The RhyThm's profileThe RhyThm® SeriesPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
September 14 O Magnum Mysterium by Javier Busto หลังจากที่ผมได้มีโอกาสได้เข้าร่วมในวง The Voices, Thailand ทำให้ผมได้รู้จักเพลงแนวใหม่และอะไรที่แปลใหม่เกี่ยวกับเพลงขับร้องประสานเสียงมากมาย มีอยู่เพลงหนึ่งที่ครั้งแรกเป็นเพลงที่ผมคิดในใจว่ามันต้องยากแน่นอน และผมไม่ได้อยากจะซ้อมด้วยเพราะว่ามันเป็นเพลงที่ผมร้องไม่ได้แบบว่าพวกพี่ๆ ที่วงร้องกันเป็นมาแล้วจากการไปแข่ง Choir Olympic ที่จีนเมื่อปีที่ผ่านมา... แต่เมื่อผมมีโอกาสได้ซ้อมและต่อเพลงเพลงนี้แล้วมันทำให้ผมรู้สึกว่ามันเป็นเพลงที่ยอดเยี่ยมมากๆ ให้ความรู้สึกที่บอุ่นและสามารถเติมเต็มความรู้สึกให้กับผู้ฟังและโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ร้องได้เป็นอย่างดี เพลงนั้นก็คือ เพลง O Magnum Mysterium - O Great Mystery ที่ทุกท่านได้ฟังเวลาเข้า Spaces ของผมนั่นเอง เพลงนี้มีความพิเศษตั้งแต่ตอนเริ่มเพลง ที่จะเป็นเหมือนเสียงกระซิ๊บของผู้ร้องโดยที่แต่ละคนจะมี Tempo ไม่เท่ากันตามใจของผู้ร้องและเวลาเปลี่ยนห้องก็จะสามารถสังเกตุการเปลี่ยนแปลงได้จากการสะบัดมือของ Conductor "โอ ม๊ากนูม มิสเตรีอุม..." ซึ่งในช่วงต้นของเพลงนี้เองจะให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าเรากำลังอยู่ในโบสถ์และมีเหมือนเสียงสวดมนต์ พอหมดจากช่วงแรกของเพลงที่เป็นการกระซิ๊บแล้ว ก็เข้าสู่เนื้อร้องจริงๆ โดยที่เนื้อร้องนั้นก็ร้องว่า "โอ่ โอ ม๊าก...นูมมม" ครั้งแรกที่ผมได้ฟังผมรู้สึกว่า Melody ดูสวยงามและไพเราะมากๆ เหมือนจะให้ความรู้สึกเหมือนว่าเป็นเพลงรักเพลงหนึ่งได้ก็ไม่ปาน จบจากท่อนนั้นก็จะเป็นการร้องเข้ามาของ Bass ก่อนในท่อนที่ว่า "Et admirabile sacramentum... - เอ็ท อ๊าทมิราบีเลอ์ ซัคคราเมนทูม" อารมณ์ของเพลงก็จะค่อยๆหนักแน่นขึ้นและมีการประสานเสียงที่เป็นDissonanceมากขึ้น และเมื่อ Bass เข้ามาเป็น Part แรก Tenor Alto และ Soprano ก็จะเข้ามาตามโดยที่ในพาร์ทที่ร้องแล้วก็จะต้องลากเสียงสุดท้ายจนกว่า Soprano จะร้องจบและตัดโดย Conductor จึงมาร้อง พร้อมกันว่า "Et admirabile Saccramentum... Sacramentum..." และแล้วความรู้สึกของเพลงก็เปลี่ยนไปเป็นช่วงที่เรียกได้ว่าหนักที่สุดในเพลง "Ut animalia viderent dominum natum" ก็เหมือนเดิม Bass กับ Tenor ก็เข้ามาก่อนแต่ว่าจะเป็น TTBB ก่อนและก็ค่อยๆเปลี่ยนความรู้สึกอีกครั้งตอนคำว่า "Dominum Natum" ที่จะเริ่มรู้สึกว่าอารมณ์ของเพลงเริ่มจะกลับไปสู่ในช่วงแรกอีกครั้ง โดยเฉพาะคำว่า "Natum" ครั้งสุดท้ยายจะรู้สึกได้ว่า Chord ล่องลอยมากๆ ให้ความรู้สึกว่าได้กลับไปสู่สรวงสวรรค์อีกครั้ง... ในส่วนต่อไปที่ว่า "Jacentem in praesepio" ก็จะรู้สึกสว่างขึ้นมาแต่จะมีเสียงที่กัดกันบ้างในคำว่า "Jacentem in raesepio" รอบที่สอง และรอบสุดท้ายก็จะให้ความรู้สึกดีสงบหิ่ง จากนั้นก็จะเป็นเนื้อที่คำว่า "Obeata Virgo Cujus viscera meruerunt Porlale dominum Jesum Christum" ตรงนี้ก็จะเป็นช่วงที่เกือบจะสว่างที่สุดของเพลง จะให้ความรู้สึกที่กระชับขึ้น เพือที่จะเป็นการส่งให้เพลงในท่อนสุดท้ายที่มีเนื้อร้องว่า "Aahlelujah Aahlujah..." ซึ่งจังหวะจะกระชับขึ้นคงน่าจะเป็นคำว่า Firmly แต่ผมจำภาษา Italian ไม่ได้ เหมาะกับเนื้อที่เป็นการสรรเสริญพระเจ้า แล้วก็จบด้วยความพีคที่สุดของเพลง "อาเล้ลูยา!"
O Magnum Mysterium, O Great Mystery September 08 My New Dimension of Responsibility!!! และแล้ววันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่ผมไม่ได้ไปเรียน...ผมรู้สึกว่าชีวิตผมมันชักจะใจเย็นไปหน่อยแล้วมั๊งเนี่ย วันนี้วิชาการพัฒนาสังคมกับบริบทสังคมไทย(น่าจะประมาณนี้) SW221 ที่ผมควรจะได้เรียนไปตั้งนานแล้วแต่ทว่าก็ยังมีพวกรหัส 48 อยู่กลุ่มใหญ่ๆกลุ่มหนึ่งที่ยังไม่ได้ลงเรียน อ.ชไมพร อีกแล้วครับท่าน ผมรู้สึกว่าคะแนนกลางภาคมันเป็นอะไรที่ดีเหลือเชื่อผมรู้สึกว่าเรียนก็ไม่ค่อยได้เข้า หนังสือก็ไม่ค่อยได้อ่านทำไมมันได้คะแนนดี...ผมรู้สึกเซ็งเล็กน้อยสำหรับคะแนน ผมได้ 24 เต็ม 30 พวกคุณลองคิดดูว่ามันมากหรือว่าน้อยในสายตาของคุณ ถ้าคุณได้ฟังเรื่องที่ผมจะเล่าต่อไปนี้คุณอาจจะเซ็งเหมือนผมก็ได้ ข้อสอบของท่านอาจารย์มี 2 Part Part A เป็นการเขียนตอบสั้นๆไม่เกิน 6 บรรทัด และ Part B เป็นพาร์ทที่เขียนยาวนิดหนึ่ง ด้วยความคิดที่ว่าสักหน่อยน่ะไม่เป็นไรหรอก พระเจ้าจอร์ช อ.ท่านบอกว่าใครเขียนเกิน 6 บรรทัดหักข้อละ 1 คะแนน... ผมเขียนเกินไป 2 ข้อก็โดนไปเลยครับเต็มๆ 2 คะแนน พอพูดเรื่องนี้ก็ยังเซ็งไม่หายเลย จากที่น่าจะได้ 26 คะแนนHiso ดันได้แค่ 24 แต่ก็ดีเหมือนกันนะผมว่าการที่อาจารย์ท่านทำแบบนี้จะได้เป็นการสอนให้เชื่อฟังคำสั่งและเลิกหัวแข็งผมจะจำไว้เป็นบทเรียน(ราคาแพง)ครั้งหนึ่งในชีวิต...ซื้อครับผม!
