The RhyThm's profileThe RhyThm® SeriesPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    September 29

    My First Choral Conducting... ตอน 2 (The Result with enchantness)

              สวัสดีครับเป็นอย่างไรกับบ้างเนี่ย หวังว่าจะสบายดีกันถ้วนหน้านะครับ ช่วงนี้อากาศไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ฝนตกหนักมากๆในช่วงเย็นๆค่ำๆครับ อย่างไรก็อยากจะให้รักษาสุขภาพนะครับ และขอให้ช่วยส่งกำลังใจไปให้คนฟิลิปปินส์ที่ประสบภัยจากอุทกภัยและพายุ ขอให้พวกเขารอดปลอดภัยและได้รับการช่วยเหลืออย่างเต็มที่จากภาคส่วนต่างๆในโลก หรือว่าที่มันมีพายุพัดเข้าสู่ฝั่งบ่อยขึ้นอาจจะเป็นผลพวงมาจากภาวะโลกร้อน ยังไงถ้าจะใช้พลังงานหรือทรัพยากรธรรมชาติก็อย่าลืมนึกถึงคนรุ่นต่อไปด้วยนะครับ นั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของจริยศาสตร์(Ethics) เช่นเดียวกัน
              อ่า...เรามาพูดกันถึงเรื่องงานเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาดีกว่าครับ ก็เป็นงานต่อเนื่องมาจากงานวันจันทร์ครับ ซึ่งงานวันจันทร์นี้เราจะดูแป๊กๆ เพราะว่างานของเราเหมือนกับงานขั้นรายการของเหล่าอาจารย์ที่กำลังรับประทานอาหารในงานเลี้ยงเกษียณอายุของอาจารย์(ในคณะศิลปศาสตร์) ซึ่งอาจารย์ท่านก็ดูงงๆเหมือนกัน แต่ Result ก็ออกมาค่อนข้างดีครับ อาจารย์ท่านก็ชอบกันเป็นส่วนใหญ่ ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือปัญหาเดิมๆคือเรื่องห้องที่ไม่ค่อยจะเหมาะสมกับการแสดงและบรรยากาศที่มีเสียงคุยกันจอแจ แต่นั่นแหละครับมันก็อาจจะเป็นธรรมดาสำหรับการแสดงในลักษณะแบบนี้ 
              ในวันศุกร์นั้นผมก็ได้ตื่นนอนตอนประมาณเก้าโมงกว่าครับ แล้วก็เตรียมข้าวเตรียมของในเรื่องของชุดที่จะต้องใช้แสดง(ชุดที่จะใช้แสดงนั้นมีความสำคัญของผมมากเสื้อเชิร์ตข้างในนั้นเป็นเสื้อเชิร์ตที่ใช้แสดงของวง The Bangkok Voices สีขาวที่ทำให้ผมมีความมั่นใจอยู่เสมอและรู้ึสึกเหมือนถูกล้อมรอบด้วยเหล่าดวงดาวทั้งหลาย ส่วนเสื้อสูทตัวนอกนั้นเป็นเสื้อสูทสำหรับการแสดงคอนเสิร์ตขับร้องประสานเสียงครั้งแรกของผม The Color of Life กับ TU Chorus สมัยที่ผมอยู่ชั้นปีที่ 1 เมื่อ 5 ปีที่แล้วผมยังจำความรู้สึกได้ดีเพราะว่าเสื้อสูทชุดนี้ได้ทำให้ผมระลึกถึงรากเหง้าและที่มาว่าทำไมเราถึงมีวันนี้ได้...) หลังจากที่เตรียมชุดเรียบร้อยแล้วผมก็ได้ไปทำธุระส่วนตัวอาบน้ำและซ้อมเพลงอีกนิดหน่อยเพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างจะพร้อมในการแสดง ก่อนทีผมจะออกจากบ้านก็มีน้องๆโทรมาบอกว่าให่้เขียนประวัติเกี่ยวกับการขับร้องประสานเสียงให้เขาด้วยเพราะว่าทางอาจารย์ที่เป็นพิธีกรจะนำเอาไปพูด ผมก็เลยมานั่งเขียนแบบย่อๆเริ่มตั้งแต่ที่เข้าชุมนุม TU Chorus จนถึงตอนนี้กับ The Bangkok Voices ก็รีบที่สุดแล้วครับ จากนั้นเมื่อโทรไปหาน้องเก่งที่เป็นประธานชมรมก็โทรไม่ติด(ยังดีที่มีเบอร์น้องอีกคน) เพราะว่าโทรศัพท์น้องเก่งนั้นหายพอดี!!! เกือบแย่เหมือนกันครับ 
