The RhyThm's profileThe RhyThm® SeriesPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    September 22

    บันทึกของนาธาน(Nathan's Diary) 1st

    นาธาน คลอวเซนต์ 20 ธันวาคม 2006         

              วันนี้เป็นวันที่อากาศค่อนข้างจะดีเพราะว่ามันไม่ได้เป็นแบบนี้ทุกวันในฤดูหนาว แสงแดดครั้งแรกในรอบหลายวันในสัปดาห์นี้หลังจากที่มีสะเก็ดหิมะตกลงมาตลอดในช่วง1-2วันนี้ อย่างที่เขาได้พยากรณ์เอาไว้ในโทรทัศน์ช่อง NBC ในตอนเช้าของทุกๆวันผมรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยว่าหลายครั้งที่ผมพยายามจะไม่เชื่อมันแต่ผลที่ออกมาก็ล้วนแต่จะต้องทำให้ผมยิ่งต้องยิ่งเชื่อมันมากยิ่งขึ้นว่ามันสามารถทำนายได้จริงๆว่าพรุ่งนี้อากาศจะเป็นอย่างไร ผมรู้สึกว่าผมเหมือนถูกควบคุมอยู่ทุกอย่างที่อยู่ในอนาคตมันถูกทำนายได้โดยง่ายและก็มีโอกาสเป็นจริงสูงด้วยวิทยาการที่ก้าวล้ำยุคแล้วการใช้ชีวิตของคนเราจะดำเนินไปอย่างไร ถ้ารู้สึกเหมือนทุกอย่างถูกกำหนดเอาไว้แล้ว... เนื่องจากอากาศดีแบบนี้ผมจึงมีโอกาสที่จะได้ออกมาเดินเล่นที่นอกบ้าน บ้านผมเป็น Studio ธรรมดาอยู่ย่าน White Plain ออกมานอก Manhattan แต่ก็สามารถที่จะเข้าไปในเกาะ Manhattan ได้ไม่ยากนักด้วยการนั่งรถไฟฟ้า(Subway) มองออกไปรอบๆหิมะสีขาวโพลนไปหมดทำให้ผมนึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อวันคริสต์มาสที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมคุณป้า Nancy ที่รัฐ Maine ถัดเหนือขึ้นไปจาก New York ไปนิดหนึ่ง แต่...ผมคงจะไม่ได้เห็นคุณป้า Nancy อีกแล้วเพราะว่าท่านเพิ่งจะเสียไปเมื่อ 3 สัปดาห์ที่แล้ว ในวันคริสต์มาสปีที่แล้วนั้นเป็นงานรวมญาติผมอย่างย่อมๆวั้นนั้นเองที่ผมได้พบกับ Daisy ลูกสาวเพื่อนบ้านคุณป้า Nancy เธอน่ารักมากๆ ครอบครัวของ Daisy เป็นชาวจีนที่อพยพมาอยู่ที่ USA มานานแล้ว Daisy ผิวขาวอมชมพู(แต่ก็ยังออกเหลืองเพราะเธอไม่ใช่คนขาว) สูงประมาณ 5 ฟุต 6นิ้ว แต่จุดที่ทำให้ผมจำเธอได้อย่างแม่นยำก็คือใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความเมตตา ดวงตาของเธอนั้นสีดำสนิท ผมได้มีโอกาสคุยกับเธอเพียงเล็กน้อย แต่ที่ผมจำได้ก็คือผมได้แนะนำตัวเองกับเธอแล้วเธอก็บอกว่าเธอทำงานเป็นนักสังคมสงเคราะห์อยู่ในที่ว่าการรัฐ Maine จากนั้นผมกับเธอก็นั่งกินไก่งวงกัน เธอบอกว่าสิ่งที่เธอชอบทำเวลาว่างนั่นก็คือการทำอาหารผมจึงหยอกเธอเล่นว่าเอาไว้วันหลังค่อยทำให้ผมลองลิ้มรสฝีมือคุณบ้างก็แล้วกันนะ Daisy... วันนั้นผมมีความสุขมากท่ามกลางบรรยากาศของคืนในวันคริสต์มาส เพลงคริสต์มาสที่เปิดอยู่กับเครื่องเล่นแผ่นเสียงเก่าๆของคุณป้า Nancy ทำให้ผมมีความสุขมากอีกทั้งผมยังได้นั่งคุยกับ Daisy ในบรรยากาศที่อบอุ่นและเต็มไปด้วยกลิ่นไอแห่งความปลื้มปิติ...
