The RhyThm's profileThe RhyThm® SeriesPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
August 08 ตัวแทนบัณฑิตนำร้องเพลง...(Series รับปริญญาตอน 2) สวัสดีกันอีกครั้งหนึ่งนะครับ แหม วันนี้ก็มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายเหมือนกันครับก็จะเอาประสบการณ์ของการรับปริญญา(รวมถึงการซ้อมรับด้วย) มาร่วมแบ่งปันกันนะครับ เพื่อให้เป็นเยี่ยงอย่าง ม่ายยช่ายยย! เป็นตัวอย่างสำหรับน้องๆรุ่นต่อๆไปด้วยนะครับ... วันนี้ทางที่คณะเขาก็ได้พูดถึงเรื่องตารางเวลาเอาไว้อย่างคร่าวๆจากการซ้อมแยกคณะแล้วครับ ผมก็ไปตรงเวลาเป๊ะ(อันนี้ไม่ต้องสงสัยว่าที่ไปตรงเวลาได้ก็เพราะว่าคุณพ่อขับรถไปส่งครับไม่งั้นก็คงไม่ไหวเหมือนกันครับ) 10:00 ครับ เมื่อดูจากตารางแล้วเราจะได้เข้าไปจริงๆก็ประมาณ 10:30 ครับ ก็ไม่เป็นไรครับถือซะว่าเข้าไปเจอและทักทายเพื่อนๆก่อนครับ ก่อนที่พวกเราจะัตั้งแถวแล้วก็เดินเข้าไปครับ เมื่อเข้าไปถึงที่หอประชุมใหญ่พวกเราก็สังเกตุได้ว่าเวลามันรอมาเนิ่นนานมากแล้วครับเพราะว่ากรุพที่เขาซ้อมก่อนเรานั้นเขาช้าครับก็ Late มาประมาณ 30 นาทีครับ จากนั้นพวกเราก็ได้ทยอยเดินลงไปลองซ้อมรับด้านล่างครับ ซึ่งในคราวนี้เป็นสถานที่จริงแล้วครับ คณะสังคมสงเคราะห์นั้นนั่งอยู่บนชั้น 2 ครับ มุมสุดเลยด้วยครับ เพราะว่าคณะสังคมสงเคราะห์เป็นคณะสุดท้ายของการรับพระราชทานปริญญาบัตรในช่วงเช้าครับ เมื่อพวกเราได้ลงไปซ้อมในครั้งแรกผมก็ได้ต้องไปซ่อมในด้านหลังครับเพราะว่าเอางานไม่สวยครับ ก็ไม่เป็นไรครับ สามารถแก้่ัตัวได้ในรอบ 2 ครับ ผมก็ทำได้ดีขึ้นก็ไม่ต้องไปรับซ่อมแล้วครับ เมื่อพวกเราซ้อมกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ออกมาด้านนอกครับ ผมจำได้ว่าผมเสร็จจากการซ้อมออกจากหอประชุมประมาณ 13:00 ครับ ผมยังเหลือเวลาอีกประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนที่จะต้อง Audition (จะว่าไปมันก็ไม่ได้อออะไรมากมายครับ) ในการเป็นตัวแทนร้องเพลงเป็นต้นเสียงในการร้องเพลงประจำมหาวิทยาลัยและเพลงสรรเสริญพระบารมีครับ ผมมาถึงที่ห้องประชุม หลังเวทีหอประชุมใหญ่ก่อนเวลา Audition ประมาณ 30 นาทีครับ ที่มานั่งรอเพราะว่ามันเย็นดีครับแอร์เย็นมาก ผมเองก็ไม่ค่อยจะเข้าใจเหมือนกันครับว่า สภาพอากาศช่วงนีึ้ไม่รู้ว่ามันเป็นอย่างไรครับ ร้อนมากผิดปรกติครับ และระหว่างที่ผมนั่งรอนั้นก็มีเพื่อนสนิทผมในชุมนุม TU Chorus นั่นก็คือ ณุ ครับ ณุเป็นนักร้องลูกทุ่งแต่เมื่อมาร้องเพลงประสานเสียงแล้วเขาก็ได้จัดว่าเป็นนักร้องเสียง Tenor ครับ และแล้วพี่ๆเจ้าหน้าที่ก็ได้เปิดประตูเข้ามาครับแล้ว "ตา้อ้อน" ก็ได้มาชี้แจงถึงเกณฑ์ต่างๆในการให้คะแนน รวมไปถึงคำแนะนำที่มีคุณค่าครับ ซึ่งการ Audition จะแบ่งออกเป็น 2 อย่างครับก็คือ เป็นตัวแทนนำร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีกับตัวแทนในการกล่าวคำปฏิญาณครับ ซึ่ง Candidate ในการร้องเพลงของผมก็มี 4 คนครับ แต่ดูเหมือนว่าตัวเต็งจะเป็นผมกับณุเนี่ยแหละครับ ผมเข้าไปในห้องประชุมเป็นคนรองสุดท้ายครับ ก็ตื่นเต้นเลยทีเดียวก่อนที่เราจะเข้าไปเราก็จูน Key เอาไว้แล้ว เหตุผลที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยจะถูกใจทั้งผมและณุ(ที่มีความถนัดไม่เหมือนกัน) นั่นก็คือเขาต้องการให้ร้องเพลงยูงทองด้วยคีย์ต่ำเท่าที่จะต่ำได้เพราะว่าการที่คนร้องนำเพลงยูงทอง(ร้องเปล่าๆไม่มีดนตรี)นั้นถ้าเกิดว่าเริ่มด้วยคีย์สูงนั้นจะทำให้ผู้่หฺญิงและผู้ชายเสียงค่อนข้างต่ำร้องไม่ได้ครับ ส่วนเพลงสรรเสริญพระบารมีก็เป็นการร้องกับ Track ครับ ซึ่งเป็น Original Key ก็คือ Key Eb(E Flat) ซึ่งผมก็นับว่ามันก็สูงใช่ย่อยสำหรับคนทั่วๆไปแล้วก็ผมด้วยครับ(แต่สำหรับ Tenor อย่างณุล่ะของชอบ) เมื่อผมเข้าไปนะครับ ก็เจอคณะกรรมการเป็นอาจารย์จากคณะต่างๆรวมไปถึงอ.แช็ต(อ.รุ่นพี่คณะผมด้วย) ก็อึ้งๆเหมือนกันครับ ก็เริ่มเพลงแรกด้วยเพลงสรรเสริญพระบารมีครับ ไม่รู้ว่ามันขึ้นเมื่อไรก็ตระครุบไปตามเรื่องล่ะครับเ้พราะว่าเป็นการร้องกับ Track ครับ (คิดในใจเวรละ Key ที่กรูตั้งเอาไว้หายเกลี้ยง) ส่วนเพลงยูงทองครับที่เป็นการร้องสด ตาอ้อนก็บอกว่าเพื่อความเป็นธรรมแกจะเป็นคนตั้งคีย์ให้(ซึ่งมันต่ำมากกก) (สำหรับณุแล้วมันแย่เอามากๆเลยครับเพราะดูเหมือนแกจะร้องเสียงต่ำๆได้ไม่ค่อยดี) แต่ผมนี่ของโปรดเลยครับด้วยความเป็น Baritone แบบนี้ ก็ออกมาครับ แล้วก็มีเพื่อนคนสุดท้ายเข้าไปครับ จากนั้นก็เป็นการรวมคะแนนครับ โอยย ตื่นเต้นนนน(มากๆ) พอคณะกรรมการรวมคะแนนและพูดคุยเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ให้ทุกคนเข้าไปครับโดยที่จะประกาศผู้นำกล่าวคำปฏิญาณก่อนครับก็ได้เป็นเพื่อนคณะนิติศาสตร์ครับ ส่วนตอนประกาศนำร้องเพลงก็ลุ้นกันตัวโกร่งครับเพราะว่าเขาชอบทำให้ตื่นเต้น ตัวจริงก็เป็นผมครับ เย่ๆ เขาก็พูดเกี่ยวกับการร้องของผมเขาบอกว่าผมร้องได้ค่อนข้างกลางๆค่อนๆไปดีทั้งสองเพลง แต่ข้อติติงก็คือการที่ผมชอบร้องไปแล้วก็โยกตัวทำหน้าไปด้วย(มันชินกับการ Performing ครับ) ส่วนณุเพื่อนผมนี่ได้่รับคำชมมากเกี่ยวกับเพลงสรรเิสริญพระบารมีครับ สงสัยจะร้องได้เพราะมากก็คงจะจริงแหละัครับ อันนี้ก็ให้ Credits กันไป หลังจากที่ได้แยกย้านกันแล้วทางพี่ๆกองบริการนักศึกษาก็ได้พาผมกับเพื่อนอีกคนที่้เป็นตัวแทนชื่อ ต้น คณะนิิติศาสตร์ครับ ก็ได้ไปนั่งที่จริงครับ ก็คือที่สองที่นั่งหน้าสุดริมซ้ายสุด(แบบว่าอะไรจะ Grand ปานนั้น) พวกคณะที่ซ้อมตอนบ่ายก็ซ้อมกันไปครับ ผมก็ไปตรงนั้นแล้วก็นัดแนะครับ ถามถึงคิวกันได้อยู่นานเลยครับ พวกที่เดินก็ไปก็เดินครับ ผมก็นั่งคุยอยู่กับพี่ๆเขาเรื่องคิวและรายละเอียด ปรากฏว่าผมต้องร้องสรรเสริญพระบารมี 3 รอบ คือรอบแรก ที่ท่านเสด็จมาถึง 1 รอบ จากนั้นเมื่อท่านให้โอวาท 1 รอบ และ เสด็จกลับ 1 รอบบบ แล้วก็ร้องยูงทอง 1 รอบบบบ โอยย ดูเป็นพิธีการมากๆเลยครับ และเมื่อผมรับปริญญาแล้วผมก็ต้องรีบบบบ วิ่งมาที่นั่งผมด้านหน้า เตรียมตัวร้องครับ แล้วแบบว่าคณะผมรับท้ายสุดแล้วก็ผมก็คนท้ายๆด้วยครับ งานเข้าแล้วครับงานนี้ ไอครั้งจะตัดตรงกลางก็ไม่งามครับ อาจโดนได้ ก็ต้องเนียนๆแล้วก็ซิ่งออกมาด้านข้างครับ พรุ่งนี้คงจะได้รู้กันว่าเป็นอย่างไร... โปรดติดตามตอนต่อไป... August 07 ซ้อมรับปริญญา...ไม่เคยนึกเลยว่าจะยากขนากนี้(Series รับปริญญาตอน 1) จะเห็นได้ว่าช่วงนี้นั้นผม Update Spaces ของผมบ่อยเหลือเกิน ก็แน่ล่ะครับมันมีเรื่องที่เกิดขึ้นกับผมมากมายเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่พจะไม่พูดถึงไม่ได้เลยสำหรับวันนี้ก็คือ การซ้อมปริญญาของแต่ละคณะครับ ซึ่งคณะผมก็นัดเอาที่หอประชุมเล็ก(ศรีบูรพา) ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ครับ อยากจะบอกว่าวันนี้ความรู้สึกเหมือนงานรวมญาติ(คณะ)ขนาดย่อมๆเลยทีเดียว บางคนที่ผมไม่ค่อยได้เห็นนานงานนี้ก็ได้เจอครับ แต่ก็รู้ึสึกแปลกๆเหมือนกัน... อาจจะเป็นเพราะว่าผมไม่ได้มีเพื่อนสนิทอยู่ในคณะเลย นอกจากพวกม่อนกับเน อันนี้ผมก็ทราบดีครับ เพราะว่าที่ผ่านๆมานั้นผมทุ่มทุกสิ่งทุกอย่างให้กับชุมนุมมันก็ไม่แปลกที่ผมจะรู้สึกโหวงๆ กับเพื่อนในคณะ เพื่อนๆส่วนใหญ่ในคณะจะรู้จักผมเพรา่ะว่าความ "แรง" และวีรกรรมที่ผมเคยสร้างเอา่ไว้ให้ประจักษ์ตอนปี 1 นั้นผมหวนกลับไปคิดทีไรล่ะแหม ขนลุกทุกทีเลยทีเดียว... เช้าวันนี้เป็นวันที่ผมตื่นเช้ามาอีกวันหนึ่ง ไม่ใช่เพราะผมขยันหรือผมเป็นคนที่ตื่นเช้าโดยปรกติหรอกครับ ผมตื่นด้วยโทรศัพท์ปลุกของเพื่อนของผม(ที่มีอยู่อย่างน้อยนิด) นั่นก็คือ พิษณุ TU Chorus นั่นเอง แกโทรมาเกี่ยวกับเรื่องเพลง Bye Noir ที่ได้ทำเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แล้ววันนี้เขาก็ให้ผมนั้นไปเจอเพื่อที่จะได้นำเพลงไปซ้อมก่อนออกงาน(ผมเ้องก็อยากรู้เหมือนกันว่าเพลงมันจะออกมาแนวไหน) มันก็บอกว่าทำไมผมยังไม่ตื่นอีกไม่มาซ้อมรับปริญญาหรอ ผมก็สวนไปว่า "กรูซ้อมบ่ายโมงเว่ย! แม่...x โทรมาปลุกกรูแต่เช้าเลย" แล้วก็นัดที่จะเจอกันในช่วงเย็นที่ MBK เพื่อที่ผมจะเอาเพลงกับไปดูหนังเรื่อง G.I. JOE กับมัน เมื่อผมเตรียมตัวและออกจากบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ได้นั่งรถไปที่ท่าพระจันทน์ ผมก็เอาของไปเก็บที่ห้องชุมนุมฯที่ท่าพระจันทร์ก่อน ก่อนที่จะลงไปเพื่อซ้อม โชคดีที่คณะผม(คณะสังคมสงเคราะห์) อยู่ใกล้กับหอประชุมเล็ก(ศรีบูรพา)พอดี ก็เลยได้พบเจอกับเพื่อนๆหลายๆคนครับ ก็ได้ทักทายกันพอชื่นใจ บางครั้งเห็นพวกเพื่อนๆมันสนิทสนมกลมเกลียวกันเราเองก็รู้สึกแปลกๆ(โหวงๆ) เหมือนกันเพราะว่าผมเองก็ไม่ได้มีเพื่อนสนิทในคณะสักเท่าไร เมื่อผมได้เจอกับม่อนและเนแล้วพวกเราก็ได้เข้าไปในหอประชุมเล็กตามที่ๆเขาได้จัดเอาไว้แล้ว ก็เข้าไปครับ ผมกัีบม่อนได้ที่นั่งหลังสุดเลยครับ หลังสุดของหอประชุมเล็ก งานนี้เมื่อพวกเราทุกคนได้เข้ามาเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ได้มีการเปิดวิดิทัศน์สาธิตเกี่ยวกับการรับพระราชทานปริญญาบัตร และมันก็มีคำอยู่คำหนึ่งซึ่งผมรู้สึกว่าเป็นคำแปลกใหม่มาก นั่นก็คือคำว่า "เอางาน..." มันเป็นอย่างไรนั้นน่ะหรอครับ มันก็ืคือการแสดงความเคารพก่อนที่เราจะรับพระราชทานจากพระหัตถ์ขององค์ประธานนั่นเองครับ เมื่อเราได้ดูจบแล้วคราวนี้ก็คือคราวของพวกเราแล้วครับ ผมนั่งหลังสุดก็เลยมีโอกาสได้เม้าได้ Comment คนอื่นไปเ้ยอะเหมือนกันครับ แต่ิพอถึงตาผมแล้วคิดในใจ "กรูจะเป็นอย่างนั้นมั๊ยว๊าาา" ครั้งแรกก็รู้สึกตื่นเต้นแล้วก็เก้ๆกังๆยังไงชอบกลครับ มันดูเกร็งๆแปลกๆครับ เวลาลองซ้อมอยู่บนที่นั่งในหอประชุมฯ ก็ทำไ้ด้ที่หว่าแต่พอไปยืนสถานที่จริงอะไรต่อมิอะไรก็ลืมไปหมดเลยครับดูเด๋อๆด๋าๆ ครั้งแรกนี่แย่สุดเลยครับ เขาบอกว่าเมื่อรับแล้วก็ให้ถอยหลังมา 45 องศา 2 ก้าว ผมระแวงจัดครับถอยสั้นๆรัวๆเลยครับ ก็ทีใครทีมัน แต่พอครั้งที่สองกับที่สามก็รู้สึกสบายขึ้นครับ ยังไงก็เอาไว้ค่อยดูอีกทีก็แล้วกันนะครับว่าวันจริงจะเป็นอย่างไรครับ แต่ผมก็ต้องบอกก่อนเลยนะครับว่ามันไม่ได้ง่ายอย่างที่ผมเคยคิดครับ แล้วงานนี้นะครับ ถ้าว่าเกิดพลาดล่ะก็...คงไม่ต้องสืบอ่ะนะครับว่าผมจะเป็นยังไงมั่ง พรุ่งนี้จะเป็นการซ้อมรวมครั้งแรกครับ อันนี้ก็จะได้ไปบนสถานที่จริงครับ นั่นก็คือที่หอประชุมใหญ่นั่นเอง ผมก็ได้แต่หวังว่าทุกอย่างจะดีขึ้นและนอกจากนั้นนะครับ ยังมีการ Audition คนนำร้องเพลงมหาลัยฯ(ยูงทอง) และเพลงสรรเสริญด้วยครับ อันนี้ก็ถึงเวลาที่ผมจะต้องลุยอีกแล้วครับก็ได้แต่หวังว่าได้อ่ะนะครับ แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไรครับไม่ได้่ไม่เสียอยู่แล้วววว โปรดติดตามตอนต่อไป.... August 06 "เวลา..." (แห่งความทรงจำ) คงจะเป็นอีกครั้งที่ผม
อยู่ว่างๆจึงได้มีโอกาสที่จะได้คิดทบทวนถึงสิ่งต่างๆที่ผ่านมาอีกครั้ง
หัวข้อในประเ็ด็นทีผมจะพูดถึงในวันนี้ก็คือเรื่องของ "เวลา..."
เมื่อไม่นานมานี้ผมมีความสนใจเกี่ยวกับประเด็นเกี่ยวกับปรัชญาในกรณีร่วม
สมัยหรือการนำปรัชญามาใช้ในการตอบคำถามเกี่ยวกับเทคโนโลยีหรือสิ่งที่มนุษย์
สงสัยหรือกำลังจะดำเนินไปและเกิดขึ้นในอนาคต
วันนั้นเป็นวันที่ผมว่างผมจึงได้ไปหาหนังสืออ่านที่หอสมุดปรีดีฯ
ที่ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ ผมก็ได้พบหนังสือที่พูดเกี่ยวกับ "เวลา..."
ในแง่ของปรัชญาและวิทยาศาสตร์
แต่เสียดายที่ผมไม่ได้จำว่าหนังสือเล่มนี้ชื่ออะไร
ผมอ่านตั้งแต่ต้นจนจบภายในเวลา 3 ชั่วโมง (ประมาณ 180 หน้า)
หลายๆคนอาจจะคิดว่าผมอ่านช้า
ก็คงจะใช่ครับเพราะว่าผมต้องใช้เวลาในการหยุดคิดตามอยู่เป็นระยะๆ
เพราะว่าเขาจะพูดถึงทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับ "เวลา..."
