The RhyThm's profileThe RhyThm® SeriesPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    November 05

    The Bangkok Voices, I believe in you...

              "การจะเป็นที่หนึ่งนั้นที่ว่ายากแล้ว แต่การจะรักษาเอาไว้ซึ่งการเป็นที่หนึ่งนั้นยากกว่า..." ในตอนนี้พวกเราอย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องการรักษาเอวไ้ว้ซึ่งการเป็นที่หนึ่งเลย... เราลองถามตัวเองอีกครั้งด้วยใจอันเป็นกลางว่าพวกเรานั้นเป็นที่หนึ่งแล้วจริงหรือ? สิ่งที่ผมจะเขียนวันนี้ผมหวังว่าจะเป็นอีกสิ่งหนึ่งหรืออีกหนึ่งเสียงไม่ว่าจะเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือให้กำลังใจ(พวกเรากันเอง) ก็อยากจะให้ทุกๆคนได้อ่าน 
              ดูเหมือนว่าความผิดหวังจากการที่เราพลาดโอกาสในการไปแข่งขัน 2nd Asian Choir Games ที่ประเทศเกาหลีนั้นจะยังคงส่งผลถึงพวกเราอยู่? นี่เองก็เป็นอีกคำถามหนึ่งทีทำให้ผมรู้สึกสงสัยอยากจะถามพวกเราว่ามันจริงอยู่หรือไม่ เพราะว่าถ้าหากว่าจะมีคนที่คิดแบบนี้มันก็แน่นอนที่สุดว่ามันไม่ผิดเพราะว่าผมเองก็รู้สึกแบบนี้เช่นกันในก้นบึ้งแห่งหัวใจและความทรงจำของผมในเรื่องที่ผมผิดหวังที่สุด...
              ดูๆแล้วก็เหมือนจะเป็นไปไม่ได้ที่ผมจะได้มายืนอยู่ ณ ตรงนี้ ยืนอยู่ท่ามกลางดวงดาวที่สุกใสที่สุด คำว่าสุกใสที่สุดไม่ได้หมายความว่าดวงดาวเหล่านั้นเปล่งแสงหรือมีความร้อนมากมาย แต่หมายถึงประกายที่ทุกครั้งที่ทอแสงออกมาจะทำให้ผู้คนที่อาศัยอยู่บนโลกมีความสุขและมีความหวัง ทุกๆครั้งที่ดวงดาวที่นั่งอยู่ข้างๆผมส่องแสงออกไป ผมรู้สึกปลื้มปิติและยินดีเสมอ ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้เป็นดวงดาวเหมือนกันกับพี่ๆน้องๆที่นั่งอยู่ข้างๆผม แต่ผมแน่ใจที่สุดว่าการที่ได้อยู่ท่ามกลางพวกเขาทำให้ผมมีความหวังและทำให้ชีวิตผมมีความหมายมากขึ้นมาในทันใด... ณ ตอนนั้นความมีตัวตนของผมหายไปหดลงไป เวลาทั้งหลายที่กำลังเดินอยู่ค่อยๆช้าลง ช้าลง และหยุดในที่สุด... ผมกลายเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์สิ่งที่สวยงามที่สุดในโลกที่มนุษย์ตัวเล็กๆและแสนจะธรรมดาอย่างผมจะทำได้ ดนตรี ได้เกิดขึ้น ณ วินาทีนั้น...
              ในช่วงแรกๆที่ผมได้เข้ามาอยู่ในวง The Bangkok Voices (ซึ่งชื่อเดิมก็คือ The Voices) ผมจำได้ที่พวกเราซ้อมเพลง Over the Rainbow กัน เพลง Over the Rainbow นั้นทุกครั้งที่ผมกลับมาฟังผมมีความหวังทุกครั้ง แต่ก็ได้เกิดคำถามขึ้นมาเสมอว่า ผมจะสามารถรักษาความรู้สึกที่มีความหวังและความปิติเหล่านั้นได้ไปอีกนานสักเท่าไร... ณ ตอนนี้ ผมกลับมาคิดถึงบรรยากาศเดิมๆในตอนนั้นอีกครั้ง... ผมคิดถึง พี่จอย คิดถึง Ian กับ Anngie Jennet คิดถึงพี่ปอม แต่ทุกอย่างก็ต้องเปลี่ยนไปตามกาลเวลา สิ่งที่จะยังคงเหลือนั่นก็คือความรู้สึกและความทรงจำที่อยู่ในใจของเรา 
              จนถึงตอนนี้... แน่นอนว่าทุกอย่างเปลี่ยนไป สำหรับพี่ๆน้องๆหลายๆคน พวกเรายังจำความรู้สึก ณ เวลาที่เราเดินออกมาจากห้องที่เราแข่ง Mixes Chamber ได้ไหม? วินาทีนั้นผมจำหน้าพี่โด่งได้ จะยิ้มก็ไม่ยิ้มจะร้องไห้ก็ดูเหมือนจะไม่ร้องก็กึ่งๆ แต่ที่แน่ๆำพวกเรามีความสุขกันมาก มันเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตของผมอีกเช่นกัน... การแข่งขันที่จาร์กาตาทำให้พวกเราแข็งแกร่งขึ้นมากเพราะมันเป็นครั้งแรกที่พวกเราสามารถทำได้ถึงเหรียญทองจากการแข่งขันในครั้งนั้น ถึงแม้ว่าจะมีข้อผิดพลาดบ้างแต่ก็เพียงเล็กน้อย ความปิติยินดีที่เราได้เหรียญทองในครั้งนั้นมันก็ทำให้เราเก็บเอาสิ่งที่แย่ๆและความผิดพลาดเอาไว้ก่อน(เพื่อรอเวลาที่มันจะกลับมาย้ำเตือนเพื่อให้พวกเราเจ็บช้ำีอีกครั้ง...) 
              จนถึงตอนนี้ ผมก็ได้กลับมาถามพวกเราอีกครั้ง... พวกเราเชื่ออย่างสนิทใจเลยหรือเปล่าว่าพวกเราเป็นที่ 1 (หรืออย่างน้อยก็เคยเป็น) แล้วการที่เราจะรักษาเอาไว้ซึ่งที่ 1 นั้นมันย่อมยากกว่านั้น หลายๆคนอาจจะมีที่มาและเบื้องหลังที่แตกต่างกัน แต่สำหรับผมแล้วการที่ผมได้มาทั้งสร้างดนตรีและเสพดนตรี(จากดวงดาวที่รายล้อมตัวผม)ไปพร้อมๆกันนั้นถือว่าเป็นความสุขที่สุดแล้ว ลืมไปเลยเรื่องที่ 1 ที่ 2 ...ที่ x ผมแค่ไม่อยากจะให้พวกเราประมาทกัน ผมไม่อยากจะเห็นพวกเราเป็นเหมือนกับตอนที่ประกาศคะแนน Gospel Spiritual ในการแข่งขันที่จาร์กาตา มันเป็นความเศร้าโศกเสียใจที่มาพร้อมๆกับความดีใจและความปลื้มปิติ 
              พวกเราเต็มที่แล้วหรือยัง? พวกเราจริงใจ(ไม่อยากจะใช้คำว่าจริงจังเพราะมันดูเครียดไป)กับการซ้อมแต่ละครั้งแค่ไหน? สำหรับอนาคตที่ก็ยังเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนเหมือนกัน ผมไม่รู้ว่าผมจะได้มีโอกาสอยู่ท่ามกลางดวงดาวทั้งหลายที่ผมรักได้นานอีกสักเท่าไร เรามาร่วมทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่กันเถอะ ผมไม่อยากจะให้ทุกคนผิดหวังแต่แน่นอนที่สุดว่าถ้าไม่มีความหวังเราก็ไม่อาจจะมีวันพรุ่งนี้ที่มีความหมายได้ ผมยังคงเชื่อในตัวพวกคุณเสมอ พวกคุณคือดวงดาวที่สุกใสที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา ขอให้พวกคุณเปล่งแสงอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ผู้คนที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของขอบฟ้าได้มีความหวังต่อไป 

    รักพวกคุณเสมอ The (Bangkok) Voices
    October 29

    SURROGATE of HUMANITY ภาพยนต์แห่งความเป็นมนุษย์...

              วัสดีครับ...พบกันอีกแล้วเช่นเคยที่เดิมใน Spaces ของผมแห่งนี้ครับ เมื่อไม่นานมานี้ผมมีโอกาสได้่อ่านบทความใน Spaces ของน้องเปิ้ล(TU PH50) ถ้าจำไม่ผิดในบทความนั้นที่น้องเปิ้ลได้พูดเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนกับคดีที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน(ซึ่งก็มีแต่คดีที่น่ากลัวมากขึ้นทุกวันทั้งสิ้น) ว่าสมควรที่จะมีการกล่าวถึงโทษประหาร...หรือไม่(ประมา๊ณนั้น) สำหรับผมแล้วในประเด็นนี้...เป็นประเด็นที่น่าสนใจมากที่จะต้องถกเถียงกันเกี่ยวกับการนำ Concept เรื่องสิทธิมนุษยชน(Human Rights and Human Dignity) นำมาประยุกต์ใช้ในบริบทกับสังคมที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไป ในความคิดของผมสิทธิมนุษยชนนั้นไม่มีขีดจำกัดในแง่ของความหมายแต่อาจจะมีขีดจำกัดต่างๆในแง่ของการบังคับใช้ ซึ่งการจะปลูกฝังถึงเรื่องนี้นั้นจะต้องทำให้สังคมที่เป็นอยู่ทั้งหมดรู้สึกตระหนักไปพร้อมๆกัน อาจจะเริ่มตั้งแต่ครอบครัว สถานศึกษาต่างๆ ไปจนถึงหน่วยงานที่จะต้องรับเาอนโยบายและ Concept นี้มาปฏิบัติซึ่งก็ได้แก่หน่วยงานที่มีสายงานทางด้านสังคมสงเคราะห์และการพัฒนาสังคม ซึ่งก็จะต้องพัฒนาและได้รับการกระตุ้นไปพร้อมๆกันจึงจะเกิดการขับเคลื่อน Concept นี้สู่สังคมได้... ผมนั้นยังคงเชื่อถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนว่า เราไม่มีสิทธิ์ในการที่จะพรากชีวิตของใครไม่ว่าจะด้วยเหตุผลและวิธีใด แต่เงื่อนไขของผมนั้นจะต้องดูถึงบริบทของสังคมด้วยว่า เรานั้นสามารถหรือเราจะพัฒนาขีดความสามารถให้ผู้ที่กระทำผิด(ในกรณีนี้คือผู้ต้องโทษประหาร) สามารถกลับตัวเป็นคนดีคืนสู่สังคมได้มากเพียงใด ถ้าเกิดว่าสามาารถทำให้เขามามีสำนึกถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนได้นั้นแน่นอนว่าเขาย่อมจะไม่ทำผิดอีกอย่างแน่นอน แต่ถึงอย่างไรก็ตาม... เราเองก็ไม่มีสิทธิ์ในการตัดสินให้ผู้ใดต้องตาย... ถึงแม้ว่าดเขาจะทำลายชีวิตผู้อื่นก็ตาม เพราะว่าเราเชื่อในความดีที่อยู่ในใจของคนทุกคนอยู่ เปรียบเสมือนแสงสว่างในความมืด ที่รอวันเปล่งประกายถ้าหากได้รับโอกาสอีกครั้ง... ก็ไม่ทราบเหมือนกันแต่ผมเองก็เชื่ออย่างนั้นอย่างสุดใจว่ามนุษย์ทุกคนไม้ได้เกิดมาเพื่อที่จะเป็นคนเลว... การที่คนกระทำผิดนั้นเป็นผลผลิตของระบบสังคมที่มีความผิดพลาดเกิดขึ้น ซึ่งก็ไม่ควรที่จะไปโทษเอาปัจเจกชนที่กระทำผิดเสมอไป ควรจะต้องมีการตั้งคำถามครั้งใหญ่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับสังคมโดยรวมของเราน่าจะสร้างสรรค์กว่า...(ผมว่านะ) 
              ต่ในบทความวันนี้ผมจะเล่าถึงสิทธิมนุษยชนในอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งผมก็ได้รู้สึกถึงประเด็นนี้จากภาพยนต์เรื่อง SURROGATE ที่ผมไปดูกับน้องแก้วเมื่อประมาณ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา นำแสดงโดย พี่ Bruce Willis เจ้าเก่าแต่ก็ยังคงเก๋าอยู่ครับ เรื่องๆนี้ผมรู้สึกว่ามันเป็นเืรื่องที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากชีวิตความเป็นจริงเลยสักนิด เพราะว่าแก่นกลางของเรื่องทั้งหมดนั้นก็คือการที่เราสามารถที่จะมีตัวตนเป็นใครก็ได้ที่เราอยากจะเป็น... หรืออาจจะเป็นตัวเราเองแต่ดูดีขึ้นมากก็ได้(ไม่ว่าจะอย่างไรก็มายาัชัดๆ) เพราะว่าในภาพยนต์นั้นมนุษยชาติได้ค้นพบบางสิ่งบางอย่างที่จะทำให้การใช้ชีวิตของเราเปลี่ยนไปตลอดกาลนั่นก็คือเราสามารถบังคับหุ่นยนต์ที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนมนุษย์ทุกอย่างมาแทนตัวเราในการใช้ชีวิตประจำวันได้... แน่นอนว่ามัีนสามารถที่จะทำให้ชีวิตเราปลอดภัยมากขึ้นจากอุบัติเหตุ หรืออาชญากรรม(ลัก วิ่ง ชิง ปล้น ตามท้องถนน) เิพราะว่าเราสามารถบังคับหุ่นยนต์ไปทำงานแทนเราโดยที่เรานั้นนอนอยู่ที่บ้าน(นอนอยู่บนเครื่องควบคุม) แหมฟังดูแบบนี้ก็น่าจะดีนะครับ... แต่ในภาพยนต์นั้นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงคำว่า "มายา" ได้ชัดเจนก็คือเรื่องของพระเอก(ตำรวจ)กับภรรยาของเขา ซึ่งมีความสัมพันธ์นั้นแย่ลงทุกวัน (มันมีอีกหลายแง่มุมครับ อยากจะให้ไปดูเองมากกว่าแล้วจะรู้สึกได้) จากการใช้ Surrogate มันทำให้เราลุ่มหลง เพราะว่าเราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่(เกินความพอดี) เพราะว่ามันไม่มีวันตายอยู่แล้วเพราะว่าเราสามารถควบคุมหุ่นยนต์ได้ด้วยจิตสำนึกของเราเอง จะไปทำอะไรกับใครก็ได้ไม่มีปัญหา คำถามก็คือถ้าเกิดว่าคนเราใช้ชีวิตแบบนี้แล้ว ความหมายในการดำรงขีิวิตอยู่คืออะไร? เราจะต้องพึ่งพามันตลอดไปงั้นหรือ... ความภูมิในในตนเองล่ะ... บางคนที่รูปร่างหน้าตาไม่ดีแต่อยากจะเป็นคนหล่อสวยก็สามารถทำได้ด้วยการบังคับ Surrogate ที่มีรูปร่างหน้าตาดีนั่นเอง ถ้าเป็นแบบนี้แล้ว... เราจะอยู่ไปเพื่ออะไร... แต่แกนกลางของเรื่องทั้งหมดนี้ก็คือ พระเอก Bruce นั้นเป็นตำรวจที่จะต้องสืบสวนคดีเกี่ยวกับการฆาตกรรมบนระบบ Surrogate ที่คนบังคับหุ่นนั้นได้รับอันตรายจากความเสียหายของหุ่นด้วย (มันเป็นประเด็นเพราะว่าเขามีการขายหุ่นโดยบริษัทที่ผูกขาดเพียงรายเดียว และโฆษณาว่าการใช้ Surrogate นั้นปลอดภัย ถ้าหากว่าเรื่องนี้แพร่กระจายออกไปจะทำให้เกิดความเสียหายและความตื่นตระหนกขึ้น) ซึ่งในเรื่องนั้นก็ได้่มีนิคมปลอดหุ่น ซึ่งจะเป็นเขตที่ห้ามหุ่น Surrogate เข้ามานั่นเอง ในบริเวณนั้นผู้คนเป็นมิตรต่อกันและทำการเกษตรง่ายๆใช้ชีวิตอย่างรู้คุณค่าและมีความหวัง ในภาพยนต์ได้แสดงภาพนี้อย่างชัดเจนมากๆ ซึ่งผมสามารถรู้สึกได้อย่างชัดเจน... ในส่วนของภาพยนต์นั้นจะจบอย่างไรนั้นต้องขอไม่ Spoil นะครับ อยากให้ผู้ที่ได้ดูมาแล้วมาเสนอความคิดเห็นกันมากกว่าครับ แต่บอกได้คำเดียวว่า ผู้สร้างคือผู้ทำลายครับเรื่องนี้(โอยยยย สปอยไปแล้วววว)
              ทุกวันนี้... เราตระหนักรู้หรือไม่ว่าเราใช้เทคโนโลยีกันมากเกินไปหรือไม่... เราใช้มันอย่างฟุ่มเฟือยเกิดความจำเป็นไปหรือไม่... เคยรู้สึกไหมว่าบางครั้งเราก็เปิดคอมพิวเตอร์ทั้งๆทีเราไม่รู้ว่าจะใช้งานคอมพิวเตอร์ไปเพื่ออะไร? (เออๆ เปิดก่อนเนี่ยแหละัเดี๋ยวก็นึกออกเอง) เมื่อเปิดเครื่องมาแล้วก็เข้าไปใช้งานมันเหมือนว่ามันได้เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวัน เหมือนเรากำลังเสพติดมันหรือไม่? ผมคิดว่าภาพยนต์เืรื่องนี้ ต้องการที่จะเสนอแง่มุมเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีมากเกินไปในแง่ของปริมาณและคุณภาพทำให้เราบางครั้งก็แยกไม่ออกเหมือนกันว่าอะไรคือโลกแห่งความเป็นจริงอะไรคือโลกมายา(ทีึ่เราสร้างขึ้น) นั่นคือการใช้ชีวิตด้วยความรู้ตัว(Awareness) และระมัดระัวังก็จะสามารถทำให้เราไม่ตกเป็นทาสของมันครับ สำหรับผมแล้วอาจจะรู้สึกแปลกไม่น้อยถ้าหากว่าในโลกมีเพียงเราที่เป็นคนจริงๆอยุ่คนเดียวแล้วคนรอบๆตัวเราเป็นเครื่องจักร(หรือตัวปลอม) ขอให้ทุกคนใ้ช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท เอาไว้เจอกันโอกาสหน้านะครับ 

    ปล. เมื่อวานนี้(วันที่ 28 ตุลาคม 2552) เป็นวันที่ผมได้คบกับน้องหมีแก้วครบรอบ 1 ปี(เป็นครั้งแรก) ก็ขอบคุณหมีแก้วที่ทำให้ชีิวิตหมีเดียร์มีคุณต่าและทำให้มีเดียร์มีความสุขมาตลอด 1 ปีที่ผ่านมานี้นะครับ หวังว่าต่อๆไปหมีเดียร์และหมีแก้วจะมีความสุขด้วยกันแบบนี้ตลอดไปนะครับ
    September 29

    My First Choral Conducting... ตอน 2 (The Result with enchantness)

              สวัสดีครับเป็นอย่างไรกับบ้างเนี่ย หวังว่าจะสบายดีกันถ้วนหน้านะครับ ช่วงนี้อากาศไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ฝนตกหนักมากๆในช่วงเย็นๆค่ำๆครับ อย่างไรก็อยากจะให้รักษาสุขภาพนะครับ และขอให้ช่วยส่งกำลังใจไปให้คนฟิลิปปินส์ที่ประสบภัยจากอุทกภัยและพายุ ขอให้พวกเขารอดปลอดภัยและได้รับการช่วยเหลืออย่างเต็มที่จากภาคส่วนต่างๆในโลก หรือว่าที่มันมีพายุพัดเข้าสู่ฝั่งบ่อยขึ้นอาจจะเป็นผลพวงมาจากภาวะโลกร้อน ยังไงถ้าจะใช้พลังงานหรือทรัพยากรธรรมชาติก็อย่าลืมนึกถึงคนรุ่นต่อไปด้วยนะครับ นั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของจริยศาสตร์(Ethics) เช่นเดียวกัน
              อ่า...เรามาพูดกันถึงเรื่องงานเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาดีกว่าครับ ก็เป็นงานต่อเนื่องมาจากงานวันจันทร์ครับ ซึ่งงานวันจันทร์นี้เราจะดูแป๊กๆ เพราะว่างานของเราเหมือนกับงานขั้นรายการของเหล่าอาจารย์ที่กำลังรับประทานอาหารในงานเลี้ยงเกษียณอายุของอาจารย์(ในคณะศิลปศาสตร์) ซึ่งอาจารย์ท่านก็ดูงงๆเหมือนกัน แต่ Result ก็ออกมาค่อนข้างดีครับ อาจารย์ท่านก็ชอบกันเป็นส่วนใหญ่ ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือปัญหาเดิมๆคือเรื่องห้องที่ไม่ค่อยจะเหมาะสมกับการแสดงและบรรยากาศที่มีเสียงคุยกันจอแจ แต่นั่นแหละครับมันก็อาจจะเป็นธรรมดาสำหรับการแสดงในลักษณะแบบนี้ 
              ในวันศุกร์นั้นผมก็ได้ตื่นนอนตอนประมาณเก้าโมงกว่าครับ แล้วก็เตรียมข้าวเตรียมของในเรื่องของชุดที่จะต้องใช้แสดง(ชุดที่จะใช้แสดงนั้นมีความสำคัญของผมมากเสื้อเชิร์ตข้างในนั้นเป็นเสื้อเชิร์ตที่ใช้แสดงของวง The Bangkok Voices สีขาวที่ทำให้ผมมีความมั่นใจอยู่เสมอและรู้ึสึกเหมือนถูกล้อมรอบด้วยเหล่าดวงดาวทั้งหลาย ส่วนเสื้อสูทตัวนอกนั้นเป็นเสื้อสูทสำหรับการแสดงคอนเสิร์ตขับร้องประสานเสียงครั้งแรกของผม The Color of Life กับ TU Chorus สมัยที่ผมอยู่ชั้นปีที่ 1 เมื่อ 5 ปีที่แล้วผมยังจำความรู้สึกได้ดีเพราะว่าเสื้อสูทชุดนี้ได้ทำให้ผมระลึกถึงรากเหง้าและที่มาว่าทำไมเราถึงมีวันนี้ได้...) หลังจากที่เตรียมชุดเรียบร้อยแล้วผมก็ได้ไปทำธุระส่วนตัวอาบน้ำและซ้อมเพลงอีกนิดหน่อยเพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างจะพร้อมในการแสดง ก่อนทีผมจะออกจากบ้านก็มีน้องๆโทรมาบอกว่าให่้เขียนประวัติเกี่ยวกับการขับร้องประสานเสียงให้เขาด้วยเพราะว่าทางอาจารย์ที่เป็นพิธีกรจะนำเอาไปพูด ผมก็เลยมานั่งเขียนแบบย่อๆเริ่มตั้งแต่ที่เข้าชุมนุม TU Chorus จนถึงตอนนี้กับ The Bangkok Voices ก็รีบที่สุดแล้วครับ จากนั้นเมื่อโทรไปหาน้องเก่งที่เป็นประธานชมรมก็โทรไม่ติด(ยังดีที่มีเบอร์น้องอีกคน) เพราะว่าโทรศัพท์น้องเก่งนั้นหายพอดี!!! เกือบแย่เหมือนกันครับ 
              หลังจากนั้นผมก็ได้ออกจากบ้านเพื่อที่จะไปสู่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล มหาเมฆ(กรุงเทพ) ซึ่งผมก็นัดน้องๆ้เอาไว้ในห้องที่เดิมที่พวกเราเคยซ้อมกันในวันจันทร์ แต่เมื่อผมมาถึงห้องนั้นแล้วผมก็รู้สึกแปลกใจว่าทุกๆคนหายไปไหน ผมก็รอสักพักก็ไม่ได้เห็นใครเข้ามาเลย จนกระทั่งผมเห็นน้องๆ ในชุมนุมไปเดินรวมตัวกันที่ศาลพระภูมิ เพื่อที่จะไปไหว้ศาลพระภูมิเพื่อเอาฤกษ์เอาชัย ผมก็เลยออกไปด้วยครับ ซึ่งผมก็ได้เห็นน้องเก่งที่ด้านนอกแล้วนอกเขาก็บอกว่าโทรศัพท์หายครับ โชคดีที่ผมสามารถติดต่อกับพวกเขาได้ แล้วผมก็ได้รู้ว่าที่ๆแสดงในวันนี้ไม่ได้แสดงที่ในฝั่งราชมงคลฯ มหาเมฆ ครับ แต่พวกเราไปแสดงกันอีกฝั่งหนึ่งครับ เป็นหอประชุมของ ราชมงคลฯ กรุงเทพ(เทคนิคกรุงเทพ) ซึ่งหอประชุมนั้นจะมีขนาดใหญ่เป็น 4 เท่ากับห้องที่เราเคยแสดงไปในวันจันทร์ครับ งานนี้ผมก็เป็นห่วงมากๆเกี่ยวกับเรื่อง Mic และเรื่องเสียงว่าจะได้ยินกันทั่วหรือไม่ เมื่อเราเจอทุกคนแล้วเราก็ได้รีบรวมพลเดินไปที่ฝั่ง เทคนิคกรุงเทพ เมื่อเราถึงที่นั่นเราก็ได้ไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์กันที่บริเวณรอบๆที่นั่นครับ เป็นครั้งแรกที่ผมได้เข้าไปที่นั่น อยากจะบอกว่าบรรยากาศดีมากเลยครับ น่าอยู่ ก็ได้ไปไหว้พระวิษณุกรรม ด้วยครับ ก็ขอให้ท่านช่วยดลบันดาลให้การแสดงของพวกเราราบรื่นครับ
              จากนั้นพวกเราก็ได้เดินเข้าไป Sound Check กันที่หอประชุมครับ อยากจะบอกว่างานนี้ไม่หมูนะครับ เพราะว่าไมค์ก็เป็นไมค์พูดปรกติ เพียงแค่ 4 ตัว สภาพ Hall มีลำโพงแค่ 2 ตัีวด้านหน้าเท่านั้นเองครับ กล่าวได้ว่ามันไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการนี้จริงๆ ผมก็ได้เริ่มบอกน้องๆว่าจะต้องร้องดังกว่าเดิมประมาณ 1.5-2 เท่าจากที่เคยซ้อมๆกันอยู่ เพราะว่าไมค์และสภาพ hall ที่แสดงนั้นไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการขับร้องประสานเสียง ผมก็ได้ให้น้องๆลองร้องโน้ตตัวเดียวก่อนเพื่อที่จะฟังว่าออกมาเป็นอย่างไร แล้วก็ได้ให้ร้อง Harmony Cmaj แต่ดูเหมือนว่าไมค์จะต้องจัดอย่างระมัดระวังเพราะว่างานนี้มันไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะว่าผู้ชายมีเพียง 6 คนแต่ผู้หญิงในส่วนของ Alto และ Soprano นั้นมีรวมกันถึง 20 คน ผมจึงขอให้ลุงที่ควบคุมเรื่องไมค์และเครื่องเสียงช่วยเร่งไมค์ให้ดังขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อยเพื่อเป็นการช่วยเหลือนักร้อง แต่ต้องไม่เร่งให้ดังที่สุด เพราะว่าถ้าเร่งให้ดังที่สุดแล้วมันจะดูดเป็นคนๆมากเกินไปมันจะไม่ได้เสียงในรูปแบบของการ Blending ก่อนที่จะเข้าไมค์ จากนั้นผมก็รู้สึกดีขึ้นเพราะว่าเสียงออกมามากขึ้นแ่ต่ผมก็ต้องทำใจว่ามันคงจะได้ไม่มากไปกว่านี้แล้ว หลังจากที่ผมเหนื่อยจากการวิ่งไปวิ่งมาและตะโกนบอกนักร้องในขณะที่ผมเดินไปฟังด้านหลังสุดของ Hall หลายรอบในส่วนของการ Sound Check แล้วฝนเองก็เริ่มตกในขณะที่เรากำลังจะเสร็จการ Sound Check เพราะว่า อาจารย์เริ่มจะเข้ามาแล้ว (งานเริ่ม 17:00 ทีแรกเขาจะให้เราเป็นวงเปิดด้วย แต่ด้วยเหตุที่ว่าเราอาจจะซ้อมไม่ทันก็เลยย้ายเราออกไปเป็น 2 ทุ่ม) พวกผมก็ได้ทยอยกันออกจากหอประชุมและเดินไปที่ห้องพักในตึกใกล้ๆกันซึ่งก็ต้่องเดินตากฝนนิดหน่อย ผมซึ้งน้ำใจของน้องๆผู้ชายมาก พวกเขาใช้ร่มเดินมาส่งผมแล้วก็เอาร่มไปคืนแล้วก็วิ่งตากฝนมา เมื่อนึกถึงพวกนี้ทีไรก็ทำให้ผมหายเหนื่อยทุกครั้ง 
              จากนั้นเมื่อขึ้นมาที่ห้องพักแล้วผมก็ให้ทุกคนพักสักครู่หนึ่งเพราะว่าเมื่อสักครู่ที่เรา Sound Check นั้นผมเ้ข้าใจว่าทุกคนเหนื่อยกันมาก ก็ให้พักแต่งหน้ากันแต่งตัวกันสัก 30 นาที(ผมเองก็อยากจะพักด้วยเช่นกัน) เมื่อถึงเวลาที่พวกเราเรียกรวมเพื่อซ้อม ทุกคนก็มาซ้อมกัน ผมไม่อยากจะซ้อมอะไรมากเพราะว่ารู้ว่ามันคงจะทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้แล้ว สิ่งที่ต้องทำก็คือซ้อมเพื่อให้เกิดความมั่นใจ และไม่ประหม่าเท่านั้นเอง จะมีแก้โน้ตนิดหน่อยเท่านั้นครับ ผมก็ซ้อมทั้ง 3 เพลงคือ เพลง Intro บทเพลงพระราชนิพนธ์ส้มตำ ของ สมเด็จพระเทพฯ และเพลงเพลินของคุณหญิงพวงร้อย และ เพลง STAR ครับ งานนี้ผมไม่คาดหวังอะไรกับสองเพลงแรก เพราะว่ามันเป็นงานที่เร่งด่วนจริงๆครับ แต่เพลง STAR ที่ผมซ้อมให้น้องๆตั้งแต่ครั้งแรกนั้นออกมาค่อนข้างจะดีแล้วล่ะครับ ก็จะมีข้อเสียเล็กน้อยเกี่ยวกับ Intronation ซึ่งก็ต้องแก้ไขกันค่อนข้างยาวครับกว่าจะเข้าที่... ระหว่างนั้นเ้องผมก็ได้นึกถึงพระคุณของครูฝนที่ทำให้ผมมีวันนี้แต่ด้วยความที่ยุ่งเหยิงมากผมเลยไม่มีเวลาได้โทรหาครูฝนเลย ก็อยากจะขอบคุณครูฝนในครั้งนี้ด้วยที่ทำให้ผมมีวันนี้ เมื่อถึงเวลาใกล้แสดงพวกเราจึงได้เริ่มทยอยเดินลงไปด้านล่างและเดินลัดเลาะไปหอประชุม ซึ่งผมเองก็ได้ให้น้องๆช่วยมาร์คที่วางไมค์และตำแหน่งของไมค์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว 
               ระหว่างที่รอนั้นก็เป็นเวลาที่วุ่นวายมากๆเพราะว่าใครต่อใครก็มากันเยอะไปหมดทั้งชุดการแสดงต่างๆที่รวมตัวกันอยู่ด้านหลังเวที ดูวุ่นวายมากๆ สิ่งที่ผมกังวลที่สุดก็คือเรื่องไมค์กับเรื่องคีย์บอร์ดที่จะต้องเอาออกไปก่อน ก่อนทีผมจะสั่งให้นักร้องเดินออกไปแล้วผมเดินตามออกมาทีหลังสุด ผมก็ต้องไปนัดแนะคิวให้น้องคนไหนเอาไมค์ไปวางน้องคนไหนจัดไมค์น้องคนไหนเอาคีย์บอร์ดไปวาง ดูวุ่นวายมากๆ พวกน้องๆที่รอกันหลังเวทีก็ตื่นเต้นกันผมก็บอกว่าไม่ต้องตื่นเต้นเหมือนซ้อมเลย ซ้อมยังไงก็ร้องแบบนั้นแหละ ไม่ต้องกลัวเราอยู่ด้วยกัน... ถ้าไม่เข้าใจมองพี่ พี่อยู่กับพวกเราเสมอ...
              และแล้วเวลาที่ต้องแสดงก็มาถึง อาจารย์ที่เป็นพิธีกรก็บอกว่า "และแล้วก็ถึงการแสดงชุดนี้ครับ นับว่าเป็นมิติใหม่ของมหาวิทยาลัยของเรา ที่จะมีวงคอรัส...." โหย ใจผมนี่แหมม อะไรจะขนาดนั้นครับผม ระหว่างที่อาจารย์พูดอยู่ผมก็ได้ให้น้องๆจัดเตรียมทุกอย่างก่อนที่จะเดินออกไป ทั้งไมค์และเรื่อง Track เพลง ผมสั่งให้น้องคนที่เป็นเพื่อนๆของพวกน้องร้องมาช่วยผมคนหนึ่ง ช่วยเปิด Track ให้ผมถ้าผมสั่งให้เปิดก็ให้เปิด ถ้าดังเกินไปให้เบาลงอะไรแบบนี้น่ะครับ ก็กลัวเหมือนกันว่าน้องเขาจะไม่รู้คิว แต่เอาเถอะ จะเริ่มแล้ว!!! เมื่อน้องๆเดินออกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วผมก็เดินออกไปพร้อมๆกับเสียปรบมือครับ จากนั้น ผมก็ได้ให้หมีแก้ว ผู้ช่วยของผม(งานนี้ถ้าไม่มีหมีแก้วผมจะเหนื่อยกว่าเดิมประมาณ 4 เท่าเพราะผมต้องต้องทำทุกอย่างทั้งกดเปียโน ทั้งร้องไปด้วย ทั้งพูดสอน โหยยยย ครบสูตร) กดเสียงจูนใ้ห้จากนั้นผมก็ได้เริ่มร้องเพลงส้มตำซึ่งเป็น Acapella (เสียวจริงๆ) ก็มีเพี้ยนบ้างเล็กน้อยครับแต่ก็ยังพอทำให้มันจบไปได้ เฮ่ออออ เรื่อง Expression พวกเราทำได้ดีมาก คงอาจจะเป็นเพราะว่าเพลงสนุกสนานด้วยมั๊ยครับ ต่อมาก็เป็นเพลงเพลินครับ เพลงเพลิน พวกเราก็ทำได้ดีกว่าในการซ้อม เพราะว่าเพลงนี้ค่อนข้างสูงนิดหน่อยสำหรับ Soprano แต่ก็ยังดีครับพวกเราก็ทำได้ดีเลยทีเดียว จากนั้นก็เป็นเพลงโชว์(ที่ผมคิดว่าเป็นเพลงที่เอาไว้โชว์จริงๆ) ก็คือเพลง STAR ครับ เพลงนี้พวกเราก็ทำกันได้ดีมากถึงจะมีเพี้ยนๆแปร่งๆนิดหน่อยแต่ก็ถึงว่าพอรับได้ครับ จากนั้นผมก็ได้โค้งและพาทุกคนเดินออกมาจากเวที ทุกๆคนดูมีความสุขและเต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้่มบนใบหน้า ผมเองก็มีความสุขเหมือนกันที่ทุกอย่างออกมาดี(ถึงแม้ว่าเสียงปรบมือจะไม่ได้ดังกึกก้องแต่ผมรู้ว่ามันดังเสมอในใจผมเอง) จากนั้นท่านอาจารย์ที่เป็นพิธีกรก็ได้เชิญให้ผมไปรับของที่ระลึกจากท่านอธิการบดี ท่านอธิการบดีก็บอกว่า "ขอบคุณมากนะครับที่มาช่วย...หวังว่าจะได้ฟังอีกในครั้งต่อๆไปนะครับ" ผมเองก็ครับด้วยความยินดีครับ ขอบคุณครับ...
              Feedback ที่ทราบมาหลังจากที่พวกเรานั้นได้แสดงกันจบแล้วนั้น อาจารย์บางท่านที่ไม่รู้จักก็เดินเข้ามาหาผมก็บอกว่าดีมากเลยค่ะเพราะมาก ส่วนท่านอาจารย์ที่รู้จักก็เดินเข้ามาขอถ่ายรูปและแสดงความยินดีกับผมกันยกใหญ่ พวกน้องๆก็น่ารักก็เดินเข้ามาขอบคุณผม ผมเองก็มีความสุขมากๆครับ ผมคงจะไม่สามารถมีวันนี้ได้เลยถ้าไม่มีคนเหล่านี้ครับ คนแรกที่ผมอยากจะขอบคุณก็คือ ครุฝนของพวกผมและ TU Chorus ครูท่านเป็นผู้ที่สอนให้ผมร้องเพลงขับร้องประสานเสียงและเข้าใจ การ Blending การเข้ากับผู้อื่นและความสามัคคี ขอให้ครูอยู่กับพวกเราต่อไปนะครับ ครุอยู่ในใจผมเสมอ คนต่อมาก็คือ คุณพ่อและคุณแม่ ขอบคุณที่สนับสนุนผมเกี่ยวกับการร้องเพลงขับร้องประสานเสียงมาโดยตลอดครับ และขอขอบคุณหมีแก้ว คนรักที่น่ารักที่สุดของผม ผมจะไม่สามารถมีวันนี้ได้เลยถ้าไม่มีผู้ช่วยที่ช่วยผมเสมอทำให้ผมมีความสุขและพร้อมที่จะสู้ต่อไปกับสิ่งที่เข้ามาต่างๆ สุดท้าย ขอขอบคุณน้องๆ FLA Chorus Faculty of Liberal Art Chorus ของ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลมหาเมฆ พี่คงจะไม่สามารถทำสำเร็จได้ถ้าไม่มีพวกเรา พี่เชื่อว่าพวกเราจะต้องมีอนาคตที่ก้าวได้ไกลกว่านี้แน่นอน เพราะว่าพี่เห็นความตั้งใจจริงและความที่มีใจสู้ของพวกเรา แล้วเจอกันเปิดเทอมนะน้องๆ
              เป็นอย่างไรบ้างครับ งานแรกของผม ผมยอมรับว่าการทำวงในเวลา 1 เดือนให้สามารถแสดงได้นั้นมันไม่ได้ง่ายนะครับ แต่ก็ไม่ได้ยากเกินไปถ้าหากว่าเรามีความหวังและมีความเชื่อมั่นว่างเราสามารถที่จะทำให้มันสำเร็จได้ เอาไว้ถ้ามีอะไรแล้วผมจะมาเล่าให้ทุกคนอีกนะครับ ขอบคุณทุกคนที่ติดตามเรื่องราวของผมเสมอ ผมเองก็หวังให้ทุกคนเองมีความสุขเช่นกันครับ...
    September 20

    My First Choral Conducting "งานแรกก็เจองานช้างเสียแล้ว..."

               สวัสดีทุกคนอีกครั้งหนึ่งนะครับ ช่วงนี้ก็จะได้เจอกันค่อนข้างบ่อยเหมือนกันนะแต่ก็ไม่ได้บ่อยเหมือนกับช่วงที่ผมยังเรียนไม่จบอ่ะนะ เป็นอย่างไรกันบ้างครับสบายดีเหรอเปล่า ตอนนี้ฝนตกอากาศกำลังจะผลัดเปลี่ยนไปสู่ฤดูหนาว(ที่รอคอย) ก็ระหว่างนี้ก็ขอให้ทุกคนรักษาสุขภาพกันด้วยนะครับจะได้ไม่เป็นหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ 2009 อันนี้ก็อาจจะกลับมาระบาดอีกรอบนะครับก็ฝากเอาไว้ให้ระวังกันด้วยนะครัยด้วยความรักและความปรารถณาดีเหมือนเคยครับ
               หลายๆคนก็คงจะทราบว่าช่วงนี้ที่ผมทำตัวเหมือนไม่ว่างนั้นก็เพราะว่าผมได้มีโอกาสไปช่วยน้องๆ เทคโนโลยีราชมงคลมหาเมฆ สอนการขับร้องประสานเสียง ซึ่งผมเองก็รู้สึกแปลกใจเหมือนกันว่างานแรก(ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่งานประจำ) ที่ทำแล้วได้เงินก็คือการสอนขับร้องประสานเสียงแทนที่จะเป็นการทำงานทางด้านสังคมสงเคราะห์ ก็อาจจะฟังดูแปลกดีเหมือนกันนะครับ ผมเองยังว่าแปลกเลย ผมเริ่มสอนน้องๆครั้งแรกเมื่อประมาณกลางเดือนสิงหาคมครับ หลังจากวันรับพระราชทานปริญญาบัตรผมก็ได้เริ่มไปสอนพวกเขาเลยครับ
               ครั้งแรกที่ผมไปสอนนั้นผมก็ยังจำความรู้สึกได้เสมอครับ น้องๆแต่ละคนนั้นดูเหมือนจะมีความตั้งใจมากๆเลย มีความตั้งใจแล้วก็อยากจะร้องเพลงด้วยผมเห็นแบบนี้แล้วผมเองก็รู้สึกชื่นใจครับวันแรกก็สอนไปเกินเวลาเลยครับ จริงๆแล้วเรื่องเวลาเนี่ยก็ไม่ได้พูดคุยกำหนดเอาไว้ชัดเจนกับน้องเก่ง(น้องเก่งเป็นประธานชมรมที่มีความสามารถและทำกิจกรรมเยอะมากหลายอย่างผมเองก็รู้สึกแปลกใจเหมือนกัน) จนพักหลังมานี้คือเลิกกี่โมงก็แล้วแต่ตามที่ผมและ้น้องๆที่วงจะพอใจ... แต่ด้วยความที่ชมรมเราเป็นชมรมตั้งใหม่ก็เลยอาจจะมีอะไรหลายๆอย่างที่ค่อนข้างติดขัดเพราะว่าตารางการซ้อมนั้นอาจจะชนกับกิจกรรมอื่นๆผมเ้องก็พยายามมองหลายๆอย่างด้วยความเข้าใจครับ แค่พวกเขามากันพร้อมหน้าผมเองก็รู้สึกปลื้มใจและมีกำลังใจจะสอนแล้วครับ
               ก็ขอเขาเรื่องกันเลยดีกว่าครับ ตามชื่อเรื่องของวันนี้เลย "งานแรกก็เจองานช้างเีสียแล้ว..." ก็คือว่าวันศุกร์หน้าจะมีงานเลี้ยงเกษียณอายุราชการของเหล่าอาจารย์ของน้องๆม.ราชมงคลฯ ซึ่งงานนี้จะมีเหล่าคณาจารย์และเหล่าผู้บริหารมากันเพียบ ซึ่งเมืื่อนับจากเวลาที่ผมเ้ริ่มซ้อมคือกลางเดือนสิงหาคม ตอนนี้ก็ประมาณกลางเดือนกันยายนผมยอมรับว่าผมรู้สึกตื่นเต้นเลยทีเดียวกับเวลาซ้อมเพียงหนึ่งเดือนแล้วก็ออกแสดงในงานใหญ่ขนาดนี้ ผมว่ามันเป็นอะไรที่ค่อนข้างท้าทายความสามารถของเหล่าน้องๆนักร้องของผมและตัวผมเองเป็นอย่างยิ่ง
               แต่อย่างไรก็ตามผมก็ยังมีความเชื่อมั่นในตัวนักร้องของผมพอๆกับการเชื่อมันในตัวผม เพราะว่าผมได้กลายมาเป็นหูคู่แรกของพวกเขาที่ทั้งอยู่ใกล้พวกเขามากที่สุดและเป็นคนที่อยู่ด้วยกันกับเขาทั้งการแสดงตั้งแต่ต้นจนจบ ถึงแม้ว่าจะตื่นเต้นบ้าง...แต่ผมก็เชื่อว่าทุกอย่างจะต้องผ่านไปได้ด้วยดีครับ ถ้าพวกเราพยายามกันอย่างไม่ท้อถอยและมีความตั้งใจมีสมาธิอยู่กับเพลงอย่างต่อเนื่อง
               เมื่อวานนี้ผมได้มีโอกาสเปิดเพลง Star ที่น้องๆได้ร้องเอาไว้ในการซ้อมในวันศุกร์ แต่น่าเสียดายที่ผมไม่ได้อัดจนจบเพลง ผมเองก็เปิดฟังในขณะที่คุณแม่ก็นั่งอยู่ข้างๆ คุณแม่ก็ถามว่าวงอะไรร้องเนี่ย เพลงอะไรเนี่ย ผมก็บอกไปว่าวง FLA ที่เดียร์ไปสอนน้องๆ ราชมงคลไงครับ คุณแม่ก็บอกว่า โหนึกว่าวงที่ไหนร้องได้ดีเลยทีเดียว...(ปลื้มแทนน้องๆน่ะครับ)
               สำหรับวง FLA Chorus ของน้องๆกลุ่มนี้ผมได้เห็นอะไรหลายๆอย่างที่เป็นสัญญาณว่ามันจะสามารถเติบโตและเจริญงอกงามได้ดีเลยทีเดียวครับ ก็อย่างที่บอกครับด้วยความตั้งใจและความทุ่มเทของพวกเขาที่ผมสามารถเห็นได้ผมเชื่ออย่างนั้น 
               เรื่องที่ผมค่อนข้างตกใจนิดหน่อยเกี่ยวกับงานวันศุกร์นี้ก็คือผมจะต้องอยู่จนจบงานเพื่อที่จะขึ้นไปรับดอกไม้จากผู้บริหารครับ นับว่าเป็นเกียรติของผมมากๆเลยครับ กับการได้รับเกียรติในครั้งนี้ให้ไปรับดอกไม้ ส่วนตัวผมแล้วอยากจะให้น้องเก่งในฐานะหัวหน้าวงประธานชุมนุมไปมากกว่าเพราะถ้าไม่มีน้องเก่งผมก็คงไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้เหมือนกัน
               ก็ฝากทุกคนให้เป็นกำลังใจผมในงานนี้ด้วยนะครับ มันเป็นงานแรกของการเป็น Conductor Lv.1 ของผมและเป็นงานแรกของน้องๆวงผมด้วย ขอให้ทุกคำอวยพรกลายเป็นแรงขับดันให้พวกน้องๆสามารถสร้างบทเพลงที่ไพเราะเพื่อที่จะทำให้คนฟังมีความสุขด้วยเถิด...