              หลังจากนั้นผมก็ได้ออกจากบ้านเพื่อที่จะไปสู่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล มหาเมฆ(กรุงเทพ) ซึ่งผมก็นัดน้องๆ้เอาไว้ในห้องที่เดิมที่พวกเราเคยซ้อมกันในวันจันทร์ แต่เมื่อผมมาถึงห้องนั้นแล้วผมก็รู้สึกแปลกใจว่าทุกๆคนหายไปไหน ผมก็รอสักพักก็ไม่ได้เห็นใครเข้ามาเลย จนกระทั่งผมเห็นน้องๆ ในชุมนุมไปเดินรวมตัวกันที่ศาลพระภูมิ เพื่อที่จะไปไหว้ศาลพระภูมิเพื่อเอาฤกษ์เอาชัย ผมก็เลยออกไปด้วยครับ ซึ่งผมก็ได้เห็นน้องเก่งที่ด้านนอกแล้วนอกเขาก็บอกว่าโทรศัพท์หายครับ โชคดีที่ผมสามารถติดต่อกับพวกเขาได้ แล้วผมก็ได้รู้ว่าที่ๆแสดงในวันนี้ไม่ได้แสดงที่ในฝั่งราชมงคลฯ มหาเมฆ ครับ แต่พวกเราไปแสดงกันอีกฝั่งหนึ่งครับ เป็นหอประชุมของ ราชมงคลฯ กรุงเทพ(เทคนิคกรุงเทพ) ซึ่งหอประชุมนั้นจะมีขนาดใหญ่เป็น 4 เท่ากับห้องที่เราเคยแสดงไปในวันจันทร์ครับ งานนี้ผมก็เป็นห่วงมากๆเกี่ยวกับเรื่อง Mic และเรื่องเสียงว่าจะได้ยินกันทั่วหรือไม่ เมื่อเราเจอทุกคนแล้วเราก็ได้รีบรวมพลเดินไปที่ฝั่ง เทคนิคกรุงเทพ เมื่อเราถึงที่นั่นเราก็ได้ไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์กันที่บริเวณรอบๆที่นั่นครับ เป็นครั้งแรกที่ผมได้เข้าไปที่นั่น อยากจะบอกว่าบรรยากาศดีมากเลยครับ น่าอยู่ ก็ได้ไปไหว้พระวิษณุกรรม ด้วยครับ ก็ขอให้ท่านช่วยดลบันดาลให้การแสดงของพวกเราราบรื่นครับ
              จากนั้นพวกเราก็ได้เดินเข้าไป Sound Check กันที่หอประชุมครับ อยากจะบอกว่างานนี้ไม่หมูนะครับ เพราะว่าไมค์ก็เป็นไมค์พูดปรกติ เพียงแค่ 4 ตัว สภาพ Hall มีลำโพงแค่ 2 ตัีวด้านหน้าเท่านั้นเองครับ กล่าวได้ว่ามันไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการนี้จริงๆ ผมก็ได้เริ่มบอกน้องๆว่าจะต้องร้องดังกว่าเดิมประมาณ 1.5-2 เท่าจากที่เคยซ้อมๆกันอยู่ เพราะว่าไมค์และสภาพ hall ที่แสดงนั้นไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการขับร้องประสานเสียง ผมก็ได้ให้น้องๆลองร้องโน้ตตัวเดียวก่อนเพื่อที่จะฟังว่าออกมาเป็นอย่างไร แล้วก็ได้ให้ร้อง Harmony Cmaj แต่ดูเหมือนว่าไมค์จะต้องจัดอย่างระมัดระวังเพราะว่างานนี้มันไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะว่าผู้ชายมีเพียง 6 คนแต่ผู้หญิงในส่วนของ Alto และ Soprano นั้นมีรวมกันถึง 20 คน ผมจึงขอให้ลุงที่ควบคุมเรื่องไมค์และเครื่องเสียงช่วยเร่งไมค์ให้ดังขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อยเพื่อเป็นการช่วยเหลือนักร้อง แต่ต้องไม่เร่งให้ดังที่สุด เพราะว่าถ้าเร่งให้ดังที่สุดแล้วมันจะดูดเป็นคนๆมากเกินไปมันจะไม่ได้เสียงในรูปแบบของการ Blending ก่อนที่จะเข้าไมค์ จากนั้นผมก็รู้สึกดีขึ้นเพราะว่าเสียงออกมามากขึ้นแ่ต่ผมก็ต้องทำใจว่ามันคงจะได้ไม่มากไปกว่านี้แล้ว หลังจากที่ผมเหนื่อยจากการวิ่งไปวิ่งมาและตะโกนบอกนักร้องในขณะที่ผมเดินไปฟังด้านหลังสุดของ Hall หลายรอบในส่วนของการ Sound Check แล้วฝนเองก็เริ่มตกในขณะที่เรากำลังจะเสร็จการ Sound Check เพราะว่า อาจารย์เริ่มจะเข้ามาแล้ว (งานเริ่ม 17:00 ทีแรกเขาจะให้เราเป็นวงเปิดด้วย แต่ด้วยเหตุที่ว่าเราอาจจะซ้อมไม่ทันก็เลยย้ายเราออกไปเป็น 2 ทุ่ม) พวกผมก็ได้ทยอยกันออกจากหอประชุมและเดินไปที่ห้องพักในตึกใกล้ๆกันซึ่งก็ต้่องเดินตากฝนนิดหน่อย ผมซึ้งน้ำใจของน้องๆผู้ชายมาก พวกเขาใช้ร่มเดินมาส่งผมแล้วก็เอาร่มไปคืนแล้วก็วิ่งตากฝนมา เมื่อนึกถึงพวกนี้ทีไรก็ทำให้ผมหายเหนื่อยทุกครั้ง 
              จากนั้นเมื่อขึ้นมาที่ห้องพักแล้วผมก็ให้ทุกคนพักสักครู่หนึ่งเพราะว่าเมื่อสักครู่ที่เรา Sound Check นั้นผมเ้ข้าใจว่าทุกคนเหนื่อยกันมาก ก็ให้พักแต่งหน้ากันแต่งตัวกันสัก 30 นาที(ผมเองก็อยากจะพักด้วยเช่นกัน) เมื่อถึงเวลาที่พวกเราเรียกรวมเพื่อซ้อม ทุกคนก็มาซ้อมกัน ผมไม่อยากจะซ้อมอะไรมากเพราะว่ารู้ว่ามันคงจะทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้แล้ว สิ่งที่ต้องทำก็คือซ้อมเพื่อให้เกิดความมั่นใจ และไม่ประหม่าเท่านั้นเอง จะมีแก้โน้ตนิดหน่อยเท่านั้นครับ ผมก็ซ้อมทั้ง 3 เพลงคือ เพลง Intro บทเพลงพระราชนิพนธ์ส้มตำ ของ สมเด็จพระเทพฯ และเพลงเพลินของคุณหญิงพวงร้อย และ เพลง STAR ครับ งานนี้ผมไม่คาดหวังอะไรกับสองเพลงแรก เพราะว่ามันเป็นงานที่เร่งด่วนจริงๆครับ แต่เพลง STAR ที่ผมซ้อมให้น้องๆตั้งแต่ครั้งแรกนั้นออกมาค่อนข้างจะดีแล้วล่ะครับ ก็จะมีข้อเสียเล็กน้อยเกี่ยวกับ Intronation ซึ่งก็ต้องแก้ไขกันค่อนข้างยาวครับกว่าจะเข้าที่... ระหว่างนั้นเ้องผมก็ได้นึกถึงพระคุณของครูฝนที่ทำให้ผมมีวันนี้แต่ด้วยความที่ยุ่งเหยิงมากผมเลยไม่มีเวลาได้โทรหาครูฝนเลย ก็อยากจะขอบคุณครูฝนในครั้งนี้ด้วยที่ทำให้ผมมีวันนี้ เมื่อถึงเวลาใกล้แสดงพวกเราจึงได้เริ่มทยอยเดินลงไปด้านล่างและเดินลัดเลาะไปหอประชุม ซึ่งผมเองก็ได้ให้น้องๆช่วยมาร์คที่วางไมค์และตำแหน่งของไมค์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว 
               ระหว่างที่รอนั้นก็เป็นเวลาที่วุ่นวายมากๆเพราะว่าใครต่อใครก็มากันเยอะไปหมดทั้งชุดการแสดงต่างๆที่รวมตัวกันอยู่ด้านหลังเวที ดูวุ่นวายมากๆ สิ่งที่ผมกังวลที่สุดก็คือเรื่องไมค์กับเรื่องคีย์บอร์ดที่จะต้องเอาออกไปก่อน ก่อนทีผมจะสั่งให้นักร้องเดินออกไปแล้วผมเดินตามออกมาทีหลังสุด ผมก็ต้องไปนัดแนะคิวให้น้องคนไหนเอาไมค์ไปวางน้องคนไหนจัดไมค์น้องคนไหนเอาคีย์บอร์ดไปวาง ดูวุ่นวายมากๆ พวกน้องๆที่รอกันหลังเวทีก็ตื่นเต้นกันผมก็บอกว่าไม่ต้องตื่นเต้นเหมือนซ้อมเลย ซ้อมยังไงก็ร้องแบบนั้นแหละ ไม่ต้องกลัวเราอยู่ด้วยกัน... ถ้าไม่เข้าใจมองพี่ พี่อยู่กับพวกเราเสมอ...