              มก็เดินไปคิดไปท่ามกลางบรรยากาศที่สดใสและสวยงามในฤดูหนาวผมพยามยามหวนคิดไปถึงเรื่องที่ผมได้ทำไปแล้วในปีที่ผ่านมา คิดถึงป้า Nancy คิดถึง Daisy ในระหว่างนั้นเองผมได้เหลือบไปเห็นหนุ่มสาวคู่หนึ่งซึ่งก็คือ Matt กับ Jane เพื่อนผมเขาทั้งสองคนนั้นเป็นเพื่อนผมตั้งแต่สมัยที่ผมเรียนอยู่ที่ Brooklyn College ทั้งสองคนเป็นคบกันมาเกือบจะ 8 ปีแล้วนับตั้งแต่ที่พวกเราเรียนอยู่ที่นั่น ผมยังแปลกใจเล็กน้อยว่าทำไมคนสองคนที่นิสัยแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงถึงได้คบกันได้นานขนาดนี้ มีข่าวแว่วๆเหมือนกันว่าพวกเขาจะแต่งงานกันประมาณปลายปีหน้า อาจจะเป็นเพราะว่าพวกเขาคงจะสามารถเติมเต็มซึ่งกันและกันล่ะมั๊ง วันนี้พวกเราทุกคนนัดกันไปซ้อมร้องเพลงประสานเสียงที่โบสถ์ที่อยู่แถวละแวกบ้านผมเพื่อที่จะเป็นการเตรียมพร้อมก่อนที่เราจะไปร้องเพลงกันในวันคริสมาส Eve ที่ใกล้จะถึงนี้ อันที่จริงแล้วผมชอบการร้องเพลงประสานเสียงมากตั้งแต่ที่ผมเรียนอยู่แล้วผมเรียน Major Voices Performing ตอนนี้ผมกลับเข้าไปสมัครเป็นอาจารย์พิเศษสอนอยู่ที่ Brooklyn College Major เดียวกับที่ผมจบมาก็มีรายได้ไม่มากหรอกครับพอที่จะใช้สำหรับเลี้ยงตัวคนเดียวอย่างผมในเมืองที่มีค่าครองชีพสูงเช่นนี้...
    (บทสนทนาระหว่าง Nathan, Matt และ Jane ที่บริเวณหน้าที่พักของ Nathan)
    Matt: เฮ้ยว่าไงเพื่อน นายลืมไปหรือเปล่าว่านายนัดพวกเราไปซ้อมร้องเพลงด้วยกันที่โบสถ์อ่ะ
    Nathan : เปล่าๆ ไม่ได้ลืมหรอกเพียงแต่ว่าเห็นอากาศดีก็เลยออกมาเดินเล่นรอพวกนายอยู่
    Jane : เอาเถอะๆรีบไปกันดีกว่านะ นัดเขาไว้ 10 โมงไม่ใช่หรอ
    Matt : จ้าา รู้แล้วป่ะไปกันเถอะ
              ลังจากที่พวกเราได้พบกันแล้วพวกเราก็เดินออกมาเพื่อที่จะไปยังที่โบสถ์ของชุมชนของเราที่เดินถัดออกไปจากที่บ้านผมประมาณ 3 บล๊อค(ช่วงตึก) โบสถ์ที่เราจะไปนั่นต้องอยู่ใจกลางชุมชนเป็นโบสถ์ที่มีอายุยาวนานพอสมควรน่าจะประมาณก่อนที่ผมจะเกิดสัก 10 ปี ภายนอกโบสถ์ดูเป็นอาคารสูงและประดับประดาด้วยกระจกสีที่ต่างๆ มองออกไปข้างๆก็เห็นหลุมศพของคุณป้า Nancy ด้วยความที่คุณป้านั้นอยากจะกลับมาอยู่กับพวกเราท่านเลยเขียนพินัยกรรมเอาไว้ให้นำศพท่านมาฝังไว้ที่ White Plain บ้านเกิดของเธอ คิดแบบนี้แล้วก็อดคิดถึงเธอไม่ได้ ผมพยายามคิดอยู่ว่าตอนนี้เธอกำลังทำอะไรอยู่บนสรวงสวรรค์เธอจะจ้องมองเราและดูแลเราอยู่หรือไม่...อันนี้ก็คงจะไม่มีใครตอบได้เช่นกัน...(ผมเองก็ไม่ได้คิดจะตอบเพียงแต่ถามไปลอยกับความคิดถึงของตนเองเท่านั้น)
               มื่อเปิดประตูเข้าไปก็พบกับเพื่อนบ้านที่อาศัยอยู่ที่ละแวกบ้าน ซึ่งก็อายุราวๆ 45-60 รุ่นลุงรุ่นป้ากันหมดแล้ว ที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผมก็มี Matt กับ Jane ส่วนผู้จัดการวง(ซึ่งเป็นConductorด้วย)ก็คือ Robert, Robert เป็นอาจารย์ที่สอนอยู่ที่ Brooklyn College สอนเกี่ยวกับ Choral Conducting โดยตรงต้องยอมรับว่าแกเป็นคนที่มีความศรัทธาในศาสนามากพอๆกับความสามารถทางด้านการควบคุมวงของแก การจัดงานเฉลิมฉลองร้องเพลงคริสมาส ทุกปีนั้นก็มี Robert ที่เป็นโต้โผใหญ่ในการรวบรวมคนในชุมชนและชักชวนให้ผมและเพื่อนๆที่เป็นลูกศิษย์แกที่อาศัยอยู่แถวนี้มาร่วมร้องด้วย ผม Matt และ Jane ก็เลยถูกดึงให้มาร้องที่นี่ด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