นี่ก็เป็นเวลาเกือบ 3 ปีแล้วที่ผมมีโอกาสที่จะได้ร้องเพลงประสานเสียงในวง TU Chorus ผมบอกได้คำเดียวว่า TU Chorus นี้ทำให้ผมได้ร่วมทำกิจกรรมและเปิดโอกาสให้ผมได้แสดงความสามารถด้านการร้องเพลง ซึ่งตั้งแต่วันแรกผมยังจำได้ที่ร้องเพลง "ครู" ผมจำได้ว่าผมร้องตัว F ต่ำไม่ได้...แต่ตอนนี้หรอ F สามารถลงได้สบาย และทำให้ผมได้รู้จักวงการ Chorus ในประเทศไทยมากขึ้น จนกระทั่งวันหนึ่งที่โอกาสมาถึงและผมพร้อมพอดีก็จึงได้เข้าร่วมกับคณะนักร้องประสานเสียง The Voices ซึ่งผมก็ได้ร่วม Concert กับ The Voices มา 2 ครั้งก็เป็นงานที่ประทับใจจริงๆ ผมรู้สึกว่าความแตกต่างระหว่างวง TU Chorus และวงอื่นๆเนี่ยมันมีความแตกต่างกันเยอะมาก ผมไม่รู้สึกว่าผมมีความสุขโดยธรรมชาติเมื่อได้ร้องเพลงที่ TU Chorus ส่วนวง The Voices ผมมีความสุขที่ได้ร้องเพลงแนวใหม่ๆทำให้ได้รับความเพลิดเพลินในอีกด้านหนึ่ง บุคคล ที่ได้ชื่อว่ามีความสำคัญมากในการทำให้ผมเป็นผมอย่างทุกวันนี้ก็คือ ครูฝน พี่นิต พี่ปอม และ ท้ายสุดพี่จั๊ม 4 ท่านนี้เป็นคนที่ผมคิดถึงอยู่ตลอดเวลาทุกครั้งที่จะขึ้น Concert ร้องเพลงไม่ว่าจะอยู่วงไหน ตอนที่ผมเข้ามาสมัยปี 1 ผมยังจำได้ที่ตอนนั้นเราไม่มีห้องชุมนุมเป็นของตัวเองเราก็ต้องไปหาสถานที่นั่งร้องเพลงกันหลังจากที่เราซ้อมกันที่ บร.4เสร็จ ก็ไปนั่งร้องเพลงนั่งต่อเพลงกันที่ลาน Interzone ยุงก็เยอะแต่พวกเราก็มีความสุขกันมากๆ จนกระทั่ง Concert Color of life และ CKT ที่ CU เป็นเจ้าภาพได้จบลงผมก็รู้สึกว่ามันเป็นความสำเร็จและความสุขที่จะหาที่ได้เหมือนไม่ได้เลย... จนกระทั่งมาปี 2 ผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นรุ่นพี่ที่จะต้องทำอะไรบ้างแล้ว ผมก็มีหน้าที่ในการสอนน้องๆพาร์ท Bass ซึ่งในตอนนั้นเด็กๆที่ถือว่าเป็นลูกศิษย์สายตรงของผมก็คือน้องโอม และ น้องกอล์ฟ สำหรับน้องๆสองคนนี้เป็นคนที่เก่งและมีความเข้าใจดนตรีสูงมากๆ จึงทำให้ผมรู้สึกมีความสุขมากเวลาที่สอนแล้วน้องทำได้ทันทีเหมือนมันเป็นความเข้าใจโดยอัตโนมัติเรียกปุ๋บได้ปั๊บ ซึ่งในตอนแรกผมก็รู้สึกเหมือนกันว่าน้องๆจะเบื่อเหรอเปล่า เพราะว่าผมเป็นคนจริงจังกับการสอนมากๆอยากให้น้องๆร้องกันได้ แต่แล้วผลผลิตของผมก็แสดงให้เห็นแล้วว่าของเขาดีจริงๆ อิอิ จากการที่เริ่มเป็นผู้รับจากพี่ๆและครูฝน ผมก็ต้องเริ่มหัดที่จะเป็นผู้ให้บ้างซึ่งตอนนั้นผมทำมันได้ดี ผมมีความสุขกับมันมาก... พอมาถึงปี 3 ตอนนี้มีน้องๆ พาร์ท Bass มากมายในประวัติศาสตร์เลย