    September 07

    ชีวิตที่อุดมสมบูรณ์?

               หลายครั้งที่เราพยายามถามตัวเองอยู่เสมอว่า ความสุขและความสงบที่แท้จริงที่ชีวิตเราต้องการนั้นคืออะไรกันแน่ ผมเองก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้นมานานแล้ว แล้วก็พยายามหาคำตอบ(แต่ก็ไม่รู้ว่าคำตอบที่ได้มันจะเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาของชีวิตหรือไม่...) เมื่อตอนที่ผมเป็นเด็กสมัยสักมัธยมปลายได้ ผมรู้สึกว่าการที่เราทำคะแนนได้ดีๆ ทำกิจกรรมที่มีประโยชน์ทำให้เรามีความสุข เพราะว่าความสุขก็คือการที่ได้รับเกียรติและความชื่นชมจากเหล่้าคณาจารย์ มันเลยอาจจะเป็นแรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่สำหรับผมเลยในช่วงนั้น ซึ่งผมเองก็มาได้รู้ที่หลังว่าความสุขที่แท้จริงมันไม่ได้อยู่ที่ไหนเลย ยกเว้นที่"ใจ"ของเราเอง การที่เราพึงพอใจกับสิ่งเร้าต่างๆภายนอกที่เข้ามากระทบกับประสาทสัมผัสของเราแล้วทำให้เรารู้สึกสบายใจหรือมีความสุขนั้นก็เพราะว่าใจของเรานำเอาข้อมูลที่ได้มาจากประสาทสัมผัสทั้งหลายเอามาประมวลผลนั่นเอง หลายๆครั้งที่เราอาจจะรู้สึกว่าเราไม่มีความสุขหรือไม่สบา่ยกายไม่สบายใจ อาจจะเป็นเพราะว่าเราได้รับรู้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งหลายของเรา แต่เราก็ยังคงมีสิทธิ์ที่จะมีความสุขได้ถ้า"ใจ"ของเราเข้มแข็งพอที่จะปฏิเสธสิ่งต่างๆที่จะไม่ดีไม่ให้ทำให้เรารู้สึกแย่ไปด้วย(กรุณาอ่าน Defend Machanismเพิ่มเติม)
              ผมว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ผมได้มีโอกาสเรียนเกี่ยวกับวิชาที่ทำให้ผมเข้าใจสิ่งต่างๆได้ดีขึ้น "ปรัชญา" วิชารากแก้วแห่งปัญญา ทำให้ผมได้มีโอกาสใช้เวลาว่างได้พิจารณาถึงเรื่องต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เมื่อไม่นานมานี้ผมมีโอกาสได้ดูภาพยนต์เรื่อง The Matrix Revolution ทาง TRUE Vision ตอนก่อนที่จะจบในภาคสุดท้ายนี้เป็นการต่อสู้ของ Neo กับ ไวรัส Smith ในโลกของ Matrix ซึ่งทั้งสองก็สู้กันอย่างเอาเป็นเอาตายท่ามกลางตัว Copy ของสายลับ Smith ที่ตอนนี้เป็นไวรัสคุกคามระบบ Matrix ไปแล้ว ระหว่างการสู้กัน Neo ได้ถูก Smith ทำร้ายอย่างแรงจนแทบจะไม่มีแรงสู้ต่อ แต่ Neo ก็ลุกขึ้นมาอย่างทุลักทุเล พร้่อมกับคำถามของ Smith (ประมาณ)ว่า แกจะสู้ไปทำไม แกจะสู้ไปเพื่อความรัก มิตรภาพหรือเสรีภาพหรืออย่างไร รู้ว่ายังไงๆก็ไม่มีทางชนะจะสู้ไปเพื่ออะไร... คำตอบของ Neo ที่กระแทกหูผมมาก(ซึ่งอาจจะไม่โดนใจคนที่ดูหนังเพื่อความมันส์และสนุกสนานเพียงอย่างเดียว)ก็คือคำว่า "ก็เพราะผมเลือกอย่างนั้น..." คำตอบสั้นๆนี้ได้ให้ความหมายเกี่ยวกับปรัชญามากมายที่เกี่ยวกับปรัชญาอัตถิภาวะนิยม(Existentialism) ซึ่งให้ความสำคัญกับการมีตัวตนอยู่ ไม่ว่าสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวนั้นจะเป็นอย่างไร(กรุณาไปศึกษาต่อเกี่่ยวกับปรัชญาอัตถิภาวะนิยม) ซึ่งมันเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนมีนั่นก็คือ "ทางเลือก..." เราคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าเรานั้นมีทางเลือกถึงแม้ว่าเราจะไม่เลือกอะไรเลยนั้นก็มีความหมายว่าเรา้เลือกทีจะไม่เลือกอะไรเลย ไม่ว่าสภาพรอบตัวจะเป็นอย่างไร... จะแย่แค่ไหนแต่เราสามารถเลือกที่จะมีความสุขได้ตามอรรถภาพด้วยการมองโลกในแง่บวกและมองโลกตามความเป็นจริง...
                ผมขออนุญาติพากลับเข้ามาสู่คำถามเดิมตาม Topic ที่ผมได้เขียนไปในตอนต้น ชีวิตที่อุดมสมบูรณ์คืออะไร? มันอาจจะดูเป็นคำถามที่มีคำตอบได้อย่างอนันต์หรือเป็นคำถามที่มีคำตอบสัมพันธ์มากๆ ไม่ว่าผู้ใดจะตอบอย่างไรมันก็มีความหมายในตัวของมัน แต่ถ้าลองสังเกตให้ดีแล้ว คำตอบเหล่านั้นจะวนเข้ามาสู้จุดเดียวคือ "ความสุข..." ความสุขเองก็มีหลายความหมายเช่นกันก็แล้วแต่ว่าแต่ละคนจะคิดอย่างไร สุดท้ายแล้วก็คงจะต้องขึ้นอยู่กับใจของผู้อ่านเอง(ผมว่านะ) ก็อาจจะเป็นเพราะว่าความสุขมันไม่สามารถวัดได้แปรออกมาเป็นคำทางคณิตศาสตร์ได้ คงจะต้องใช้ใจวัด สำหรับผมแล้วตอนนี้ผมรู้สึกว่าผมมีความสุขกับชีวิตที่สงบมาก... หลังจากช่วงงานรับปริญญาที่วุ่นวายเป็นต้นมา ซึ่งก็เป็นช่วงที่ผมว่างจากการเีรียน ผมจึงได้มีโอกาสใช้ชีวิตอย่างสงบ วันจันทร์และอังคารเย็นผมจะได้ไปซ้อมร้องเพลงในฐานะสมาชิกของวงขับร้องประสานเสียงที่ดีที่สุดวงหนึ่งในประเทศไทย The Bangkok Voices วันพฤหัสผมอาจจะได้ไปดูความเป็นไปของน้องๆชุมนุม TU Chorus แหล่งกำเนิดของผมในวงการขับร้องประสานเสียงด้วยความคิดถึง วันศุกร์ผมจะได้มีโอกาสทำในสิ่งที่ผมรักพร้อมๆกันทั้ง 2 อย่างคือการได้สอน(เป็นครู)การขับร้องประสานเสียงให้กับน้องๆม.ราชมงคลมหาเมฆ ก็อาจจะต้องบอกว่ามันอาจจะไม่ได้เงินมากสักเท่าไรแต่ผมก็มีความสุขมากที่ได้ทำในสิ่งที่ผมรัก...
               ผมบอกตัวเองอยู่ทุกวันว่าทุกวันนี้ผมมีความสุขมากขนาดไหนกับความสงบที่ไ้ด้รับมา...ถึงแม้ว่าอาจจะเป็นได้แค่ช่วงสั้นๆ(ก่อนการเรียนต่อป.โท)แต่ผมก็ไม่รู้ว่าผมจะได้สัมผัสกับชีวิตแบบนี้อีกเมื่อไร... อาจจะเป็นช่วงที่ผมเลิกทำงานเกษียนอาุยุก็คงจะเป็นไปได้ สำหรับท่านอื่นๆ ผมอยากจะทิ้งท้ายเกี่ยวกับเรื่องความสุขเหล่านี้ ว่าตัวท่านเองเป็นคนตัดสินว่าท่านจะมีความสุขและพอใจในสิ่งที่มีอยู่แค่ไหน แต่ที่แน่ๆผมขอให้ทุกคนีมีความสุขตามอรรถภาพครับ แล้วพบกันใหม่นะครับ
    August 08

    ตัวแทนบัณฑิตนำร้องเพลง...(Series รับปริญญาตอน 2)