    (บทสนทนาระหว่างNathanกับRobert)
    Nathan :  สวัสดีครับ Professor Robert
    Robert : ว่ายังไง Nathan ตรวจงานที่ผมให้ทำไปเรียบร้อยแล้วหรือยัง หือ?(Robert พูดด้วยน้ำเสียงยุ่งๆเพราะว่าตอนนั้นเขากำลังหาNoteเพลงอยู่)
    Nathan : เรียบร้อยแล้วครับ มีนักศึกษาคนนึงผมให้คะแนนเขาเต็มครับ
    Robert : จริงหรอเนี่ย!!! เขาชื่ออะไรเนี่ยในประวัติศาสตร์ไม่เคยมีใครได้คะแนนเต็มจากเธอเลยนะ Nathan
    Nathan : เธอชื่อ Eliza ครับ เธอเรียบเรียงเสียงประสานได้อย่างถูกต้องแล้วก็...ไม่มีที่ติครับ
    Robert : เอาไว้วันจันทร์นี้ผมคงต้องไปคุยกับเธอแล้วล่ะ มาๆเริ่มซ้อมกันเถอะผมหาเพลงเจอแล้ว
               วันนี้เพลงที่พวกเราซ้อมก็คือ Silent Night, Santa Clause is coming to town, The Christmas Song แล้วเพลงสุดท้ายก็คือ White Christmas ครับ เพลงเหล่านี้นับว่าเป็นเพลงที่ช่วยสร้างบรรยากาศในงานวันคริสต์มาสได้ดีเลยทีเดียวครับ วันนี้พวกเราร้องเพลงกันได้ดีครับเพราะว่า Note เพลงนั้นพวกเราได้ซ้อมกันไปเยอะแล้วครับแล้วที่สำคัญก็คือส่วนมากเป็นคนเดิมๆที่ร้องกันมาตลอดหลายปีที่ผ่านมาครับ แต่สิ่งที่ผมแปลกใจก็คือผมเห็นผู้หญิงคนหนึ่งมานั่งดูพวกเราซ้อมอยู่ครับ ผมเองก็ไม่ได้แปลกใจอะไรเพราะว่าเธออาจจะเป็นคนแถวนี้ที่ได้ยินเสียงเพลงแล้วแว๊ะเข้ามาชมก็ได้ครับ... ผมมองไปที่เธอเหมือนว่าเธอจะยิ้มให้ผมก็รู้สึกแปลกใจว่าผมเคยรู้จักเธอที่ไหนหรือไม่...แต่ก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษครับ หลังจากที่พวกเราเลิกซ้อมกัน Matt กับ Jane บอกว่าจะไปซื้อของเอาไว้สำหรับวันคริสต์มาสให้กับญาติๆของพวกเขา ส่วนผม...ผมเองไม่ได้มีญาติที่ไหนหรอกครับผมเลยไม่อยากจะไปเป็นก้างขวางคอความหวานที่กำลังจะตกผลึกอย่างพวกเขาทั้งสองคนผมเลยตัดสินใจไปเดินเล่นแถวละแวกบ้านเหมือนดั่งตอนเช้า บรรยากาศตอนจะพลบค่ำก็ให้ความรู้สึกอีกอย่างหนึ่ง บางชีวิตก็กำลังจะพักผ่อน ส่วนบางชีวิตก็ต้องทำงานดิ้นรนต่อไป พร้อมๆกับการลับแสงจากดวงอาทิตย์ไป แสงไฟจากถนนและตึกรางบ้านช่องก็เริ่มสว่างขึ้น แค่ช่วงเวลาเล็กๆแค่นี้ก็แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงได้ตลอด... ผมกลับมาที่บ้านเพื่อที่จะพักผ่อนพรุ่งนี้เป็นวันจันทร์ผมมีสอนที่ Brooklyn College วิชา Compositionซึ่งผมเองก็ไม่ได้ถนัดมากนักกลัวเหมือนกันว่าผมจะไม่สามารถตอบคำถามนักศึกษาได้แต่ไม่เป็นไร ก่อนจะนอนผมจะเตรียมตัวก่อนไปสอนอย่างเต็มที่...