ที่นักวิทยาศาสตร์ในยุคต่างๆได้ให้ความคิดเห็นหรือได้บรรยายเอาไว้
ซึ่งก็หมายรวมไปถึง ไอแซค
นิวตัน(ความจริงก็มีนักวิทยาศาสตร์ที่เก่ากว่านั้นแต่ผมจำไม่ได้)
มาจนถึงยุคปัจจุบันอย่างเช่น อัลเบอร์ก ไอน์สไตน์ สุดยอดอัจฉริยะ
ที่ได้คิดค้นสูตรทางฟิสิกส์ที่ปฏิวัติความคิดทางฟิสิกส์ของนักวิทยาศาสตร์
ทศวรรษนี้...
สิ่งที่ผมได้อ่านเจอในช่วงสุดท้ายและทำให้ผมนั้นรู้สึกถึงความเข้าใจและลุ
ถึงประโยชน์ของการบริหารเวลาซึ่งผมจะพูดจากความทรงจำโดยสรุปของผมนั่นก็คือ
"มันคุ้มกันไหม...
กับการที่เราขับรถเร็วขึ้น10-20กิโลเมตรต่อชั่วโมงเพื่อที่จะถึงที่หมายให้
เร็วขึ้นอีกเพียงแค่ 10 นาที แต่ต้องแลกมาด้วยความปลอดภัยของชีวิต..."
แน่นอนที่สุดครับคือเราไม่ควรที่จะแลกความปลอดภัยของชีวิตเรากับการที่จะ
ึถึงที่หมายให้เร็วขึ้นเพียงเล็กน้อย... มนุษย์เราทุกคนนั้นมี เวลาเท่าๆกัน เวลาที่ำกำลังเดินอยู่นี้ก็เดินอยู่ไปพร้อมๆกัน ส่วนตัวผมนั้นผมคิดว่าคงจะเป็นไปไม่ได้ในแง่วิทยาศาสตร์ที่เราจะสามารถหยุด เวลาและย้อนเวลาได้ (เพราะว่าถ้าหากว่าเราต้องการจะหยุดเวลา เราต้องเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่าแสง...ซึ่งในวิทยาศาสตร์ในตอนนี้ไม่ สามารถเป็นไปได้ และถ้าหากว่าเราต้องการจะย้อนเวลา เราก็จะต้องเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่เหนือแสง ซึ่งเป็นไปไม่ได้มากกว่าการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่าแสงเสียอีกเพราะว่า แสงเป็นสิ่งที่เคลื่อนที่ได้เร็วที่สุดในจักรวาลแล้ว...) แต่เราสามารถที่จะย้อนเวลาได้เสมออย่างน้อยๆก็ในความทรงจำของเราซึ่งผมก็คิด ว่ามันก็เป็นสิ่งที่ดีกว่าการที่เราจะกลับไปแก้อดีตที่เราได้ทำเรื่องผิด พลาดลงไป เพราะว่าการที่เราสามารถที่จะย้อนเวลากลับไปแก้ไขนั้นมันจะทำให้เกิดสิ่งที่ เรียกว่า The Butterfly Effect หรือ "ผีเสื้อกระพือปีก กระเทือนถึงดวงจันทร์" ถ้าเราได้ทำ(หรือไม่ทำ) อะไรมันจะส่งผลต่อสิ่งอื่นๆ(สิ่งแวดล้อมรอบๆตัวเรา)เสมอ... ฉะนั้นคุณค่าของการกระทำ(คิดก่อนทำ) มันจะยังคงมีผลต่อมวลมนุษยชาติและทุกๆสิ่ง(มุมมองเรื่องเกี่ยวกับ Ethics) ต่อไป เพราะถ้าหากเราสามารถแก้ไขในเรื่องต่างๆได้ด้วยการย้อนเวลากลับไป มันคงจะวุ่นวายและเราอาจจะต้องบัญญัติความคิดและกระบวนทรรศเกี่ยวกับการให้ คุณค่าดีชั่ว ถูกผิด ความดีความงามทั้งหมดใหม่... ฉะนั้นก่อนที่เราจะทำอะไรลงไปจึงต้องคิดก่อนว่าจะส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้ อื่นอย่างไร เพราะว่าถ้าหากทำลงไปแล้วเกิดผลเสียตามมาขึ้น เราก็จะได้ความทรงจำ(อันเลวร้าย) ติดอยู่ในหัวของเราและเป็น Time Machine ส่วนตัวแบบไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีไฮเทค ติดตัวเราตลอดไป เช่นกัน ถ้าหากเราทำสิ่งที่ดีงามและมีคุณค่าต่อตนเองและผู้อื่น มันก็จะยังคงติดอยู่ในความทรงจำของเราตลอดไปเ่ช่นกัน... อนึ่ง ผมจะรับประราชทานปริญญาบัตรในวันที่ 13 สิงหาคม ที่จะถึงนี้ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในโอกาสนี้ก็ขอเิชิญ ทุกๆท่านมาร่วมแสดงความยินดีและถ่ายภาพเป็นที่ระลึก(แห่งความทรงจำ) ในวันดังกล่าว ผมจะขอบคุณเป็นอย่างยิ่งครับ August 03 สิ่งที่เกิดขึ้นในรอบ(หลาย)วันนี้... สวัสดีครับทุกคนเป็น