              และแล้วเวลาที่ต้องแสดงก็มาถึง อาจารย์ที่เป็นพิธีกรก็บอกว่า "และแล้วก็ถึงการแสดงชุดนี้ครับ นับว่าเป็นมิติใหม่ของมหาวิทยาลัยของเรา ที่จะมีวงคอรัส...." โหย ใจผมนี่แหมม อะไรจะขนาดนั้นครับผม ระหว่างที่อาจารย์พูดอยู่ผมก็ได้ให้น้องๆจัดเตรียมทุกอย่างก่อนที่จะเดินออกไป ทั้งไมค์และเรื่อง Track เพลง ผมสั่งให้น้องคนที่เป็นเพื่อนๆของพวกน้องร้องมาช่วยผมคนหนึ่ง ช่วยเปิด Track ให้ผมถ้าผมสั่งให้เปิดก็ให้เปิด ถ้าดังเกินไปให้เบาลงอะไรแบบนี้น่ะครับ ก็กลัวเหมือนกันว่าน้องเขาจะไม่รู้คิว แต่เอาเถอะ จะเริ่มแล้ว!!! เมื่อน้องๆเดินออกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วผมก็เดินออกไปพร้อมๆกับเสียปรบมือครับ จากนั้น ผมก็ได้ให้หมีแก้ว ผู้ช่วยของผม(งานนี้ถ้าไม่มีหมีแก้วผมจะเหนื่อยกว่าเดิมประมาณ 4 เท่าเพราะผมต้องต้องทำทุกอย่างทั้งกดเปียโน ทั้งร้องไปด้วย ทั้งพูดสอน โหยยยย ครบสูตร) กดเสียงจูนใ้ห้จากนั้นผมก็ได้เริ่มร้องเพลงส้มตำซึ่งเป็น Acapella (เสียวจริงๆ) ก็มีเพี้ยนบ้างเล็กน้อยครับแต่ก็ยังพอทำให้มันจบไปได้ เฮ่ออออ เรื่อง Expression พวกเราทำได้ดีมาก คงอาจจะเป็นเพราะว่าเพลงสนุกสนานด้วยมั๊ยครับ ต่อมาก็เป็นเพลงเพลินครับ เพลงเพลิน พวกเราก็ทำได้ดีกว่าในการซ้อม เพราะว่าเพลงนี้ค่อนข้างสูงนิดหน่อยสำหรับ Soprano แต่ก็ยังดีครับพวกเราก็ทำได้ดีเลยทีเดียว จากนั้นก็เป็นเพลงโชว์(ที่ผมคิดว่าเป็นเพลงที่เอาไว้โชว์จริงๆ) ก็คือเพลง STAR ครับ เพลงนี้พวกเราก็ทำกันได้ดีมากถึงจะมีเพี้ยนๆแปร่งๆนิดหน่อยแต่ก็ถึงว่าพอรับได้ครับ จากนั้นผมก็ได้โค้งและพาทุกคนเดินออกมาจากเวที ทุกๆคนดูมีความสุขและเต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้่มบนใบหน้า ผมเองก็มีความสุขเหมือนกันที่ทุกอย่างออกมาดี(ถึงแม้ว่าเสียงปรบมือจะไม่ได้ดังกึกก้องแต่ผมรู้ว่ามันดังเสมอในใจผมเอง) จากนั้นท่านอาจารย์ที่เป็นพิธีกรก็ได้เชิญให้ผมไปรับของที่ระลึกจากท่านอธิการบดี ท่านอธิการบดีก็บอกว่า "ขอบคุณมากนะครับที่มาช่วย...หวังว่าจะได้ฟังอีกในครั้งต่อๆไปนะครับ" ผมเองก็ครับด้วยความยินดีครับ ขอบคุณครับ...