              วัสดีกันอีกครั้งหนึ่งนะครับ แหม วันนี้ก็มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายเหมือนกันครับก็จะเอาประสบการณ์ของการรับปริญญา(รวมถึงการซ้อมรับด้วย) มาร่วมแบ่งปันกันนะครับ เพื่อให้เป็นเยี่ยงอย่าง ม่ายยช่ายยย! เป็นตัวอย่างสำหรับน้องๆรุ่นต่อๆไปด้วยนะครับ...
              วันนี้ทางที่คณะเขาก็ได้พูดถึงเรื่องตารางเวลาเอาไว้อย่างคร่าวๆจากการซ้อมแยกคณะแล้วครับ ผมก็ไปตรงเวลาเป๊ะ(อันนี้ไม่ต้องสงสัยว่าที่ไปตรงเวลาได้ก็เพราะว่าคุณพ่อขับรถไปส่งครับไม่งั้นก็คงไม่ไหวเหมือนกันครับ) 10:00 ครับ เมื่อดูจากตารางแล้วเราจะได้เข้าไปจริงๆก็ประมาณ 10:30 ครับ ก็ไม่เป็นไรครับถือซะว่าเข้าไปเจอและทักทายเพื่อนๆก่อนครับ ก่อนที่พวกเราจะัตั้งแถวแล้วก็เดินเข้าไปครับ เมื่อเข้าไปถึงที่หอประชุมใหญ่พวกเราก็สังเกตุได้ว่าเวลามันรอมาเนิ่นนานมากแล้วครับเพราะว่ากรุพที่เขาซ้อมก่อนเรานั้นเขาช้าครับก็ Late มาประมาณ 30 นาทีครับ จากนั้นพวกเราก็ได้ทยอยเดินลงไปลองซ้อมรับด้านล่างครับ ซึ่งในคราวนี้เป็นสถานที่จริงแล้วครับ คณะสังคมสงเคราะห์นั้นนั่งอยู่บนชั้น 2 ครับ มุมสุดเลยด้วยครับ เพราะว่าคณะสังคมสงเคราะห์เป็นคณะสุดท้ายของการรับพระราชทานปริญญาบัตรในช่วงเช้าครับ เมื่อพวกเราได้ลงไปซ้อมในครั้งแรกผมก็ได้ต้องไปซ่อมในด้านหลังครับเพราะว่าเอางานไม่สวยครับ ก็ไม่เป็นไรครับ สามารถแก้่ัตัวได้ในรอบ 2 ครับ ผมก็ทำได้ดีขึ้นก็ไม่ต้องไปรับซ่อมแล้วครับ เมื่อพวกเราซ้อมกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ออกมาด้านนอกครับ ผมจำได้ว่าผมเสร็จจากการซ้อมออกจากหอประชุมประมาณ 13:00 ครับ ผมยังเหลือเวลาอีกประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนที่จะต้อง Audition (จะว่าไปมันก็ไม่ได้อออะไรมากมายครับ) ในการเป็นตัวแทนร้องเพลงเป็นต้นเสียงในการร้องเพลงประจำมหาวิทยาลัยและเพลงสรรเสริญพระบารมีครับ 
              มมาถึงที่ห้องประชุม หลังเวทีหอประชุมใหญ่ก่อนเวลา Audition ประมาณ 30 นาทีครับ ที่มานั่งรอเพราะว่ามันเย็นดีครับแอร์เย็นมาก ผมเองก็ไม่ค่อยจะเข้าใจเหมือนกันครับว่า สภาพอากาศช่วงนีึ้ไม่รู้ว่ามันเป็นอย่างไรครับ ร้อนมากผิดปรกติครับ และระหว่างที่ผมนั่งรอนั้นก็มีเพื่อนสนิทผมในชุมนุม TU Chorus นั่นก็คือ ณุ ครับ ณุเป็นนักร้องลูกทุ่งแต่เมื่อมาร้องเพลงประสานเสียงแล้วเขาก็ได้จัดว่าเป็นนักร้องเสียง Tenor ครับ และแล้วพี่ๆเจ้าหน้าที่ก็ได้เปิดประตูเข้ามาครับแล้ว "ตา้อ้อน" ก็ได้มาชี้แจงถึงเกณฑ์ต่างๆในการให้คะแนน รวมไปถึงคำแนะนำที่มีคุณค่าครับ ซึ่งการ Audition จะแบ่งออกเป็น 2 อย่างครับก็คือ เป็นตัวแทนนำร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีกับตัวแทนในการกล่าวคำปฏิญาณครับ ซึ่ง Candidate ในการร้องเพลงของผมก็มี 4 คนครับ แต่ดูเหมือนว่าตัวเต็งจะเป็นผมกับณุเนี่ยแหละครับ ผมเข้าไปในห้องประชุมเป็นคนรองสุดท้ายครับ ก็ตื่นเต้นเลยทีเดียวก่อนที่เราจะเข้าไปเราก็จูน Key เอาไว้แล้ว เหตุผลที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยจะถูกใจทั้งผมและณุ(ที่มีความถนัดไม่เหมือนกัน) นั่นก็คือเขาต้องการให้ร้องเพลงยูงทองด้วยคีย์ต่ำเท่าที่จะต่ำได้เพราะว่าการที่คนร้องนำเพลงยูงทอง(ร้องเปล่าๆไม่มีดนตรี)นั้นถ้าเกิดว่าเริ่มด้วยคีย์สูงนั้นจะทำให้ผู้่หฺญิงและผู้ชายเสียงค่อนข้างต่ำร้องไม่ได้ครับ ส่วนเพลงสรรเสริญพระบารมีก็เป็นการร้องกับ Track ครับ ซึ่งเป็น Original Key ก็คือ Key Eb(E Flat) ซึ่งผมก็นับว่ามันก็สูงใช่ย่อยสำหรับคนทั่วๆไปแล้วก็ผมด้วยครับ(แต่สำหรับ Tenor อย่างณุล่ะของชอบ) 
              มื่อผมเข้าไปนะครับ ก็เจอคณะกรรมการเป็นอาจารย์จากคณะต่างๆรวมไปถึงอ.แช็ต(อ.รุ่นพี่คณะผมด้วย) ก็อึ้งๆเหมือนกันครับ ก็เริ่มเพลงแรกด้วยเพลงสรรเสริญพระบารมีครับ ไม่รู้ว่ามันขึ้นเมื่อไรก็ตระครุบไปตามเรื่องล่ะครับเ้พราะว่าเป็นการร้องกับ Track ครับ (คิดในใจเวรละ Key ที่กรูตั้งเอาไว้หายเกลี้ยง) ส่วนเพลงยูงทองครับที่เป็นการร้องสด ตาอ้อนก็บอกว่าเพื่อความเป็นธรรมแกจะเป็นคนตั้งคีย์ให้(ซึ่งมันต่ำมากกก) (สำหรับณุแล้วมันแย่เอามากๆเลยครับเพราะดูเหมือนแกจะร้องเสียงต่ำๆได้ไม่ค่อยดี) แต่ผมนี่ของโปรดเลยครับด้วยความเป็น Baritone แบบนี้ ก็ออกมาครับ แล้วก็มีเพื่อนคนสุดท้ายเข้าไปครับ จากนั้นก็เป็นการรวมคะแนนครับ โอยย ตื่นเต้นนนน(มากๆ) 
              อคณะกรรมการรวมคะแนนและพูดคุยเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ให้ทุกคนเข้าไปครับโดยที่จะประกาศผู้นำกล่าวคำปฏิญาณก่อนครับก็ได้เป็นเพื่อนคณะนิติศาสตร์ครับ ส่วนตอนประกาศนำร้องเพลงก็ลุ้นกันตัวโกร่งครับเพราะว่าเขาชอบทำให้ตื่นเต้น ตัวจริงก็เป็นผมครับ เย่ๆ เขาก็พูดเกี่ยวกับการร้องของผมเขาบอกว่าผมร้องได้ค่อนข้างกลางๆค่อนๆไปดีทั้งสองเพลง แต่ข้อติติงก็คือการที่ผมชอบร้องไปแล้วก็โยกตัวทำหน้าไปด้วย(มันชินกับการ Performing ครับ) ส่วนณุเพื่อนผมนี่ได้่รับคำชมมากเกี่ยวกับเพลงสรรเิสริญพระบารมีครับ สงสัยจะร้องได้เพราะมากก็คงจะจริงแหละัครับ อันนี้ก็ให้ Credits กันไป 
              ลังจากที่ได้แยกย้านกันแล้วทางพี่ๆกองบริการนักศึกษาก็ได้พาผมกับเพื่อนอีกคนที่้เป็นตัวแทนชื่อ ต้น คณะนิิติศาสตร์ครับ ก็ได้ไปนั่งที่จริงครับ ก็คือที่สองที่นั่งหน้าสุดริมซ้ายสุด(แบบว่าอะไรจะ Grand ปานนั้น) พวกคณะที่ซ้อมตอนบ่ายก็ซ้อมกันไปครับ ผมก็ไปตรงนั้นแล้วก็นัดแนะครับ ถามถึงคิวกันได้อยู่นานเลยครับ พวกที่เดินก็ไปก็เดินครับ ผมก็นั่งคุยอยู่กับพี่ๆเขาเรื่องคิวและรายละเอียด ปรากฏว่าผมต้องร้องสรรเสริญพระบารมี 3 รอบ คือรอบแรก ที่ท่านเสด็จมาถึง 1 รอบ จากนั้นเมื่อท่านให้โอวาท 1 รอบ และ เสด็จกลับ 1 รอบบบ แล้วก็ร้องยูงทอง 1 รอบบบบ โอยย ดูเป็นพิธีการมากๆเลยครับ และเมื่อผมรับปริญญาแล้วผมก็ต้องรีบบบบ วิ่งมาที่นั่งผมด้านหน้า เตรียมตัวร้องครับ แล้วแบบว่าคณะผมรับท้ายสุดแล้วก็ผมก็คนท้ายๆด้วยครับ งานเข้าแล้วครับงานนี้ ไอครั้งจะตัดตรงกลางก็ไม่งามครับ อาจโดนได้ ก็ต้องเนียนๆแล้วก็ซิ่งออกมาด้านข้างครับ พรุ่งนี้คงจะได้รู้กันว่าเป็นอย่างไร...

    โปรดติดตามตอนต่อไป... 
    August 07

    ซ้อมรับปริญญา...ไม่เคยนึกเลยว่าจะยากขนากนี้(Series รับปริญญาตอน 1)

              ะเห็นได้ว่าช่วงนี้นั้นผม Update Spaces ของผมบ่อยเหลือเกิน ก็แน่ล่ะครับมันมีเรื่องที่เกิดขึ้นกับผมมากมายเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่พจะไม่พูดถึงไม่ได้เลยสำหรับวันนี้ก็คือ การซ้อมปริญญาของแต่ละคณะครับ ซึ่งคณะผมก็นัดเอาที่หอประชุมเล็ก(ศรีบูรพา) ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ครับ อยากจะบอกว่าวันนี้ความรู้สึกเหมือนงานรวมญาติ(คณะ)ขนาดย่อมๆเลยทีเดียว บางคนที่ผมไม่ค่อยได้เห็นนานงานนี้ก็ได้เจอครับ แต่ก็รู้ึสึกแปลกๆเหมือนกัน... อาจจะเป็นเพราะว่าผมไม่ได้มีเพื่อนสนิทอยู่ในคณะเลย นอกจากพวกม่อนกับเน อันนี้ผมก็ทราบดีครับ เพราะว่าที่ผ่านๆมานั้นผมทุ่มทุกสิ่งทุกอย่างให้กับชุมนุมมันก็ไม่แปลกที่ผมจะรู้สึกโหวงๆ กับเพื่อนในคณะ เพื่อนๆส่วนใหญ่ในคณะจะรู้จักผมเพรา่ะว่าความ "แรง" และวีรกรรมที่ผมเคยสร้างเอา่ไว้ให้ประจักษ์ตอนปี 1 นั้นผมหวนกลับไปคิดทีไรล่ะแหม ขนลุกทุกทีเลยทีเดียว...
              ช้าวันนี้เป็นวันที่ผมตื่นเช้ามาอีกวันหนึ่ง ไม่ใช่เพราะผมขยันหรือผมเป็นคนที่ตื่นเช้าโดยปรกติหรอกครับ ผมตื่นด้วยโทรศัพท์ปลุกของเพื่อนของผม(ที่มีอยู่อย่างน้อยนิด) นั่นก็คือ พิษณุ TU Chorus นั่นเอง แกโทรมาเกี่ยวกับเรื่องเพลง Bye Noir ที่ได้ทำเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แล้ววันนี้เขาก็ให้ผมนั้นไปเจอเพื่อที่จะได้นำเพลงไปซ้อมก่อนออกงาน(ผมเ้องก็อยากรู้เหมือนกันว่าเพลงมันจะออกมาแนวไหน) มันก็บอกว่าทำไมผมยังไม่ตื่นอีกไม่มาซ้อมรับปริญญาหรอ ผมก็สวนไปว่า "กรูซ้อมบ่ายโมงเว่ย! แม่...x โทรมาปลุกกรูแต่เช้าเลย" แล้วก็นัดที่จะเจอกันในช่วงเย็นที่ MBK เพื่อที่ผมจะเอาเพลงกับไปดูหนังเรื่อง G.I. JOE กับมัน เมื่อผมเตรียมตัวและออกจากบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ได้นั่งรถไปที่ท่าพระจันทน์ ผมก็เอาของไปเก็บที่ห้องชุมนุมฯที่ท่าพระจันทร์ก่อน ก่อนที่จะลงไปเพื่อซ้อม โชคดีที่คณะผม(คณะสังคมสงเคราะห์) อยู่ใกล้กับหอประชุมเล็ก(ศรีบูรพา)พอดี ก็เลยได้พบเจอกับเพื่อนๆหลายๆคนครับ ก็ได้ทักทายกันพอชื่นใจ บางครั้งเห็นพวกเพื่อนๆมันสนิทสนมกลมเกลียวกันเราเองก็รู้สึกแปลกๆ(โหวงๆ) เหมือนกันเพราะว่าผมเองก็ไม่ได้มีเพื่อนสนิทในคณะสักเท่าไร เมื่อผมได้เจอกับม่อนและเนแล้วพวกเราก็ได้เข้าไปในหอประชุมเล็กตามที่ๆเขาได้จัดเอาไว้แล้ว ก็เข้าไปครับ ผมกัีบม่อนได้ที่นั่งหลังสุดเลยครับ หลังสุดของหอประชุมเล็ก งานนี้เมื่อพวกเราทุกคนได้เข้ามาเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ได้มีการเปิดวิดิทัศน์สาธิตเกี่ยวกับการรับพระราชทานปริญญาบัตร และมันก็มีคำอยู่คำหนึ่งซึ่งผมรู้สึกว่าเป็นคำแปลกใหม่มาก นั่นก็คือคำว่า "เอางาน..." มันเป็นอย่างไรนั้นน่ะหรอครับ มันก็ืคือการแสดงความเคารพก่อนที่เราจะรับพระราชทานจากพระหัตถ์ขององค์ประธานนั่นเองครับ เมื่อเราได้ดูจบแล้วคราวนี้ก็คือคราวของพวกเราแล้วครับ ผมนั่งหลังสุดก็เลยมีโอกาสได้เม้าได้ Comment คนอื่นไปเ้ยอะเหมือนกันครับ แต่ิพอถึงตาผมแล้วคิดในใจ "กรูจะเป็นอย่างนั้นมั๊ยว๊าาา" ครั้งแรกก็รู้สึกตื่นเต้นแล้วก็เก้ๆกังๆยังไงชอบกลครับ มันดูเกร็งๆแปลกๆครับ เวลาลองซ้อมอยู่บนที่นั่งในหอประชุมฯ ก็ทำไ้ด้ที่หว่าแต่พอไปยืนสถานที่จริงอะไรต่อมิอะไรก็ลืมไปหมดเลยครับดูเด๋อๆด๋าๆ ครั้งแรกนี่แย่สุดเลยครับ เขาบอกว่าเมื่อรับแล้วก็ให้ถอยหลังมา 45 องศา 2 ก้าว ผมระแวงจัดครับถอยสั้นๆรัวๆเลยครับ ก็ทีใครทีมัน แต่พอครั้งที่สองกับที่สามก็รู้สึกสบายขึ้นครับ 
              ยังไงก็เอาไว้ค่อยดูอีกทีก็แล้วกันนะครับว่าวันจริงจะเป็นอย่างไรครับ แต่ผมก็ต้องบอกก่อนเลยนะครับว่ามันไม่ได้ง่ายอย่างที่ผมเคยคิดครับ แล้วงานนี้นะครับ ถ้าว่าเกิดพลาดล่ะก็...คงไม่ต้องสืบอ่ะนะครับว่าผมจะเป็นยังไงมั่ง พรุ่งนี้จะเป็นการซ้อมรวมครั้งแรกครับ อันนี้ก็จะได้ไปบนสถานที่จริงครับ นั่นก็คือที่หอประชุมใหญ่นั่นเอง ผมก็ได้แต่หวังว่าทุกอย่างจะดีขึ้นและนอกจากนั้นนะครับ ยังมีการ Audition คนนำร้องเพลงมหาลัยฯ(ยูงทอง) และเพลงสรรเสริญด้วยครับ อันนี้ก็ถึงเวลาที่ผมจะต้องลุยอีกแล้วครับก็ได้แต่หวังว่าได้อ่ะนะครับ แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไรครับไม่ได้่ไม่เสียอยู่แล้วววว

    โปรดติดตามตอนต่อไป.... 
    August 06

    "เวลา..." (แห่งความทรงจำ)

               งจะเป็นอีกครั้งที่ผม อยู่ว่างๆจึงได้มีโอกาสที่จะได้คิดทบทวนถึงสิ่งต่างๆที่ผ่านมาอีกครั้ง หัวข้อในประเ็ด็นทีผมจะพูดถึงในวันนี้ก็คือเรื่องของ "เวลา..." เมื่อไม่นานมานี้ผมมีความสนใจเกี่ยวกับประเด็นเกี่ยวกับปรัชญาในกรณีร่วม สมัยหรือการนำปรัชญามาใช้ในการตอบคำถามเกี่ยวกับเทคโนโลยีหรือสิ่งที่มนุษย์ สงสัยหรือกำลังจะดำเนินไปและเกิดขึ้นในอนาคต วันนั้นเป็นวันที่ผมว่างผมจึงได้ไปหาหนังสืออ่านที่หอสมุดปรีดีฯ ที่ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ ผมก็ได้พบหนังสือที่พูดเกี่ยวกับ "เวลา..." ในแง่ของปรัชญาและวิทยาศาสตร์ แต่เสียดายที่ผมไม่ได้จำว่าหนังสือเล่มนี้ชื่ออะไร ผมอ่านตั้งแต่ต้นจนจบภายในเวลา 3 ชั่วโมง (ประมาณ 180 หน้า) หลายๆคนอาจจะคิดว่าผมอ่านช้า ก็คงจะใช่ครับเพราะว่าผมต้องใช้เวลาในการหยุดคิดตามอยู่เป็นระยะๆ เพราะว่าเขาจะพูดถึงทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับ "เวลา..." ที่นักวิทยาศาสตร์ในยุคต่างๆได้ให้ความคิดเห็นหรือได้บรรยายเอาไว้ ซึ่งก็หมายรวมไปถึง ไอแซค นิวตัน(ความจริงก็มีนักวิทยาศาสตร์ที่เก่ากว่านั้นแต่ผมจำไม่ได้) มาจนถึงยุคปัจจุบันอย่างเช่น อัลเบอร์ก ไอน์สไตน์ สุดยอดอัจฉริยะ ที่ได้คิดค้นสูตรทางฟิสิกส์ที่ปฏิวัติความคิดทางฟิสิกส์ของนักวิทยาศาสตร์ ทศวรรษนี้... สิ่งที่ผมได้อ่านเจอในช่วงสุดท้ายและทำให้ผมนั้นรู้สึกถึงความเข้าใจและลุ ถึงประโยชน์ของการบริหารเวลาซึ่งผมจะพูดจากความทรงจำโดยสรุปของผมนั่นก็คือ "มันคุ้มกันไหม... กับการที่เราขับรถเร็วขึ้น10-20กิโลเมตรต่อชั่วโมงเพื่อที่จะถึงที่หมายให้ เร็วขึ้นอีกเพียงแค่ 10 นาที แต่ต้องแลกมาด้วยความปลอดภัยของชีวิต..." แน่นอนที่สุดครับคือเราไม่ควรที่จะแลกความปลอดภัยของชีวิตเรากับการที่จะ ึถึงที่หมายให้เร็วขึ้นเพียงเล็กน้อย...
              นุษย์เราทุกคนนั้นมี เวลาเท่าๆกัน เวลาที่ำกำลังเดินอยู่นี้ก็เดินอยู่ไปพร้อมๆกัน ส่วนตัวผมนั้นผมคิดว่าคงจะเป็นไปไม่ได้ในแง่วิทยาศาสตร์ที่เราจะสามารถหยุด เวลาและย้อนเวลาได้ (เพราะว่าถ้าหากว่าเราต้องการจะหยุดเวลา เราต้องเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่าแสง...ซึ่งในวิทยาศาสตร์ในตอนนี้ไม่ สามารถเป็นไปได้ และถ้าหากว่าเราต้องการจะย้อนเวลา เราก็จะต้องเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่เหนือแสง ซึ่งเป็นไปไม่ได้มากกว่าการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่าแสงเสียอีกเพราะว่า แสงเป็นสิ่งที่เคลื่อนที่ได้เร็วที่สุดในจักรวาลแล้ว...) แต่เราสามารถที่จะย้อนเวลาได้เสมออย่างน้อยๆก็ในความทรงจำของเราซึ่งผมก็คิด ว่ามันก็เป็นสิ่งที่ดีกว่าการที่เราจะกลับไปแก้อดีตที่เราได้ทำเรื่องผิด พลาดลงไป เพราะว่าการที่เราสามารถที่จะย้อนเวลากลับไปแก้ไขนั้นมันจะทำให้เกิดสิ่งที่ เรียกว่า The Butterfly Effect หรือ "ผีเสื้อกระพือปีก กระเทือนถึงดวงจันทร์" ถ้าเราได้ทำ(หรือไม่ทำ) อะไรมันจะส่งผลต่อสิ่งอื่นๆ(สิ่งแวดล้อมรอบๆตัวเรา)เสมอ... ฉะนั้นคุณค่าของการกระทำ(คิดก่อนทำ) มันจะยังคงมีผลต่อมวลมนุษยชาติและทุกๆสิ่ง(มุมมองเรื่องเกี่ยวกับ Ethics) ต่อไป เพราะถ้าหากเราสามารถแก้ไขในเรื่องต่างๆได้ด้วยการย้อนเวลากลับไป มันคงจะวุ่นวายและเราอาจจะต้องบัญญัติความคิดและกระบวนทรรศเกี่ยวกับการให้ คุณค่าดีชั่ว ถูกผิด ความดีความงามทั้งหมดใหม่... ฉะนั้นก่อนที่เราจะทำอะไรลงไปจึงต้องคิดก่อนว่าจะส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้ อื่นอย่างไร เพราะว่าถ้าหากทำลงไปแล้วเกิดผลเสียตามมาขึ้น เราก็จะได้ความทรงจำ(อันเลวร้าย) ติดอยู่ในหัวของเราและเป็น Time Machine ส่วนตัวแบบไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีไฮเทค ติดตัวเราตลอดไป เช่นกัน ถ้าหากเราทำสิ่งที่ดีงามและมีคุณค่าต่อตนเองและผู้อื่น มันก็จะยังคงติดอยู่ในความทรงจำของเราตลอดไปเ่ช่นกัน...

    อนึ่ง ผมจะรับประราชทานปริญญาบัตรในวันที่ 13 สิงหาคม ที่จะถึงนี้ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในโอกาสนี้ก็ขอเิชิญ ทุกๆท่านมาร่วมแสดงความยินดีและถ่ายภาพเป็นที่ระลึก(แห่งความทรงจำ) ในวันดังกล่าว ผมจะขอบคุณเป็นอย่างยิ่งครับ
    August 03

    สิ่งที่เกิดขึ้นในรอบ(หลาย)วันนี้...

               วัสดีครับทุกคนเป็น อย่างไรกันบ้างครับ ไม่ได้เจอกันแป๊บเดียวเองแต่ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับผมมากมาย ผมบอกตามตรงว่าผมคิดถึงที่นี่แ้ล้วก็ทุกๆคนที่นี่มากเลยครับ เพราะมันเป็นที่ที่เราได้พบกันแล้วก็ได้รับรู้ถึงชีวิตและความเปลี่ยนแปลง ของผม ในขณะเดียวกันผมเองก็อยากที่จะติดตามความเคลื่อนไหวของทุกคนเหมือนกัน แต่อย่างที่ทราบๆกันว่าสมาชิกในระบบ Social Network ของ MSN Spaces นั้นลดน้อยลงทุกทีๆ แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะว่าถ้าหากคุณยังได้อ่าน Spaces ของผมนี้แปลว่า ผมก็ยังมีพวกคุณอยู่เช่นกัน...

    กรูมาเอาคืนใน Gospel Spiritual
              มคิดไ่ม่ออกว่าผมจะ เริ่มพูดจากเรื่องอะไรก่อนดีครับเพราะว่ามันมีเรื่องที่เกิดขึ้นกับผมมากมาย เลย เริ่มจากเรื่องแรกก่อนก็แล้วกันครับ นั่นก็คือเรื่องที่ผมได้มีโอกาสไปแข่งขันขับร้องประสานเสียงที่พัทยาในงาน 2nd International Choral Festival ที่จัดโดยองค์กรที่เกี่ยวกับการขับร้องประสานเสียงระหว่างประเทศที่มีชื่อ ว่า Festamusicale ครับใน จุดเริ่มต้นของงานนี้ก็คือท่านอ.คุณหญิงมาลัยวัลย์ นั้นได้แนะนำให้พวกเรามาแข่งขันรายการนี้หลังจากที่พวกเราชอกช้ำจากการแข่ง ขัน 2nd Asian Choir Games ที่ประเทศเกาหลีที่โดนยกเลิกไป เพื่อไม่ให้เพลงที่พวกเราทุ่มซ้อมกันอย่างหนักนั้นเสียเปล่าครับ ในรายการนี้ก็มีพวกวงน้องๆ เช่น BCC Glee Club และ วงจุฬดาร์ ที่ก็มาแข่งในรายการนี้เหมือนกันครับ แต่ดูท่าทางแล้วงานนี้คุณหมอของพวกเราจะรู้สึก Chilled Chilled กับงานนี้เป็นอย่างยิ่งเพราะว่าพวกเราซ้อมเพลงเหล่านี้มามากมายแล้วก็แค่ไป ร้องให้เหมือนกับที่พวกเราซ้อมกันมาก็ถือว่าเยี่ยมยอดแล้วครับ ผมได้ออกจากกทม.มากับรถคุณหมอ(กิตติพร)ซึ่งมีน้องมนตรีและน้องขิงนั่งมาเป็น เพื่อนร่วมทางด้วย ระหว่างเดินทางผมก็ได้ใข้มือถือ N78 ของผมช่วยคุณหมอนำทางไปอีกแรงหนึ่งครับ และแล้วเมื่อพวกเราถึงโรงแรม Mountain Beach ที่พัทยาก็ดึกแล้วเหมือนกันครับประมาณ 3 ทุ่ม พวกเราก็มีโอกาสได้เล่นเกมไพ่ Bridge กับพวกพี่ๆในวงก็ทำให้พวกเราสนุกแล้วก็มีความสุขกันก่อนนอนครับ ยอมรับว่าตะโกนแหกปากไปมากเหมือนกันครับ เมื่อพวกเราตื่้นขึ้นมาในตอนเช้าในเวลาประมาณ 7:00 ยอมรับว่าเมื่อคืนที่พวกเราเข้านอนกัน(ตี2) นั้นมันดึกมากๆตื่นมาแบบงัวเงียครับ จากนั้นก็ลงไปทานข้าวเช้าที่โรงแรม อันนี้ผมอัดไปเต็มที่เหมือนกันครับ ชอบใส้กรอกกับแฮมมากมายครับเลยซัดไปหน่อย เมื่อพวกเราถึงสถานที่แข่งนั่นคือโรงแรม Ambassador จอมเทียน ก็เข้าไปวอร์มเสียงแล้วก็เปลี่ยนชุดกันนิดหน่อยครับ อีกทั้วซ้อมเพลงทั้งหมดครับ เพื่อความมั่นใจอีกครั้งครับ พวกเราเข้าไปแข่งขัน 2 Category ครับ ก็ได้แก่ Mixes Voice อันนี้ก็คล้ายๆกับ Mixes Chamber ที่เราไปแข่งที่จาร์กาตาครับ และ Gospel Spiritual พวกเราก็แข่งในช่วงแรกครับ ซึ่ง 2 เพลงนั้นก็ได้แก่ เพลง Plaudite Manibus ที่พวกเราก็ทำกันได้ดีอย่างสม่ำเสมอครับ แรงและเข้มแข็งใน Style The Bangkok Voices ครับ ส่วนอีกเพลงนึงก็คือเพลงที่พวกเรานั้นไม่ค่อยจะมั่นใจ(ชอบ)กันเสีบเท่าไร เพราะว่าไม่ได้ซ้อมมาหลายเดือนแล้ว อีกทั้งมันก็ยังเคยล่มใน Concert ก่อนไปเชียงใหม่ Choral Showcase มาแล้วด้วย นั่นก็คือเพลง Aleluia ของ Thomson ซึ่งก็ยอมรับว่ามันเป็น Standard Repetoire ครับอีกทั้งคุถณหญิงก็แนะนำมาว่าให้ร้องก็เลยต้องจัดไปครับ พวกเราก็ร้องกันได้ไม่ค่อยดีสักเท่าไรครับสำหรับเพลงนี้ พอเดินออกมาจากห้องแข่งก็รู้สึกค่อนข้างแย่ครับ แต่ละคนหน้าตาไม่ไหวแล้วผมก็เดินเข้าไปหาพี่น้อง Bass ที่รักทุกท่าน พี่ต้นและพี่โด่ง ผมก็บอกพี่ซัดแหลกเลยนะพี่โยกเต็มที่เลย จัดปายยย!!! พอเดินเข้าไปในห้องผมก็เก็บเอาความแค้นทุกอณูมาลงใน Gospel Spiritual ครับ ก็เริ่มเพลงแรกด้วย The Battle of Jericho ของ Moses Hogan อยากจะบอกว่าเต็มที่โยกกันเต็มอารมณ์ Peak ครับ.... จากนั้นก็เป็นเพลงแรงอีกเพลงหนึ่งนั่นก็คือ Wade in the water ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นเพลง Spiritual ที่พวกเราร้องกันดีที่สุดในปีนี้แล้วครับ ก็ร้องได้สวยงามและไม่มีที่ติครับ ผมชอบเพลงนี้จริงๆเลย และก็จบด้วย Music Down in my Soul ครับ ก็เป็นเพลงดั้งเดิมของพวกเราครับ ก็ร้องกันด้วยจิตวิญญาณ ทุกๆโน้ตที่เราเปล่งออกไปครับ สิ่งที่น่าประทับใจก็คือ เมื่อพวกเราร้องเสร็จมีเสียงปรบมือดังสนันจากทั้งด้านนอก(พวกน้องๆเด็ก BCC) และด้านในที่เป็นชาวต่างชาติและวงอื่นๆครับ พวกเราทำกันได้ดีมากๆเลยครับ ออกมาจากห้องที่จัดแข่งด้วยความประทับใจพร้่อมกับความคิดในหัวผมว่า..."กรู มาเอาคืนใน Spiritual" พวกเราก็ได้เหรียญทองมา 2 เหรียญ จากทั้ง 2 ประเภทครับ ก็นำความชื่นชมยินดีกับพวกเรามากเลยครับ...