    PS. ตอนนี้ Daisy จะเป็นอย่างไรบ้างน้อ...หวังว่าเธอคงจะสบายดี...และยังจำผมได้อยู่

    Nathan Claudsen

    To be continue... โปรดติดตามตอนต่อไปเร็วๆนี้

    September 14

    เราจะยังคงเป็น "The RhyThm of TU Chorus" หรือไม่?

               มื่อวานที่ผ่านมานี้เป็นอีกวันหนึ่งที่ผมมีความสุขที่สุดในรอบปีนั่นก็คืองานบายเนียร์ TU Chorus รหัส 47 งานนั้นวันนั้นเป็นงานที่สดใสและเต็มไปด้วยความสุขสนุกสนานจากรอยยิ้มของทุกคน คงอาจจะเป็นเพราะว่าพี่ๆเขาเริ่ด เริ่ด ด้วยมั๊งงานมันเลยออกมาแบบหลุดโลกไปเลย... แต่ในขณะเดียวกันเมื่อผมกลับมาย้อนคิดถึงตัวเองแล้วเวลาของผมสำหรับ TU Chorus แห่งนี้มันเหลืออีกไม่มากเลย มันค่อยๆร่อยหรอลงทุกๆวัน มันเหมือนกับการนับถอยหลังถึงวันที่ผมคงต้องจากจรจากบ้านผมอีกแห่งที่มีทั้งความรักและความผูกพัน งานวานนี้เปรียบเสมือนแสงสว่างวูบหนึ่งที่เกิดขึ้นในใจซึ่งมันก็คงจะส่องสว่างไปทั่วทุกมุมในจิตใจของผม แต่มันก็อาจจะเป็นเพียงแสงสว่างเพียงวูบหนึ่งที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่ยังไงก็ตามผมก็ยังคิดว่าแสงสว่างนั้นจะสามารถนำทางให้ผมเห็นทางเดินที่เต็มไปด้วยความมืดมิดที่ทอดยาวอยู่เบื้องหน้าด้วยใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยศรัทธา...
              มกลับมาคิดทบทวนถึงเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นมาตลอด 3 ปีที่ผมเริ่มร้องเพลงประสานเสียงที่ TU Chorus ที่แห่งนี้ได้ให้มิตรภาพและความอบอุ่นกับผมมาตลอด(ถ้าเกิดว่าลองย้อนกลับไปอ่านก็จะรู้ว่าผมนั้นผูกพันกับที่นี่มากแค่ไหน) ส่วนตัวผมแล้วผมรู้สึกดีที่เวลาถ้าจบไปแล้วผมหันหลังกลับมามอง ณ จุดจุดหนึ่งที่ผมเคยเดินผ่าน ผมคงจะอดยิ้มและหัวเราะกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงแค่วูบเดียวแต่มันก็จะเป็นสิ่งที่อยู่ในความทรงจำของผมตลอดไป เหมือนการที่เราหลับตาแล้วนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1 