              Feedback ที่ทราบมาหลังจากที่พวกเรานั้นได้แสดงกันจบแล้วนั้น อาจารย์บางท่านที่ไม่รู้จักก็เดินเข้ามาหาผมก็บอกว่าดีมากเลยค่ะเพราะมาก ส่วนท่านอาจารย์ที่รู้จักก็เดินเข้ามาขอถ่ายรูปและแสดงความยินดีกับผมกันยกใหญ่ พวกน้องๆก็น่ารักก็เดินเข้ามาขอบคุณผม ผมเองก็มีความสุขมากๆครับ ผมคงจะไม่สามารถมีวันนี้ได้เลยถ้าไม่มีคนเหล่านี้ครับ คนแรกที่ผมอยากจะขอบคุณก็คือ ครุฝนของพวกผมและ TU Chorus ครูท่านเป็นผู้ที่สอนให้ผมร้องเพลงขับร้องประสานเสียงและเข้าใจ การ Blending การเข้ากับผู้อื่นและความสามัคคี ขอให้ครูอยู่กับพวกเราต่อไปนะครับ ครุอยู่ในใจผมเสมอ คนต่อมาก็คือ คุณพ่อและคุณแม่ ขอบคุณที่สนับสนุนผมเกี่ยวกับการร้องเพลงขับร้องประสานเสียงมาโดยตลอดครับ และขอขอบคุณหมีแก้ว คนรักที่น่ารักที่สุดของผม ผมจะไม่สามารถมีวันนี้ได้เลยถ้าไม่มีผู้ช่วยที่ช่วยผมเสมอทำให้ผมมีความสุขและพร้อมที่จะสู้ต่อไปกับสิ่งที่เข้ามาต่างๆ สุดท้าย ขอขอบคุณน้องๆ FLA Chorus Faculty of Liberal Art Chorus ของ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลมหาเมฆ พี่คงจะไม่สามารถทำสำเร็จได้ถ้าไม่มีพวกเรา พี่เชื่อว่าพวกเราจะต้องมีอนาคตที่ก้าวได้ไกลกว่านี้แน่นอน เพราะว่าพี่เห็นความตั้งใจจริงและความที่มีใจสู้ของพวกเรา แล้วเจอกันเปิดเทอมนะน้องๆ
              เป็นอย่างไรบ้างครับ งานแรกของผม ผมยอมรับว่าการทำวงในเวลา 1 เดือนให้สามารถแสดงได้นั้นมันไม่ได้ง่ายนะครับ แต่ก็ไม่ได้ยากเกินไปถ้าหากว่าเรามีความหวังและมีความเชื่อมั่นว่างเราสามารถที่จะทำให้มันสำเร็จได้ เอาไว้ถ้ามีอะไรแล้วผมจะมาเล่าให้ทุกคนอีกนะครับ ขอบคุณทุกคนที่ติดตามเรื่องราวของผมเสมอ ผมเองก็หวังให้ทุกคนเองมีความสุขเช่นกันครับ...
    September 20

    My First Choral Conducting "งานแรกก็เจองานช้างเสียแล้ว..."

               สวัสดีทุกคนอีกครั้งหนึ่งนะครับ ช่วงนี้ก็จะได้เจอกันค่อนข้างบ่อยเหมือนกันนะแต่ก็ไม่ได้บ่อยเหมือนกับช่วงที่ผมยังเรียนไม่จบอ่ะนะ เป็นอย่างไรกันบ้างครับสบายดีเหรอเปล่า ตอนนี้ฝนตกอากาศกำลังจะผลัดเปลี่ยนไปสู่ฤดูหนาว(ที่รอคอย) ก็ระหว่างนี้ก็ขอให้ทุกคนรักษาสุขภาพกันด้วยนะครับจะได้ไม่เป็นหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ 2009 อันนี้ก็อาจจะกลับมาระบาดอีกรอบนะครับก็ฝากเอาไว้ให้ระวังกันด้วยนะครัยด้วยความรักและความปรารถณาดีเหมือนเคยครับ
               หลายๆคนก็คงจะทราบว่าช่วงนี้ที่ผมทำตัวเหมือนไม่ว่างนั้นก็เพราะว่าผมได้มีโอกาสไปช่วยน้องๆ เทคโนโลยีราชมงคลมหาเมฆ สอนการขับร้องประสานเสียง ซึ่งผมเองก็รู้สึกแปลกใจเหมือนกันว่างานแรก(ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่งานประจำ) ที่ทำแล้วได้เงินก็คือการสอนขับร้องประสานเสียงแทนที่จะเป็นการทำงานทางด้านสังคมสงเคราะห์ ก็อาจจะฟังดูแปลกดีเหมือนกันนะครับ ผมเองยังว่าแปลกเลย ผมเริ่มสอนน้องๆครั้งแรกเมื่อประมาณกลางเดือนสิงหาคมครับ หลังจากวันรับพระราชทานปริญญาบัตรผมก็ได้เริ่มไปสอนพวกเขาเลยครับ