ผมจึงรู้สึกว่าจะต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว แต่บางครั้งที่ผมสอนน้องๆผมดูแลไม่ได้ทั่วถึงสักเท่าไร บางครั้งผมก็รู้สึกเสียใจเหมือนกัน การที่ผมไปอยู่ที่วง The Voices ก็ทำให้ผมมีความรู้ในการเปล่งเสียงและ Vocalize มากขึ้นผมจึงคิดว่าความรู้ของผมน่าจะเอามาช่วยน้องๆให้พร้อมกับการร้องเพลงมากขึ้นผมจึงมาช่วย ณุ ในการนำ Vocalize ณุ เป็นเพื่อน TU Chorus รุ่นแรกรุ่นบุกเบิกของปี 48 เจอกับมันตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ ณุ เป็นอีกคนหนึ่งที่ผมไว้วางใจมากที่สุด มันมีทั้งความเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดีในตัวเอง รวมทั้งประสบการร้องเพลงก็สามารถทำให้ผมกับณุสามารถร้องด้วยกัน Blending อัตโรมัติร้องขำๆยัง Blend อะไรแบบนั้น
สำหรับปีนี้ผมก็มีงานใหญ่ซึ่งผมจะต้องทำให้สำเร็จให้ได้นั่นก็คึอการเป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่ง Choir Asian Game ที่ประเทศอินโดนิเซีย ประมาณต้นเดือนพฤษจิกายน และ Concert ของชุมนุมในเดือนกุมภาพันธ์ อีกทั้งการมีชีวิตส่วนตัวที่มีความสุขใช่ว่าผมจะทุ่มให้ Chorus จนลืมเรื่องส่วนตัวนะครับผมอยากจะเอาเหรียญทองกลับมาฝากเธอคนนั้น(ปล.ตอนนี้ยังไม่มีเธอคนนั้นเลยหาไม่เจอ) ผมขอภาวนาให้น้องๆในชุมนุมมีความรักใคร่สมัครสมานสามัคคีกันอยู่ด้วยกันด้วยความสุขและความเข้าใจกัน ขอให้งานที่ผมหวังไว้ลุล่วง ขอให้เธอคนนั้นจงมีสุขภาพแข็งแรง
ปล. ตี 3 แล้วพรุ่งนี้มีซ้อมที่ท้าพระจันทร์นี่หว่า... September 03 Ready to take a chance of love again? ตอนนี้ผมเองก็ไม่ทราบตัวผมเองเหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ความรู้สึกที่ผมรู้สึกได้ตอนนี้นั่นก็คือ มันน่าจะพอแล้วสำหรับความเปล่าเปลี่ยวในภวังค์แห่งความเหงาซึ่งเป็นช่วงระยะเวลา 5 เดือนที่ผ่านมา... มันทำให้ผมได้ค้นพบตัวเองหลายๆอย่าง "ผมไม่สามารถทนอยู่กับความเหงาได้..." นั่นมันก็คือเรื่องจริงที่ผมได้พบและประสบมาตลอด 5 เดือนที่ผ่านมา แต่ถึงแม้ว่าจะรู้สึกว่า "มันเหงาจนเหลือทน" แต่สิ่งที่ได้เพิ่งจะผ่านไปได้สร้างบาดแผลและความเจ็บปวดมากมายทิ้งเอาไว้ ความรู้สึกตอนที่ผมนั่งร้องไห้น้ำตาร่วงบนรถเมล์คนเดียว... มันเป็นสิ่งที่แย่เหลือจะประมาณ มันสามารถทำให้ผมลืมเรื่องที่มีความสุขของวันที่นึกถึงนั้นได้เกือบทั้งหมด มันจึงเกิดเป็นคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบว่า Ready to take a chance of love again? พร้อมที่จะเปิดรับโอกาสที่จะมีรักใหม่อีกครั้งหรือยัง?