ที่ TU Chorus แห่งนี้(เวลามันผ่านไปเร็วเหลือเกิน) กลับพบว่าลืมตาอีกทีก็กลายเป็นโลกในยุคปัจจุบัน "ปีสี่แล้วหรือเนี่ย..." พวกเราทุกคนสามารถเดินทางผ่านเวลาได้เสมอ ผมว่ามีอยู่สิ่งเดียวที่สามารถพาเราไปไหนก็ได้นั่นก็คือความทรงจำของเรา พริบตาเดียวเราก็ย้อนไปสู่ห้วงเวลาที่มีความสุขได้ถึงแม้ว่าเรากำลังทุกข์ระทมก็ตาม
              มลองจินตนาการถึงวันที่จะต้องมาถึงในวันข้างหน้า... วันที่ผมจะไม่ได้มาเจอกับพี่ๆน้องๆTU Chorusเหมือนดังที่ผ่านมา...ผมจะไม่ได้มาซ้อมบ่อยๆเหมือนที่ผ่านมา ผมจะไม่ได้ไปทานข้าวกับน้องๆแล้วก็ไปโน่นไปนี่ดู Concert กับน้องๆ แค่คิด...แค่คิดเท่านั้นเองเหมือนกับว่าโลกทั้งโลกมันเคว้งคว้างว่างเปล่าไปเลยเหมือนกัน เหมือนกับว่ามันไม่มีอะไรที่จะต้องทำ(ทำอะไรไม่ถูกคิดอะไรไม่ออก) ผมหวังว่าเมื่อถึงวันนั้นจริงๆผมจะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างรู้เท่าทัน
              ถึงน้องๆรุ่นต่อไปที่จะต้องดูแล TU Chorus ให้เป็น TU Chorus เหมือนดั่งเดิม เพราะพี่เองก็คงจะต้องไปทำสิ่งที่ต้องทำแล้ว พี่อาจจะสามารถยืดเวลาออกไปได้อีกแค่ 2 ปี(สำหรับการเรียนปริญญาโท) แต่จากนั้นไปน้องๆก็คงจะต้องเก็บพี่ไว้ในความทรงจำแล้วล่ะน้า รักกันมากๆนะเวลาที่เรายืนอยู่อย่างพี่แล้วจะได้ไม่เสียใจเพราะว่าได้ทำทุกอย่างอย่างเต็มที่และสมบูรณ์แล้ว
              ปีหน้าผมจะยังเป็น The RhyThm of TU Chorus หรือไม่...คำตอบคือไม่เพราะว่าผมไม่ได้เป็น TU Chorus ที่พร้อมจะร้องพร้อมจะซ้อมอยู่ทุกวันเหมือนแต่ก่อนแล้ว แต่ผมก็หวังว่าสิ่งที่ผมจำทำรวมไปถึงสิ่งที่ผมเป็นทั้งที่ผ่านมาและจะเกิดขึ้นในอนาคต ผมขอเป็นส่วนหนึ่งใน Hall of Frame ของ TU Chorus Legendary เหมือนกับเหล่าพี่ๆที่ได้รับคำกล่าวขวัญอยู่ทุกวันนี้และตลอดไป ผมจะทำให้ทุกคนรู้ว่า TU Chorus สอนอะไรผมบ้าง และผมคงจะไม่มีวันนี้ถ้าไม่มี TU Chorus...