               ครั้งแรกที่ผมไปสอนนั้นผมก็ยังจำความรู้สึกได้เสมอครับ น้องๆแต่ละคนนั้นดูเหมือนจะมีความตั้งใจมากๆเลย มีความตั้งใจแล้วก็อยากจะร้องเพลงด้วยผมเห็นแบบนี้แล้วผมเองก็รู้สึกชื่นใจครับวันแรกก็สอนไปเกินเวลาเลยครับ จริงๆแล้วเรื่องเวลาเนี่ยก็ไม่ได้พูดคุยกำหนดเอาไว้ชัดเจนกับน้องเก่ง(น้องเก่งเป็นประธานชมรมที่มีความสามารถและทำกิจกรรมเยอะมากหลายอย่างผมเองก็รู้สึกแปลกใจเหมือนกัน) จนพักหลังมานี้คือเลิกกี่โมงก็แล้วแต่ตามที่ผมและ้น้องๆที่วงจะพอใจ... แต่ด้วยความที่ชมรมเราเป็นชมรมตั้งใหม่ก็เลยอาจจะมีอะไรหลายๆอย่างที่ค่อนข้างติดขัดเพราะว่าตารางการซ้อมนั้นอาจจะชนกับกิจกรรมอื่นๆผมเ้องก็พยายามมองหลายๆอย่างด้วยความเข้าใจครับ แค่พวกเขามากันพร้อมหน้าผมเองก็รู้สึกปลื้มใจและมีกำลังใจจะสอนแล้วครับ
               ก็ขอเขาเรื่องกันเลยดีกว่าครับ ตามชื่อเรื่องของวันนี้เลย "งานแรกก็เจองานช้างเีสียแล้ว..." ก็คือว่าวันศุกร์หน้าจะมีงานเลี้ยงเกษียณอายุราชการของเหล่าอาจารย์ของน้องๆม.ราชมงคลฯ ซึ่งงานนี้จะมีเหล่าคณาจารย์และเหล่าผู้บริหารมากันเพียบ ซึ่งเมืื่อนับจากเวลาที่ผมเ้ริ่มซ้อมคือกลางเดือนสิงหาคม ตอนนี้ก็ประมาณกลางเดือนกันยายนผมยอมรับว่าผมรู้สึกตื่นเต้นเลยทีเดียวกับเวลาซ้อมเพียงหนึ่งเดือนแล้วก็ออกแสดงในงานใหญ่ขนาดนี้ ผมว่ามันเป็นอะไรที่ค่อนข้างท้าทายความสามารถของเหล่าน้องๆนักร้องของผมและตัวผมเองเป็นอย่างยิ่ง
               แต่อย่างไรก็ตามผมก็ยังมีความเชื่อมั่นในตัวนักร้องของผมพอๆกับการเชื่อมันในตัวผม เพราะว่าผมได้กลายมาเป็นหูคู่แรกของพวกเขาที่ทั้งอยู่ใกล้พวกเขามากที่สุดและเป็นคนที่อยู่ด้วยกันกับเขาทั้งการแสดงตั้งแต่ต้นจนจบ ถึงแม้ว่าจะตื่นเต้นบ้าง...แต่ผมก็เชื่อว่าทุกอย่างจะต้องผ่านไปได้ด้วยดีครับ ถ้าพวกเราพยายามกันอย่างไม่ท้อถอยและมีความตั้งใจมีสมาธิอยู่กับเพลงอย่างต่อเนื่อง
               เมื่อวานนี้ผมได้มีโอกาสเปิดเพลง Star ที่น้องๆได้ร้องเอาไว้ในการซ้อมในวันศุกร์ แต่น่าเสียดายที่ผมไม่ได้อัดจนจบเพลง ผมเองก็เปิดฟังในขณะที่คุณแม่ก็นั่งอยู่ข้างๆ คุณแม่ก็ถามว่าวงอะไรร้องเนี่ย เพลงอะไรเนี่ย ผมก็บอกไปว่าวง FLA ที่เดียร์ไปสอนน้องๆ ราชมงคลไงครับ คุณแม่ก็บอกว่า โหนึกว่าวงที่ไหนร้องได้ดีเลยทีเดียว...(ปลื้มแทนน้องๆน่ะครับ)
               สำหรับวง FLA Chorus ของน้องๆกลุ่มนี้ผมได้เห็นอะไรหลายๆอย่างที่เป็นสัญญาณว่ามันจะสามารถเติบโตและเจริญงอกงามได้ดีเลยทีเดียวครับ ก็อย่างที่บอกครับด้วยความตั้งใจและความทุ่มเทของพวกเขาที่ผมสามารถเห็นได้ผมเชื่ออย่างนั้น 
               เรื่องที่ผมค่อนข้างตกใจนิดหน่อยเกี่ยวกับงานวันศุกร์นี้ก็คือผมจะต้องอยู่จนจบงานเพื่อที่จะขึ้นไปรับดอกไม้จากผู้บริหารครับ นับว่าเป็นเกียรติของผมมากๆเลยครับ กับการได้รับเกียรติในครั้งนี้ให้ไปรับดอกไม้ ส่วนตัวผมแล้วอยากจะให้น้องเก่งในฐานะหัวหน้าวงประธานชุมนุมไปมากกว่าเพราะถ้าไม่มีน้องเก่งผมก็คงไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้เหมือนกัน
               ก็ฝากทุกคนให้เป็นกำลังใจผมในงานนี้ด้วยนะครับ มันเป็นงานแรกของการเป็น Conductor Lv.1 ของผมและเป็นงานแรกของน้องๆวงผมด้วย ขอให้ทุกคำอวยพรกลายเป็นแรงขับดันให้พวกน้องๆสามารถสร้างบทเพลงที่ไพเราะเพื่อที่จะทำให้คนฟังมีความสุขด้วยเถิด...