อย่างไรกันบ้างครับ
ไม่ได้เจอกันแป๊บเดียวเองแต่ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับผมมากมาย
ผมบอกตามตรงว่าผมคิดถึงที่นี่แ้ล้วก็ทุกๆคนที่นี่มากเลยครับ
เพราะมันเป็นที่ที่เราได้พบกันแล้วก็ได้รับรู้ถึงชีวิตและความเปลี่ยนแปลง
ของผม
ในขณะเดียวกันผมเองก็อยากที่จะติดตามความเคลื่อนไหวของทุกคนเหมือนกัน
แต่อย่างที่ทราบๆกันว่าสมาชิกในระบบ Social Network ของ MSN Spaces
นั้นลดน้อยลงทุกทีๆ แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะว่าถ้าหากคุณยังได้อ่าน Spaces
ของผมนี้แปลว่า ผมก็ยังมีพวกคุณอยู่เช่นกัน... กรูมาเอาคืนใน Gospel Spiritual ผมคิดไ่ม่ออกว่าผมจะ เริ่มพูดจากเรื่องอะไรก่อนดีครับเพราะว่ามันมีเรื่องที่เกิดขึ้นกับผมมากมาย เลย เริ่มจากเรื่องแรกก่อนก็แล้วกันครับ นั่นก็คือเรื่องที่ผมได้มีโอกาสไปแข่งขันขับร้องประสานเสียงที่พัทยาในงาน 2nd International Choral Festival ที่จัดโดยองค์กรที่เกี่ยวกับการขับร้องประสานเสียงระหว่างประเทศที่มีชื่อ ว่า Festamusicale ครับใน จุดเริ่มต้นของงานนี้ก็คือท่านอ.คุณหญิงมาลัยวัลย์ นั้นได้แนะนำให้พวกเรามาแข่งขันรายการนี้หลังจากที่พวกเราชอกช้ำจากการแข่ง ขัน 2nd Asian Choir Games ที่ประเทศเกาหลีที่โดนยกเลิกไป เพื่อไม่ให้เพลงที่พวกเราทุ่มซ้อมกันอย่างหนักนั้นเสียเปล่าครับ ในรายการนี้ก็มีพวกวงน้องๆ เช่น BCC Glee Club และ วงจุฬดาร์ ที่ก็มาแข่งในรายการนี้เหมือนกันครับ แต่ดูท่าทางแล้วงานนี้คุณหมอของพวกเราจะรู้สึก Chilled Chilled กับงานนี้เป็นอย่างยิ่งเพราะว่าพวกเราซ้อมเพลงเหล่านี้มามากมายแล้วก็แค่ไป ร้องให้เหมือนกับที่พวกเราซ้อมกันมาก็ถือว่าเยี่ยมยอดแล้วครับ ผมได้ออกจากกทม.มากับรถคุณหมอ(กิตติพร)ซึ่งมีน้องมนตรีและน้องขิงนั่งมาเป็น เพื่อนร่วมทางด้วย ระหว่างเดินทางผมก็ได้ใข้มือถือ N78 ของผมช่วยคุณหมอนำทางไปอีกแรงหนึ่งครับ และแล้วเมื่อพวกเราถึงโรงแรม Mountain Beach ที่พัทยาก็ดึกแล้วเหมือนกันครับประมาณ 3 ทุ่ม พวกเราก็มีโอกาสได้เล่นเกมไพ่ Bridge กับพวกพี่ๆในวงก็ทำให้พวกเราสนุกแล้วก็มีความสุขกันก่อนนอนครับ ยอมรับว่าตะโกนแหกปากไปมากเหมือนกันครับ เมื่อพวกเราตื่้นขึ้นมาในตอนเช้าในเวลาประมาณ 7:00 ยอมรับว่าเมื่อคืนที่พวกเราเข้านอนกัน(ตี2) นั้นมันดึกมากๆตื่นมาแบบงัวเงียครับ จากนั้นก็ลงไปทานข้าวเช้าที่โรงแรม อันนี้ผมอัดไปเต็มที่เหมือนกันครับ ชอบใส้กรอกกับแฮมมากมายครับเลยซัดไปหน่อย เมื่อพวกเราถึงสถานที่แข่งนั่นคือโรงแรม Ambassador จอมเทียน ก็เข้าไปวอร์มเสียงแล้วก็เปลี่ยนชุดกันนิดหน่อยครับ อีกทั้วซ้อมเพลงทั้งหมดครับ เพื่อความมั่นใจอีกครั้งครับ พวกเราเข้าไปแข่งขัน 2 Category ครับ ก็ได้แก่ Mixes Voice อันนี้ก็คล้ายๆกับ Mixes Chamber ที่เราไปแข่งที่จาร์กาตาครับ และ Gospel Spiritual พวกเราก็แข่งในช่วงแรกครับ ซึ่ง 2 เพลงนั้นก็ได้แก่ เพลง Plaudite Manibus ที่พวกเราก็ทำกันได้ดีอย่างสม่ำเสมอครับ แรงและเข้มแข็งใน Style The Bangkok Voices ครับ ส่วนอีกเพลงนึงก็คือเพลงที่พวกเรานั้นไม่ค่อยจะมั่นใจ(ชอบ)กันเสีบเท่าไร เพราะว่าไม่ได้ซ้อมมาหลายเดือนแล้ว อีกทั้งมันก็ยังเคยล่มใน Concert ก่อนไปเชียงใหม่ Choral Showcase มาแล้วด้วย นั่นก็คือเพลง Aleluia ของ Thomson ซึ่งก็ยอมรับว่ามันเป็น Standard Repetoire ครับอีกทั้งคุถณหญิงก็แนะนำมาว่าให้ร้องก็เลยต้องจัดไปครับ พวกเราก็ร้องกันได้ไม่ค่อยดีสักเท่าไรครับสำหรับเพลงนี้ พอเดินออกมาจากห้องแข่งก็รู้สึกค่อนข้างแย่ครับ แต่ละคนหน้าตาไม่ไหวแล้วผมก็เดินเข้าไปหาพี่น้อง Bass ที่รักทุกท่าน พี่ต้นและพี่โด่ง ผมก็บอกพี่ซัดแหลกเลยนะพี่โยกเต็มที่เลย จัดปายยย!!! พอเดินเข้าไปในห้องผมก็เก็บเอาความแค้นทุกอณูมาลงใน Gospel Spiritual ครับ ก็เริ่มเพลงแรกด้วย The Battle of Jericho ของ Moses Hogan อยากจะบอกว่าเต็มที่โยกกันเต็มอารมณ์ Peak ครับ.... จากนั้นก็เป็นเพลงแรงอีกเพลงหนึ่งนั่นก็คือ Wade in the water ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นเพลง Spiritual ที่พวกเราร้องกันดีที่สุดในปีนี้แล้วครับ ก็ร้องได้สวยงามและไม่มีที่ติครับ ผมชอบเพลงนี้จริงๆเลย และก็จบด้วย Music Down in my Soul ครับ ก็เป็นเพลงดั้งเดิมของพวกเราครับ ก็ร้องกันด้วยจิตวิญญาณ ทุกๆโน้ตที่เราเปล่งออกไปครับ สิ่งที่น่าประทับใจก็คือ เมื่อพวกเราร้องเสร็จมีเสียงปรบมือดังสนันจากทั้งด้านนอก(พวกน้องๆเด็ก BCC) และด้านในที่เป็นชาวต่างชาติและวงอื่นๆครับ พวกเราทำกันได้ดีมากๆเลยครับ ออกมาจากห้องที่จัดแข่งด้วยความประทับใจพร้่อมกับความคิดในหัวผมว่า..."กรู มาเอาคืนใน Spiritual" พวกเราก็ได้เหรียญทองมา 2 เหรียญ จากทั้ง 2 ประเภทครับ ก็นำความชื่นชมยินดีกับพวกเรามากเลยครับ... เพื่อนคู่กายใหม่ของผม... ทั้งเรื่องความต้องการของผมหลังจากที่ผมเรียบจบแล้วผมก็ คิดว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้คอมพิวเตอร์ Notebook ของผมอีกต่อไป ผมจึงตัดสินใจขาย Dell Inspiron 1525 ให้กับพี่จืด(พี่ในวง The Bangkok Voices) ในราคาที่ค่อนข้างถูก... เพื่อที่จะไปซื้อ Netbook ครับ อิอิ เหตุผลที่ผมต้องการใช้งาน Netbook นั้นเพราะว่าผมไม่ต้องการที่ีจะแบก Notebook เครื่องหนักๆของผมอีกต่อไปครับเพราะว่าที่ผ่านๆมาผมก็ไม่มีความจำเป็นที่จะ ต้องใ้ช้ CPU Dual Core แรงๆ้เพื่อที่จะตัดต่อภาพหรือแปลงไฟล์หนังใหญ่ๆต่างๆ ผมจึงตัดสินใจที่จะขายแล้วนำไปซื้อ Netbook เพื่อสนองตอบต่อการใช้งานของผมที่เน้นการใช้งาน Internet และการพิมพ์งาน Office นอกสถานที่ ฉะนั้น Netbook คือคำตอบของผมในตอนนี้ครับ เมื่อศุกร์ที่ 