    เพื่อนคู่กายใหม่ของผม...
              ทั้
    งเรื่องความต้องการของผมหลังจากที่ผมเรียบจบแล้วผมก็ คิดว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้คอมพิวเตอร์ Notebook ของผมอีกต่อไป ผมจึงตัดสินใจขาย Dell Inspiron 1525 ให้กับพี่จืด(พี่ในวง The Bangkok Voices) ในราคาที่ค่อนข้างถูก... เพื่อที่จะไปซื้อ Netbook ครับ อิอิ เหตุผลที่ผมต้องการใช้งาน Netbook นั้นเพราะว่าผมไม่ต้องการที่ีจะแบก Notebook เครื่องหนักๆของผมอีกต่อไปครับเพราะว่าที่ผ่านๆมาผมก็ไม่มีความจำเป็นที่จะ ต้องใ้ช้ CPU Dual Core แรงๆ้เพื่อที่จะตัดต่อภาพหรือแปลงไฟล์หนังใหญ่ๆต่างๆ ผมจึงตัดสินใจที่จะขายแล้วนำไปซื้อ Netbook เพื่อสนองตอบต่อการใช้งานของผมที่เน้นการใช้งาน Internet และการพิมพ์งาน Office นอกสถานที่ ฉะนั้น Netbook คือคำตอบของผมในตอนนี้ครับ เมื่อศุกร์ที่ 31ที่ผ่านมา หลังจากที่ผมนำ Notebook ของผมไปให้พี่จืดและได้รับเงินมาแล้วผมกับมี๋แก้วก็รีบดิ่งกันไป พันธุ์ทิพย์พลาซ่า กันครับ อันนี้ผมยอมรับว่าดูมาหลายๆรุ่นครับ แต่พอมาดูตัวจริงแล้วก็ไม่ค่อยจะถูกใจสักเท่าไรครับ มาถูกใจเอาตัวที่แพงกว่าที่ตั้งงบเอาไว้ครับ นั่นก็คือ Acer Aspire One A751 ครับ รุ่นนี้เป็นรุ่นล่าสุดของ Netbook จาก Acer ครับเป็นรุ่นที่พัฒนาต่อยอดมาจาก Aspire One รุ่นก่อนหน้านี้ครับ คีย์บอร์ดที่มีขนาดใหญ่ 100% ครับ ซึ่งเป็นจุดที่ผมประทับใจมากอีกทั้ง CPU ที่ประหยัดไฟมากครับอันนี้ผมพิสูจน์แล้วด้วยความเร็ว 1.3 Ghz มันก็ไม่ได้ช้าอย่างที่คิดนะครับ ตอนนี้ผมอาจจะยังไม่ค่อยชินกับคีย์บอร์ดที่เปลี่ยนไปครับแต่เดี๋ยวอีไไม่น านผมก็จะชินแล้วครับ ตอนนี้ก็เริ่มพิมพ์ได้ด้วยความเร็วที่พิมพ์ได้ตามปรกติแล้วครับ ก็หวังว่าเพื่อนคู่กายของผมเครื่องนี้จะช่วยงานและอยู่กับผมไปอีกหลายปีครับ

    สมัครเป็นตัวแทนบัณฑิตไปนำร้องเพลง...
              อั
    นนี้ก็สืบเนื่องจากที่ผมได้สมัครไปครับ แต่มารู้ทีหลังว่าที่เขียนไปน่ะเขาไม่ค่อยจะได้เห็นความสำคัญสักเท่าไร วันเสาร์ที่ผ่านมา(วันที่ 1 สิงหาคม) ก็ไปครับนึกว่าจะเป็นการคัดตัวครับแต่ก็เหมือนว่าไปคุยกันมากกว่าครับ แล้วก็ชี้แจงแล้วก็ซ้อมครับ ผมก็ร้องให้ฟังก็ดูเหมือนว่าจะมีโอกาสครับเพราะว่าผมก็แหมนะ ร้องมาซะขนาดนี้แล้วครับ แต่ดูเหมือนว่าพวก Tenor จะมีปัญหาเพราะว่าถ้าขึ้นสูงเกินไปก็จะทำให้ผู้หญิงร้งไม่ได้ครับ(อันนี้ผม ก็เ้ข้าทางเลย) ก็เขาก็บอกว่าเอาไว้ทดสอบอีกทีวันเสาร์หน้า(วันซ้อมรวม) อันนี้ก็ต้องวัดกันอีกทีครับ ผมเองก็ไม่ได้ Serious อะไรมากครับได้ก็ดีไม่ได้ก็ไม่เป็นไร...

    ไปถ่ายรูปที่รังสิตกับเหล่าพี่น้องคอรัส
             
    วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่ผมมีความสุขมากครับ เพราะว่าเ้ป็นวันที่ผมได้มาเจอและได้สนุกกับน้องๆในชุมนุมที่มาถ่ายรูปให้ พวกเราเหล่าบัณฑิตก็ได้แก่ผม ณุ เน แล้วก็พี่แอคครับอยากจะบอกว่าวันนี้เดินกันขาลากเลยครับ วันนี้ผมก็ขับรถไปรังสิตด้วยครับค่อนข้างตื่นเต้นตั้งแต่ขับมาแล้วครับ พวกเราก็เริ่มถ่ายรูปกันตั้งแต่ตึกโดมเดินมาเรื่องๆที่สถาบันญี่ปุ่นฯครับ ก็ถ่ายมาเรื่อยๆแล้วก็นั่งรถรางไปที่SC ตึกคณะสังเคราะห์ฯ แล้วก็มาจบกันที่ลานพญานาคและMain Stadium ครับ หลังจากที่พวกเราเริ่มไม่ไหวหน้าเหียกกันแล้วก็ไปทาน Sizzler กันที่ Future รังสิตครับ ก็อิ่มกันเต็มที่เลยครับ วันนี้เป็นวันหนึ่งที่มีความสุขมากบวกกับความเหนื่อยแบบสุดๆครับ แต่ก็ไม่รู้ว่าวันแบบนี้จะได้เกิดขึ้นอีกเมื่อไร

              อาไว้ถ้ามีอะไรเกิด ขึ้นผมจะพยายามมาเล่าให้ฟังก็แล้วกันนะครับ จะไม่ดองแล้วครับเพราะว่า ช่วงนี้มีอะไรเกิดขึ้นเร็วจริงๆครับ ทุกวันเลยอ่ะครับ เอาไว้ถ้ามีอะไร Update แล้วค่อยว่ากันนะครับ แล้วค่อยเจอกันนะครับ สุดท้ายนี้ก็ต้องรักษาสุขภาพกันนะครับ เพราะว่าโรคหวัดใหญ่ 2009 มันร้ายแรงมากครับ ยังไงก็ระมัดระวังตัวเองด้วยนะครับ
    July 14

    ประวัติส่วนตัว (ที่อาจจะไม่ส่วนตัวอีกต่อไป)

               มขื่อ สุคณัชญ์ โพธิ์ศรีสุข ชื่อเล่นชื่อ เดียร์ เลขทะเบียน 4805681253 ครับ ที่บ้านทั้งคุณพ่อและคุณแม่ผมเป็นข้าราชการทั้งสองท่านครับ ผมมีน้องสาวหนึ่งคนครับกำลังศึกษาเกี่ยวกับคหกรรมศาสตร์ครับ ความประทับใจครั้งแรกเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แห่งนี้ก็คงอาจจะเหมือน กับใครหลายๆคนครับ นั่นก็คือ วันปฐมนิเทศมหาวิทยาลัย(รับเพื่อนใหม่)ที่มีการแสดงแสงสีเสียงที่ย้ายพวกเรา จากรังสิตมาท่าพระจันทร์น่ะครับ ผมได้ฟังเพลงที่มีความหมายเกี่ยวกับท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ผู้ประศาสน์การแห่งมหาวิทยาลัยของเรา ซึ่งเพลงนั้นก็คือเพลงคนดีมีค่า...ครับ ในวินาทีนั้นผมคิดอยู่ในใจเลยว่า สักวันผมจะต้องจบไปเป็นบัณฑิตที่ดีที่จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์ ผลักดันให้สังคมเป็นสังคมที่มีความช่วยเหลือเกื้อกูลกันให้ได้สักวัน พร้อมกับความปลื้มปิติบวกกับความไพเราะของบทเพลงในวันนั้นผมกลั้นน้ำตาเอา ไว้ไม่ไหวจริงๆครับ คนที่นั่งข้างๆผมอาจจะคิดว่าผมเป็นเอามากแต่ผมไม่สรหรอกครับจะร้องซะอย่าง เมื่อเข้ามาเป็นนักศึกษาแล้วผมได้สมัครเข้าชุมนุมขับร้องประสานเสียง แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(หรือ TU Chorus นั่นเอง) ซึ่งจุดนี้เองครับเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตการเป็นนักร้องประสานเสียงระดับ ชาติของผม
              ด้วยความที่ผมเป็นคนชอบร้องเพลงอยู่แล้วโดยปรกติ ก็ไม่ได้เคยเรียนร้องเพลงหรือเรียนดนตรีอะไรมาก่อนแค่รู้ทฤษฏีโน้ตเบิ่องต้น เท่านั้นเองครับ ก็รู้สึกว่าทำไมเสียงตัวเองมันถึงได้ต่ำแบบนี้ร้องเพลง Hit Hit แบบสมัยนี้ไม่ค่อยจะได้เลย เพลงประสานเสียงเนี่ยแหละจะเป็นทางออกของเรา...(เพราะว่าการขับร้องประสาน เสียงนั้นจะมีการแยกเสียงออกเป็น 4 เสียงอันได้แก่ผู้หญิงเสียงสูง Soprano ผู้หญิงเสียงต่ำ Alto และ ผู้ชายเสียงสูง Tenor สุดท้ายก็คือช่วงเสียงที่ผมถนัดที่สุดคือเสีย Bass สำหรับผู้ชายเสียงต่ำครับ) ในช่วงเวลาที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่หนึ่งของคณะสังคมสงเคราะห์ที่ผมรัก ช่วงนั้นเองผมก็ได้ทำกิจกรรมคือการร้องเพลงประสานเสียงกับ TU Chorus โดยการควบคุมและฝึกสอนจาก ผศ.ชนนาภ มีนะนันท์(หรือครูฝนของพวกเรา) จนได้ขึ้น Concert เป็นครั้งแรกในชีวิต นั่นก็คือ Concert The Colors of Life Choral Concert ซึ่งเป็น Concert ที่ทางชุมนุมฯและพวกรุ่นพี่จัดกันเองครับโดยได้รับเสียงตอบรับดีมากและอยาก จะให้มีจัดกันทุกปีแต่ก็ไม่สามารถทำได้เพราะงบประมาณที่จำกัดครับ... นอกจากนั้นในปีที่1ของชีวิตมหาวิทยาลัยนี่เองที่ผมได้เข้าร่วม Concert ขับร้องประสานเสียงสามสถาบัน The Chulalonkorn Kasetsart Thammasat Choral Concert หรือเรียกสั้นๆว่า Concert CKT นั่นเองครับ ด้วยความที่พวกเราซ้อมกันมาอย่างหนักใน Concert ของพวกเราเองก็เลยทำให้พวกเรามีความพร้อมมากกว่าทั้งสองแห่งก็เลยได้รับ เสียงชื่นชมเหมือนเคยครับ
              นส่วนของปีที่ 2 นั้นผมก็ได้ทำกิจกรรมเกี่ยวกับการขับร้องประสานเสียงในชุมนุมฯ TU Chorus อย่างต่อเนื่องครับ ในปีนี้เองที่ทางธรรมศาสตร์ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพการจัด Concert CKT บ้างครับปีนี้เองเป็นปีที่ผมเข้าไปร่วมทำงานในคณะกรรมการชุมนุมและคณะ กรรมการ Concert อย่างเต็มตัวครับยอมรับว่าการเรียนและการเป็นคณะกรรมการชุมนุมและการเป็นนัก ร้องที่ต้องศึกษาและฝึกซ้อมโน้ตนั้นยากจริงๆครับ เจออุปสรรคในการทำงานมากมายเช่นการหา Sponsor และเรื่องงบประมาณต่างๆรวมไปถึงการจัดการ Concert ก็เลยรู้ว่าพี่ๆที่ปีที่แล้วนั้นทำงานกันหนักและลำบากมาก ผ่านคราบน้ำตามาหลายหนเหมือนกันครับ แต่พอ Concert ออกมาดีแล้วก็ทำให้หายเหนื่อยมากๆเลยครับ
              นช่วงของปี 3 นี้เองที่มีการเปลี่ยนแปลงในชีวิตนักกิจกรรม(นักร้องประสานเสียง)ของผมมาก มายคือผมมีโอกาสได้เข้าร่วมขับร้องกับวงขับร้องประสายเสียงระดับประเทศนั่น ก็คือวง The Bangkok Voices(ตอนนั้นยังใช้ชื่อเดิมคือ The Voices) เป็นการเปิดโลกทัศน์ของผมมากมายเกี่ยวกับการร้องประสานเสียงครับผมได้เจอ เพลงที่ท้าทายความสามารถมากขึ้นกับนักร้องที่เรียนทางด้านร้องเพลงมาโดยตรง หรือไม่ก็เป็นครูอาจารย์ที่สอนร้องเพลงครับ ทำให้ผมได้รับความรู้และทักษะทางด้านร้องเพลงประสานเสียงมากขึ้นจนกระทั่งผม ได้มีโอกาสเข้าร่วมมหกรรมการขับร้องประสานเสียง Asian Choir Games ที่จาร์กาตาประเทศอินโดนิเชีย ประมาณเดือนพฤศจิกายน 2550 ครับ วง The Bangkok Voices ก็ได้รับเหรียญทองในประเภท Mixes Chamber และเหรียญเงินในประเภท Gospel & Spiritual ครับ เมื่อกลับมาถึงเมืองไทยแล้วก็ทำให้มีกระแสการขับร้องประสานเสียงได้รับความ สนใจมากขึ้นแต่ก็ไม่ได้มากเท่าที่ควรครับเพราะยังเป็นศิลปะแขนงใหม่อยู่ และในช่วงต้นปี พ.ศ. 2551 ก็มีข่าวที่ทำให้ประชาชนชาวไทยเศร้าโศกเสียใจของการเสด็จสู่สวรรคาลัยของ สมเด็จพระพี่นางฯ ผมและวง The Bangkok Voices ก็ได้ร่วมร้องเพลงถวายความอาลัยกับวง Bangkok Symphony Orchestra(BSO) ในบทเพลง The Rutter's Requiem ครับ ก็ถือว่าเป็นการร่วมกันถวายความอาลัยให้สมเด็จท่านเป็นครั้งสุดท้ายครับ
              นปีสุดท้ายของชีวิตมหาวิทยาลัยผมก็ยังคงมีความสุขกับการร้องเพลงประสาน เสียงและสั่งสอนน้องๆในชุมนุมฯเกี่ยวกับการขับร้องประสานเสียงและการใช้ ชีวิตให้มีคุณค่าดังความคิดที่ผมเคยมีต่อตัวเองในครั้งแรกที่ได้เข้า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แห่งนี้ครับ ในช่วงปี4 นี้เองที่ผมก็ได้มีโอกาสเข้าร่วมกับวง Thai Youth Choir TYC หรือ วงขับร้องประสานเสียงยุวชนไทยครับ ก็ได้ร้องเพลงถวายความอาลัยให้กับสมเด็จพระพี่นางฯในบทเพลงของ Mozart's Requiem ของคีตกวี Wolfgang Amadeus Mozart ครับก็เป็นความภูมิใจส่วนตัวอีกอย่างหนึ่งภายใต้การควบคุมและฝึกสอนโดย ดร.ภาวศุทธิ์ พิริยะพงษรัตน์ ครับและในช่วงนี้(เดือนกรกฏาคม) ก็ได้มีการจัดการแข่งขัน 2nd Asian Choir Games ครั้งที่ 2 ที่ประเทศเกาหลีใต้ครับ แต่เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเพราะว่าการระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่สาย พันธ์ใหม่ 2009 ได้ทำให้ทางผู้จัดและทางรัฐบาลเกาหลีใต้ได้สั่งให้มีการยกเลิก Event ครับเลยทำให้ผมและสมาชิกในวง The Bangkok Voices อึ้งไปเหมือนกัน แต่ก็ไม่เป็นไรครับ ผมก็ยังพยายามต่อไป
              สิ่งที่ผมได้เล่ามาทั้งหมดนี้ก็เป็นการทำกิจกรรมของผมนอกจากชีวิตการเรียนใน ระดับมหาวิทยาลัยในคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ที่ผมรักที่สอนให้ผมเข้าใจตัวเอง เข้าใจผู้อื่นและสังคมมากยิ่งขึ้น ผมคงจะไม่มีวันนี้เลยถ้าหากว่าผมไม่มีความพยายามตั้งมั่นจากคนที่ไม่เคยร้อง เพลงเป็นเรื่องเป็นราวเวลาผ่านไปแค่เพียงไม่กี่ปีก็ได้ไปแข่งในระดับชาติผม ว่ามันเป็นไปได้นะครับถ้าหากเราพยายามอย่างแท้จริงและไม่ท้อถอยโอกาสจะยังมี ให้เราเสมอครับ สำหรับเกรดเฉลี่ยของผมนั้นผมได้ 2.98 ครับ หลายๆคนอาจจะบอกว่าทำไมไม่พยายามอีกหน่อยล่ะให้ถึง 3.00 ไปเลย ผมก็จะบอกพวกเขาว่าผมไม่เสียดายเลยแม้แต่น้อยที่ผมได้เกรด 2.98 เพราะว่าผมได้ทำอะไรมากมาย ได้ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากมายสำหรับผม 2.98 นี้ผมก็ดีใจและภูมิใจกับมันที่สุดแล้วครับ เพราะคงจะไม่มีใครรู้ดีมากกว่าเราว่าเราพยายามแค่ไหน
              นส่วนของกิจกรรมของมหาวิทยาลัยก็มีส่วนให้ผมได้เข้าใจหลักการทำงานมากขึ้น ทำให้ผมเป็นผู้ใหญ่ขึ้นและผมยังภาคภูมิใจกับการเป็นส่วนหนึ่งในการถ่ายทอด จิตวิญญาณแห่งความเป็นธรรมศาสตร์ให้พวกเขารู้จักตัวเองรู้จักสังคมและรู้จัก ที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นตามคำพูดที่กินใจผมทุกครั้ง "ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน" ผ่านการขับร้องเพลงประสานเสียงให้กับเหล่านักศึกษาใหม่ทุกๆปีในงานปฐมนิเทศ และงานรับเพื่อนใหม่มาตลอดทั้ง 4 ปี นอกจากนั้นผมยังคิดว่าการประพฤติตนและหลักความคิดของผมยังสามารถเป็น ตัวอย่างให้รุ่นน้องในชุมนุมและบุคคลอีกมากมายที่ต้องการแรงบันดาลใจในการทำ สิ่งที่ยิ่งใหญ่...
              สุดท้ายนี้ผมเองก็อยากจะมีส่วนร่วมในการทำสิ่งสุดท้าย(แต่ไม่ท้ายสุด)ในการ เป็นนักศึกษาและผู้สำเร็จการศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่จะต้องไปอยู่ใน สังคมและโลกแห่งความเป็นจริงด้วยการร่วมร้องเพลงในครั้งนี้ ผมจะรู้สึกภูมิใจมากและผมเองก็อยากเป็นส่วนร่วมในการปลุกจิตวิญญาณของธรรม ศาสตร์ให้กับเหล่าบัณฑิตก่อนที่พวกเขาจะไปใช้ชีวิตในฐานะบัณฑิตจากรั้ว เหลืองแดงที่พวกเราภาคภูมิใจ...
    July 11