    September 07

    ชีวิตที่อุดมสมบูรณ์?

               หลายครั้งที่เราพยายามถามตัวเองอยู่เสมอว่า ความสุขและความสงบที่แท้จริงที่ชีวิตเราต้องการนั้นคืออะไรกันแน่ ผมเองก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้นมานานแล้ว แล้วก็พยายามหาคำตอบ(แต่ก็ไม่รู้ว่าคำตอบที่ได้มันจะเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาของชีวิตหรือไม่...) เมื่อตอนที่ผมเป็นเด็กสมัยสักมัธยมปลายได้ ผมรู้สึกว่าการที่เราทำคะแนนได้ดีๆ ทำกิจกรรมที่มีประโยชน์ทำให้เรามีความสุข เพราะว่าความสุขก็คือการที่ได้รับเกียรติและความชื่นชมจากเหล่้าคณาจารย์ มันเลยอาจจะเป็นแรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่สำหรับผมเลยในช่วงนั้น ซึ่งผมเองก็มาได้รู้ที่หลังว่าความสุขที่แท้จริงมันไม่ได้อยู่ที่ไหนเลย ยกเว้นที่"ใจ"ของเราเอง การที่เราพึงพอใจกับสิ่งเร้าต่างๆภายนอกที่เข้ามากระทบกับประสาทสัมผัสของเราแล้วทำให้เรารู้สึกสบายใจหรือมีความสุขนั้นก็เพราะว่าใจของเรานำเอาข้อมูลที่ได้มาจากประสาทสัมผัสทั้งหลายเอามาประมวลผลนั่นเอง หลายๆครั้งที่เราอาจจะรู้สึกว่าเราไม่มีความสุขหรือไม่สบา่ยกายไม่สบายใจ อาจจะเป็นเพราะว่าเราได้รับรู้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งหลายของเรา แต่เราก็ยังคงมีสิทธิ์ที่จะมีความสุขได้ถ้า"ใจ"ของเราเข้มแข็งพอที่จะปฏิเสธสิ่งต่างๆที่จะไม่ดีไม่ให้ทำให้เรารู้สึกแย่ไปด้วย(กรุณาอ่าน Defend Machanismเพิ่มเติม)
              ผมว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ผมได้มีโอกาสเรียนเกี่ยวกับวิชาที่ทำให้ผมเข้าใจสิ่งต่างๆได้ดีขึ้น "ปรัชญา" วิชารากแก้วแห่งปัญญา ทำให้ผมได้มีโอกาสใช้เวลาว่างได้พิจารณาถึงเรื่องต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เมื่อไม่นานมานี้ผมมีโอกาสได้ดูภาพยนต์เรื่อง The Matrix Revolution ทาง TRUE Vision ตอนก่อนที่จะจบในภาคสุดท้ายนี้เป็นการต่อสู้ของ Neo กับ ไวรัส Smith ในโลกของ Matrix ซึ่งทั้งสองก็สู้กันอย่างเอาเป็นเอาตายท่ามกลางตัว Copy ของสายลับ Smith ที่ตอนนี้เป็นไวรัสคุกคามระบบ Matrix ไปแล้ว ระหว่างการสู้กัน Neo ได้ถูก Smith ทำร้ายอย่างแรงจนแทบจะไม่มีแรงสู้ต่อ แต่ Neo ก็ลุกขึ้นมาอย่างทุลักทุเล พร้่อมกับคำถามของ Smith (ประมาณ)ว่า แกจะสู้ไปทำไม แกจะสู้ไปเพื่อความรัก มิตรภาพหรือเสรีภาพหรืออย่างไร รู้ว่ายังไงๆก็ไม่มีทางชนะจะสู้ไปเพื่ออะไร... คำตอบของ Neo ที่กระแทกหูผมมาก(ซึ่งอาจจะไม่โดนใจคนที่ดูหนังเพื่อความมันส์และสนุกสนานเพียงอย่างเดียว)ก็คือคำว่า "ก็เพราะผมเลือกอย่างนั้น..." คำตอบสั้นๆนี้ได้ให้ความหมายเกี่ยวกับปรัชญามากมายที่เกี่ยวกับปรัชญาอัตถิภาวะนิยม(Existentialism) ซึ่งให้ความสำคัญกับการมีตัวตนอยู่ ไม่ว่าสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวนั้นจะเป็นอย่างไร(กรุณาไปศึกษาต่อเกี่่ยวกับปรัชญาอัตถิภาวะนิยม) ซึ่งมันเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนมีนั่นก็คือ "ทางเลือก..." เราคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าเรานั้นมีทางเลือกถึงแม้ว่าเราจะไม่เลือกอะไรเลยนั้นก็มีความหมายว่าเรา้เลือกทีจะไม่เลือกอะไรเลย ไม่ว่าสภาพรอบตัวจะเป็นอย่างไร... จะแย่แค่ไหนแต่เราสามารถเลือกที่จะมีความสุขได้ตามอรรถภาพด้วยการมองโลกในแง่บวกและมองโลกตามความเป็นจริง...