31ที่ผ่านมา หลังจากที่ผมนำ Notebook ของผมไปให้พี่จืดและได้รับเงินมาแล้วผมกับมี๋แก้วก็รีบดิ่งกันไป พันธุ์ทิพย์พลาซ่า กันครับ อันนี้ผมยอมรับว่าดูมาหลายๆรุ่นครับ แต่พอมาดูตัวจริงแล้วก็ไม่ค่อยจะถูกใจสักเท่าไรครับ มาถูกใจเอาตัวที่แพงกว่าที่ตั้งงบเอาไว้ครับ นั่นก็คือ Acer Aspire One A751 ครับ รุ่นนี้เป็นรุ่นล่าสุดของ Netbook จาก Acer ครับเป็นรุ่นที่พัฒนาต่อยอดมาจาก Aspire One รุ่นก่อนหน้านี้ครับ คีย์บอร์ดที่มีขนาดใหญ่ 100% ครับ ซึ่งเป็นจุดที่ผมประทับใจมากอีกทั้ง CPU ที่ประหยัดไฟมากครับอันนี้ผมพิสูจน์แล้วด้วยความเร็ว 1.3 Ghz มันก็ไม่ได้ช้าอย่างที่คิดนะครับ ตอนนี้ผมอาจจะยังไม่ค่อยชินกับคีย์บอร์ดที่เปลี่ยนไปครับแต่เดี๋ยวอีไไม่น านผมก็จะชินแล้วครับ ตอนนี้ก็เริ่มพิมพ์ได้ด้วยความเร็วที่พิมพ์ได้ตามปรกติแล้วครับ ก็หวังว่าเพื่อนคู่กายของผมเครื่องนี้จะช่วยงานและอยู่กับผมไปอีกหลายปีครับ สมัครเป็นตัวแทนบัณฑิตไปนำร้องเพลง... อันนี้ก็สืบเนื่องจากที่ผมได้สมัครไปครับ แต่มารู้ทีหลังว่าที่เขียนไปน่ะเขาไม่ค่อยจะได้เห็นความสำคัญสักเท่าไร วันเสาร์ที่ผ่านมา(วันที่ 1 สิงหาคม) ก็ไปครับนึกว่าจะเป็นการคัดตัวครับแต่ก็เหมือนว่าไปคุยกันมากกว่าครับ แล้วก็ชี้แจงแล้วก็ซ้อมครับ ผมก็ร้องให้ฟังก็ดูเหมือนว่าจะมีโอกาสครับเพราะว่าผมก็แหมนะ ร้องมาซะขนาดนี้แล้วครับ แต่ดูเหมือนว่าพวก Tenor จะมีปัญหาเพราะว่าถ้าขึ้นสูงเกินไปก็จะทำให้ผู้หญิงร้งไม่ได้ครับ(อันนี้ผม ก็เ้ข้าทางเลย) ก็เขาก็บอกว่าเอาไว้ทดสอบอีกทีวันเสาร์หน้า(วันซ้อมรวม) อันนี้ก็ต้องวัดกันอีกทีครับ ผมเองก็ไม่ได้ Serious อะไรมากครับได้ก็ดีไม่ได้ก็ไม่เป็นไร... ไปถ่ายรูปที่รังสิตกับเหล่าพี่น้องคอรัส วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่ผมมีความสุขมากครับ เพราะว่าเ้ป็นวันที่ผมได้มาเจอและได้สนุกกับน้องๆในชุมนุมที่มาถ่ายรูปให้ พวกเราเหล่าบัณฑิตก็ได้แก่ผม ณุ เน แล้วก็พี่แอคครับอยากจะบอกว่าวันนี้เดินกันขาลากเลยครับ วันนี้ผมก็ขับรถไปรังสิตด้วยครับค่อนข้างตื่นเต้นตั้งแต่ขับมาแล้วครับ พวกเราก็เริ่มถ่ายรูปกันตั้งแต่ตึกโดมเดินมาเรื่องๆที่สถาบันญี่ปุ่นฯครับ ก็ถ่ายมาเรื่อยๆแล้วก็นั่งรถรางไปที่SC ตึกคณะสังเคราะห์ฯ แล้วก็มาจบกันที่ลานพญานาคและMain Stadium ครับ หลังจากที่พวกเราเริ่มไม่ไหวหน้าเหียกกันแล้วก็ไปทาน Sizzler กันที่ Future รังสิตครับ ก็อิ่มกันเต็มที่เลยครับ วันนี้เป็นวันหนึ่งที่มีความสุขมากบวกกับความเหนื่อยแบบสุดๆครับ แต่ก็ไม่รู้ว่าวันแบบนี้จะได้เกิดขึ้นอีกเมื่อไร เอาไว้ถ้ามีอะไรเกิด ขึ้นผมจะพยายามมาเล่าให้ฟังก็แล้วกันนะครับ จะไม่ดองแล้วครับเพราะว่า ช่วงนี้มีอะไรเกิดขึ้นเร็วจริงๆครับ ทุกวันเลยอ่ะครับ เอาไว้ถ้ามีอะไร Update แล้วค่อยว่ากันนะครับ แล้วค่อยเจอกันนะครับ สุดท้ายนี้ก็ต้องรักษาสุขภาพกันนะครับ เพราะว่าโรคหวัดใหญ่ 2009 มันร้ายแรงมากครับ ยังไงก็ระมัดระวังตัวเองด้วยนะครับ |
|
|