สำหรับคำถามนี้มันมีความหมายที่จะเปลี่ยนแนวทางการดำเนินชีวิตของผมเป็นอย่างมาก ผมจึงต้องกลับมานั่งคิดว่ามันควรจะเป็นอย่างไรกันแน่... เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา(เมื่อวานนี้) ได้มีการทำ Workshop โดย อ.ดร. ชัยวัฒน์ บุนนาค ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาชุมนุมและทีมงานนั่นก็คือพี่เอ๋และพี่อุ้ม ก็ได้มีการจับฉลากเลือกคำถามและการตอบคำถามเหล่านั้นได้ทำให้เราเข้าใจถึงจิตใจของผู้ที่ตอบได้เป็นอย่างดี สิ่งที่ทำให้ผมได้คิดถึงเรื่องที่เป็นราววันนี้นั่นก็คือคำถามหมายเลข 9 ในโถซึ่งได้รับการเรียกโดยน้องเหมียว Alto คำถามนั่นมันเป็นคำถามเกี่ยวกับความรักซึ่งคนไกล้ตัวผมจะเข้าใจเป็นอย่างดีว่ามันตรงกับผมมากๆ คำตอบที่ได้ผ่านการคิดและประมวลผลมาเป็นอย่างดีในเสี้ยววินาทีนั้นมันทำให้ผมรู้สึกว่าเราไม่ได้อาหารที่เราเคยได้รับทุกวัน "ผมคิดว่าผมต้องการความรักในทุกๆวันอย่างพอเหมาะ" ประโยคที่ดูเหมือนเป็นประโยคที่ธรรมดาแต่กลับมีความหมายกับผมเป็นอย่างมาก ผมต้องการความรักในทุกๆวันอย่างพอเหมาะ แน่นอนว่าความรักที่เราได้รับมันก็มีหลายอย่างและผมคิดว่าผมได้รับมันอย่างพอเหมาะแล้วขาดก็แต่...คนรักเท่านั้นล่ะมั๊ยครับที่ผมเคยมีเคยได้รับมันทุกๆวันและแล้วมันก็หายไป... "ผมจะไม่ยอมให้ความเจ็บปวดมาทำให้ผมเปลี่ยนไป", "ถ้าเราได้เจอคนที่ใช่จริงๆแล้วเราไปใช้สมองมากกว่าหัวใจเพื่อปกป้องหัวใจจากความเจ็บปวดบางครั้งมันเมื่อรู้ว่าใช่ก็อาจจะสายไปแล้ว..." ด้วยความที่ผมเป็นพวกทุ่มเท(ไม่ใช่ทุ่มทิ้งนะครับ) เมื่อทำอะไรก็จะทำเต็มที่และจะทำให้ดีที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้ เมื่อเวลาผิดหวังทีก็ช้ำมากกว่าคนทั่วๆไป ด้วยความช้ำนั่นเองที่ทำให้ผมไม่กล้าที่จะเปิดใจรับใครเข้ามาอีกครั้บ มันทำให้ผมรู้สึกเสียใจมากที่ผมเริ่มจะเป็นคนที่ระแวดระวังและระแวงใจตัวเองเสียแล้ว... ผมอาจจะกำลังทำพลาดอยู่ก็ได้
"ถึงผมจะเสียใจอีกล้านครั้งก็จะไม่มีใครเอาตัวตนของผมไปได้..." ตอนนี้ผมรู้สึกเสียใจจริงๆ ที่ไม่ยอมให้ผู้ได้ได้เข้ามานั่งในที่ตรงนี้ ถึงจะมีใครเข้ามาก็จะต้องคอยดูอย่างระมัดระวัง ผมไม่อยากเป็นอย่างนี้เลย มันทำให้รู้สึกว่าผมได้เริ่มเสียคุณค่าและตัวตนของเดียร์ไป โดยปรกติแล้วเดียร์เป็นคนที่ไม่เกรงกลัวอนาคตและกล้าที่จะเสี่ยง แต่ตอนนี้ถ้าเจอกับความผิดหวังอีกครั้งล่ะก็คงจะแย่ไปเลยเหมือนกัน ในช่วงที่เพิ่งเลิกกับคนรักเก่าใหม่ๆ ผมได้ไปร้อง Concert กับ The Voices ที่ม.มหิดล ศาลายา ทุกอย่างมันออกมาดีมากๆร้องได้ดีและมีความสุขกันทุกคน ผมต้องฝืนยิ้มทั้งๆที่ในใจนั้นไม่เหลือที่ว่างให้กับอะไรอีกเพราะว่ามันเต็มไปด้วยความว่างเปล่า... จากที่มีคนรักที่เป็นแรงบันดาลใจให้ร้องเพลงและไปดู Concert ในวันนั้นกลับไม่มีใครคนนั้นไปดู Concert ของเรา... เขาหายไปแล้วแล้วก็จะหายไปตลอดกาล... มันจึงเกิดเป็นความเงียบงันภายใต้รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ... ฉันจะร้องเพลงเพื่อใคร...
