่โบว์(ที่น่ารักๆ) รู้สึกเหมือนกับว่าเรามีกันอยู่แค่นั้นจริงๆ เพราะว่าถัดจากผมไปแล้วผมก็ไม่ได้มีน้องหรือหลานหรือ...อะไรแบบนี้อีกเพราะว่าน้องเขาก็ได้มีพี่รหัสมีอะไรเป็นที่เรียบร้อยแล้วผมเองก็ไม่ได้อยากจะเข้าไปยุ่งเกี่ยว(อันนี้ก็อาจจะเป็นนิสัยเสียของผมอย่างหนึ่ง) เดี๋ยวเขาจะหาว่าเรารุ่มร่ามซึ่งผมเองก็ได้เข้าใจอารมณ์รุ่นพี่ของผมว่าทำไมถึงได้โทรมาหาน้องแค่ครั้งเดียวและไม่โทรไปอีกเลย...สำหรับน้องบางคน... นั่นแหละครับคือพวกเรามีกันอยู่แค่นี้เอง ขากลับที่เรานั่งกลับมารังสิตด้วยกัน พี่ฝ้ายหลับเก่งมากๆ พี่ฝ้ายเอนหัวมาโดนไหล่ผม ไอครั้นผมจะปลุกพี่แล้วบอกพี่ครับ...ขอโทษทีพี่... มันก็ใช่เรื่องไอครั้นจะบอกว่าพี่ฝ้ายเอนมาได้ไม่เป็นไรมันก็ใช่เรื่องอีกอ่ะครับ จริงมั๊ย ผมเลยต้องปล่อยให้มันเลยตามเลยจนกว่าพี่จะตื่นก็เกือบจะถึงแล้ว... อ้อ อีกเรื่องหนึ่งก็คือ ต้องขอบคุณพี่ฝ้ายที่มาดูผมร้องเพลงวันครูตั้งแต่เช้าทั้งๆที่ก็ไม่ได้อยากจะตื่นเช้าสักเท่าไรแต่ก็ตื่นขึ้นมาแต่เช้าเพื่อที่จะมาดูผมอันนี้ก็ต้องขอบคุณมากนะครับพี่ฝ้าย อยากจะบอกพี่ฝ้ายว่าวันนั้นเป็นการร้องเพลงคอรัสครั้งแรกของผมเลยล่ะ!!! ถึง แม้ว่าบางครั้งเราอาจจะไม่ค่อยได้ติดต่อกันสักเท่าไรแต่อยากจะให้พี่ฝ้ายจำไว้ว่ายังไงพี่กับผมก็เป็นพี่น้องกันเสมอ ต้องขอบคุณที่พี่ฝ้ายโทรมาหาผมเพราะว่าเบอร์พี่ฝ้ายเปลี่ยนไปแต่เดิมเมื่อไรก็ไม่ทราบผมเองก็ไม่ค่อยสบายใจเหมือนกันเพราะว่าผมเองโทรไปหา(เบอร์เก่า)พี่ฝ้ายแล้วไม่ติดตลอดก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะติดต่อพี่ฝ้ายได้อย่างไรก็ได้คุยกับพี่ฝ้ายครั้งล่าสุดก็คือพี่ฝ้ายโทรมาหา อยากจะบอกพี่ฝ้ายว่าผมพยายามโทรหาพี่ตลอดเลย แต่ก็รู้สึกแย่ทุกครั้งที่โทรไม่ติด... แต่ก็ไม่เป็นไรอย่างน้อยที่สุดเราก็ได้คุยกันอีกครั้งก่อนที่จะต้องจากกัน เวลามันช่างผ่านไปเร็วเสียเหลือเกินไปๆมาๆพี่ฝ้ายก็จบแล้วและผมก็ปี 4 แล้ว... รู้สึกสลดเล็กน้อยนี่หรือปลายทางที่เราจะต้องเดินมาถึงอีกไม่นานนี้ ผมบอกตามตรงว่ายังทำใจไม่ได้เล็กน้อย เมื่อได้มองไปที่หน้าพี่ฝ้ายแล้วรู้สึกว่า...เราจะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว... เวลาเดินไปในมหาลัยจะไม่ได้เจอพี่ฝ้ายอีกแล้ว... รู้สึกสลดไม่น้อย ยังอยากจะย้อนเวลากลับไป ถ้าย้อนเวลากลับไปได้อยากจะไปหาพี่ฝ้ายบ่อยๆ คุยกับพี่ฝ้ายบ่อยๆ แต่ดูเหมือนว่าเมื่อวานนี้จะเป็นวันที่พี่ฝ้ายมีความสุขผมเองก็ไม่ได้อยากจะทำให้บรรยากาศมันเสียก็ผมก็พยายามอดกลั้นน้ำตาเหล่านั้นไม่ให้ไหลออกมา(ตอนนี้ผมปล่อยมันได้แล้ว...) อยากจะกอดพี่ฝ้ายสักครั้งไม่รู้สิ... มันเป็นความรู้สึกเสียใจปนปลื้มปิติยังไงก็ไม่รู้ แต่คิดว่าทุกคนก็น่าจะเข้าใจมันได้ไม่ยาก... กับจุดจบนี้...แน่นอนว่าทุกจุดจบย่อมมีจุดเริ่มต้นตามมาเสมอ ผมคงไม่อาจจะเริ่มต้นใหม่ได้โดยปราศจากความรักและความหวังดีจากทุกๆคน ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานสักเท่าไร อยากจะบอกกับพี่ฝ้าย เสมอว่าพี่ไม่เคย ละทิ้งผมเลย ฟังๆดูก็อาจจะเว่อร์ไปหน่อย ทุกอย่างยังคงจะอยู่ในใจเราตลอดไป รักพี่ฝ้ายน้า |
|
|