                ผมขออนุญาติพากลับเข้ามาสู่คำถามเดิมตาม Topic ที่ผมได้เขียนไปในตอนต้น ชีวิตที่อุดมสมบูรณ์คืออะไร? มันอาจจะดูเป็นคำถามที่มีคำตอบได้อย่างอนันต์หรือเป็นคำถามที่มีคำตอบสัมพันธ์มากๆ ไม่ว่าผู้ใดจะตอบอย่างไรมันก็มีความหมายในตัวของมัน แต่ถ้าลองสังเกตให้ดีแล้ว คำตอบเหล่านั้นจะวนเข้ามาสู้จุดเดียวคือ "ความสุข..." ความสุขเองก็มีหลายความหมายเช่นกันก็แล้วแต่ว่าแต่ละคนจะคิดอย่างไร สุดท้ายแล้วก็คงจะต้องขึ้นอยู่กับใจของผู้อ่านเอง(ผมว่านะ) ก็อาจจะเป็นเพราะว่าความสุขมันไม่สามารถวัดได้แปรออกมาเป็นคำทางคณิตศาสตร์ได้ คงจะต้องใช้ใจวัด สำหรับผมแล้วตอนนี้ผมรู้สึกว่าผมมีความสุขกับชีวิตที่สงบมาก... หลังจากช่วงงานรับปริญญาที่วุ่นวายเป็นต้นมา ซึ่งก็เป็นช่วงที่ผมว่างจากการเีรียน ผมจึงได้มีโอกาสใช้ชีวิตอย่างสงบ วันจันทร์และอังคารเย็นผมจะได้ไปซ้อมร้องเพลงในฐานะสมาชิกของวงขับร้องประสานเสียงที่ดีที่สุดวงหนึ่งในประเทศไทย The Bangkok Voices วันพฤหัสผมอาจจะได้ไปดูความเป็นไปของน้องๆชุมนุม TU Chorus แหล่งกำเนิดของผมในวงการขับร้องประสานเสียงด้วยความคิดถึง วันศุกร์ผมจะได้มีโอกาสทำในสิ่งที่ผมรักพร้อมๆกันทั้ง 2 อย่างคือการได้สอน(เป็นครู)การขับร้องประสานเสียงให้กับน้องๆม.ราชมงคลมหาเมฆ ก็อาจจะต้องบอกว่ามันอาจจะไม่ได้เงินมากสักเท่าไรแต่ผมก็มีความสุขมากที่ได้ทำในสิ่งที่ผมรัก...
               ผมบอกตัวเองอยู่ทุกวันว่าทุกวันนี้ผมมีความสุขมากขนาดไหนกับความสงบที่ไ้ด้รับมา...ถึงแม้ว่าอาจจะเป็นได้แค่ช่วงสั้นๆ(ก่อนการเรียนต่อป.โท)แต่ผมก็ไม่รู้ว่าผมจะได้สัมผัสกับชีวิตแบบนี้อีกเมื่อไร... อาจจะเป็นช่วงที่ผมเลิกทำงานเกษียนอาุยุก็คงจะเป็นไปได้ สำหรับท่านอื่นๆ ผมอยากจะทิ้งท้ายเกี่ยวกับเรื่องความสุขเหล่านี้ ว่าตัวท่านเองเป็นคนตัดสินว่าท่านจะมีความสุขและพอใจในสิ่งที่มีอยู่แค่ไหน แต่ที่แน่ๆผมขอให้ทุกคนีมีความสุขตามอรรถภาพครับ แล้วพบกันใหม่นะครับ