วันเวลาก็ได้ผ่านล่วงเลยมาระยะหนึ่งซึ่งก็ทำให้ได้รู้เหมือนกันว่าถึงแม้ว่าจะไม่ได้พบหน้ากับคนๆนั้นแล้ว ความคิดถึงและความห่วงใยก็ยังคงมีเช่นเดิม... มีอยู่วันหนึ่งที่แฟนเก่า(อีกคนก่อนคนล่าสุด) ที่เลิกกันไปแล้วกว่า 2 ปีก็ได้โทรมาด้วยเหตุผลว่า "อยากได้ยินเสียง..." "คิดถึงคุณน้าติ๋งและน้องดิว" แต่ทำไมคนๆนั้นถึงไม่มีเลยแม้แต่ความรู้สึกดีๆ เขาช่างใจแข็งและใจร้ายกับผมเสียเหลือเกิน... ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องนี้ก็ยิ่งทำให้นึกถึงความเจ็บปวดกับการเลือกคนผิด กับการที่เราทุ่มเทให้กับคนที่ไม่เห็นค่า...
พวกคุณคิดว่าผมพร้อมที่จะเปิดใจกับการมีรักใหม่แล้วหรือยัง... สำหรับตัวผมแล้วยังไม่ได้คำตอบจากคำถามสั้นๆนี้เลย ผมไม่อยากให้คนๆนั้นต้องมาเจอผมในสภาพนี้เลย ผมอยากที่จะให้คนๆนั้นได้เจอกับผมที่เปิดใจเต็มที่และพร้อมมากกว่านี้ แต่การคิดแบบนั้นก็ยิ่งเป็นการปิดตัวเองมากขึ้นๆ ผมไม่ต้องการให้เธอคนนั้นมาเป็นผู้รักษาเยียวยาบาดแผลนั้น แต่ผมอยากจะเป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำที่ดีๆกับเธอคนนั้น สิ่งแรกที่ผมจะพึงทำเป็นสิ่งแรกถ้าได้เจอกับเธอคนนั้นผมจะยิ้มและกล่าวคำสวัสดี ถึงผมจะรู้สึกดีกับเธอคนนั้นแค่ไหนผมก็ไม่อยากให้เธอคนนั้นมาเจอผมในสภาพนี้... มันเริ่มเกิดเป็นความขัดแย้งขึ้นมาในใจผมเสียแล้วสิ ไม่เป็นไรผมจะพยายามเอาเดียร์คนเดิมกลับมาให้เร็วที่สุด เพื่อเธอคนนั้นจะได้มีความสุข
ผมเคยฝันถึงวันที่มีความสุขที่สุด... "วันที่ผมได้อยู่กับเธอคนนั้นในบรรยากาศยามเย็นที่กำลังจะพลบค่ำในฤดูหนาว
ผมกับเธอคนนั้นกำลังเดินอยู่ที่สวนสาธารณสักแห่งกำลังจะเดินไปขึ้นรถเพื่อที่กำลังจะกลับบ้าน
แสงไฟของโคมไฟที่ดูสลัวๆกับหมอกควันในยามค่ำที่อากาศเริ่มเย็นขึ้น
ทำให้เราทั้งสองจับมือกันแน่นขึ้น..."
"เมื่อรถเมล์ที่เธอจะนั่งกลับบ้านมาเทียบกับป้ายรถเมล์ที่มีผู้คนยืนอยู่มากมาย
ผมได้มองไปที่เธอพร้อมรอยยิ้มของผมและพบรอยยิ้มของเธอที่หันมาโบกมือให้
ในเสี้ยววินาทีนั้นโลกที่วุ่นวายใบนี้เหลือเพียงแค่เราสองคน..."
"วันนั้นจะต้องเกิดขึ้นจริงๆในอนาคตอันไกล้อีกไม่นานนี้ใช่ไหม?" "แน่นอน...เดียร์" |
|
|