    Cancellation of the World Choir Championships in Korea Friday July 10, 2009

    Cancellation of the World Choir Championships in Korea

    Friday July 10, 2009

    The condition of act of God is given

    Due to several cases of H1N1 (swine flue)
    the government of Gyeongnam province decided
    today to finish the event with immediate effect.
    INTERKULTUR joined this decision.

    The condition of act of God is given.
    As of Saturday, July 11 no more performances and events are taking place.
    The official announcement of the province will be published on July 11.


    June 27

    A Path of Our Dream : The Bangkok Voices my dream, my respective...

    THAILAND CHORAL ASSOCIATION
    in Collaboration with

    Office of the National Culture Commission, The Ministry of Culture

    Present

    A Path of Our Dream

    Pre-Asian Choir Games 2009
    Concert

    by
    Bangkok Christian College Glee Club
    Chulada Choir
    The Bangkok Voices

    Program

    I'm Gonna Sing                                          Traditional
    Let the Heaven Light Shine on Me                Moses Hogan
    Let Me Fly                                                 Robert De Cormier
    My Soul's Been Anchoired in the Lord          Moses Hogan

    Cantemus!                                                Lajos Bardos
    O nata Lux                                               Morten Lauridsen
    Pasigin                                                     Eudy Palaruan
    คืนลอยกระทง                                             อธิชัย ตระกูลเดช

    Chulada Choir
    Atichai Tragoondet, Conductor

    Keep Your Lamps                                       Victor Johnson
    Spiritual jubilee                                          Linda Spevacek
    Steal Away                                                Howard Helvey
    Go Down Moses                                         Moses Hogan

    Jubilate Deo                                              Laura Farnell
    Cantate Domino                                         Vytautas Miskinis
    Echo of the Mountain                                 Narong Prangcharoen
    Ballay-gi                                                   Arwin Tan

    BCC Glee Club
    Satid Sukchongchaipruk, Conductor


    My God is a Rock                                    Alice Parker & Robert Shaws
    Wade in the Water                                 Allen Koepke
    The Battle of Jericho                              Moses Hogan
    Music Down in My Soul                           Moses Hogan

    You Give Love a Bad Name                    Jon Bon Jovi/Ramon M. Lijauco
    Killing Me Softly                                     Charles Fox/Carsten Gerlitz
    You are the Sunshine of My Life            Stevie Wonder/Johnnes Weiss
    This is the Moment                                 Frank Wildhorn/Ramon M. Lojauco

    The Bangkok Voices
    Kittiporn Tantrarungroj, Choirmaster

              ครั้งนี้อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตของการเป็นนักร้องประสานเสียงสมัครเล่นของผมในการเข้าร่วมการแข่งขันการขับร้องประสานเสียงในระดับประเทศเช่นนี้ ในครั้งนี้เองวง The Bangkok Voices ของผมก็ได้มีโอกาสเข้าร่วมแข่งขันใน 2nd Asian Choir Games ที่ประเทศเกาหลีใต้ในครั้งนี้ด้วย ร่วมกับวงระดับรุ่นเล็ก(แต่อาจจะไม่เล็ก)อีก 2 วงได้แก่วง สาธิตจุฬาหรือวงจุฬดาร์และวงโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ซึ่งพวกเราก็คิดว่าน่าจะออกเดินทางกันในคืนของวันที่ 11 กรกฏาคม 2552 นี้ครับ แต่ก่อนหน้านั้นวันที่ 30 มิถุนายน 2552 นี้พวกเราก็จะมี Concert ที่เรียกว่าเป็น Concert Pre-Asian Choir Games เป็นการแสดงของพวกเราก่อนที่เราจะไปแข่งที่ประเทศเกาหลีครับ โดยที่เพลงของพวกเรานั้นก็เป็นเพลงที่พวกคุณอาจจะเคยได้ยินมาบ้างแล้วใน Concert ต่างๆที่ได้เคยจัดขึ้นมาแล้วก่อนหน้านี้ครับ แต่พวกเราก็จะพยายามแสดงออกมาให้ดีที่สุดเท่าที่พวกเราจะทำได้ครับ จึงอยากจะให้ทุกคนได้มีโอกาสไปร่วมชม Concert ในครั้งนี้นอกจากจะเป็นกำลังใจเพื่อตัวผมแล้วยังเป็นการให้กำลังใจวงของคนไทยที่จะไปแข่งขันกันในเวทีการแข่งขันในระดับนานาชาติครับ


    แล้วเจอกันในวันงานวันนั้นก็แล้วกันนะครับ...

    June 20

    High Blood Pressure...

              อันที่จริงแล้วผมก็เป็นคนที่มองเห็นคุณค่าของการดำรงอยู่ของชีวิตมาโดยตลอด แต่มันก็ยังคงมีนิสัยแย่ๆที่อาจจะทำให้สุขภาพร่างกายของผมนั้นแย่ลง... ผมจึงได้กลับมาคิดทบทวนถึงคุณค่าของการดำรงอยู่รวมไปถึงการรักษาสุขภาพอีกครั้งซึ่งมันเกิดขึ้นได้อย่างไรนั้นผมจะเล่าให้ทุกๆคนฟังเพื่อเป็นอุทาหรณ์ในการดำรงชีวิตอย่างไม่ประมาทต่อไป...
              มื่อวันพฤหัสฯที่18ที่ผ่านมาอาการหวัดของผมนั้นเริ่มที่จะมีอาการหนักขึ้นเพราะว่าเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมานั้นผมก็ไปซ้อมวง The Bangkok Voices ซึ่งวันนั้นเป็นวันที่สภาพอากาศแย่มากฝนตกหนักมากผมคงจะโดนละอองฝนเข้าไปเยอะทำให้ไม่สบายเป็นหวัด อาการเริ่มแย่ลงๆ อีกทั้งตอนนี้ยังมีโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ 2009 กำลังระบาดหนักอยู่ ทางที่บ้านของผมจึงแนะนำให้ไปหาหมอเพื่อที่จะรักษาเป็นเรื่องเป็นราว เมื่อเย็นวันพฤหัสฯผมจึงไปหาหมอที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาล ระหว่างที่ผมกำลังจะรอเข้าตรวจนั้นก็ได้มีการไปหาคุณพยาบาลเพื่อที่จะคัดกรองก่อนที่จะเข้าไปพบแพทย์ก็ได้ไปวัดอุณหภูมิและวัดความดันโลหิตก่อนที่จะไปพบกับแพทย์เรื่องอุณหภูมินั้นก็ไม่มีปัญหาครับเพราะว่าผมไม่ได้มีไข้มาตั้งแต่ที่บ้านแล้ว แต่สิ่งที่น่าสังเกตก็คือความดันโลหิตของผมนั้นมัน 150/100 คุณพยาบาลบอกว่าสูงมากสำหรับคนวัยอย่างผม เพราะว่าอาการความดันโลหิตสูงนั้นมันจะเกิดแต่เฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้น... ผมก็ไม่ได้รู้สึกอะไรเพราะว่าก็ทราบอยู่แล้วว่าความดันโลหิตของตัวเองนั้นสูงอยู่นิดหน่อยอยู่แล้ว ระหว่างที่เข้าไปรอตรวจนั้นอากาศภายในโรงพยาบาลนั้นค่อนข้างเย็น ผนวกเข้ากับอาการหวัดที่ผมเป็นอยู่แล้วจึงรู้สึกว่าจะทำให้ผมรู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว และรู้สึกปวดหัว 
              คลินิคพิเศษตอนเย็นนั้นนึกว่าจะไม่มีคนเข้ามารักษาเยอะที่ไหนได้มีผู้ป่วยมาค่อนข้างมาก และส่วนมากอาการก็คล้ายๆกันก็คือเป็นหวัดนั่นเอง แล้วก็ถึงคิวที่ผมจะเข้าไปหาคุณหมอ คุณหมอก็บอกว่าผมเนี่ยเป็นไข้หวัดแต่ก็ไม่ได้มีไข้อะไรมากมายก็ไม่น่าเป็นห่วง ก็เป็นอาการคอแดงและต่อมทอนซินโต(อาการเดิมๆ) (ส่วนตัวผมเองก็รู้สึกว่าไข้หวัดครั้งนี้มันแปลกๆตรงที่ไม่มีไข้และมีอาการไอแห้งๆไม่ค่อยจะมีน้ำมูกและเสมหะ) แต่สิ่งที่คุณหมอรู้สึกเป็นห่วงก็คือ ความดันโลหิตของผมที่มันสูงมาก(แกบอกว่าอย่างนั้น) แกบอกว่ามันจะต้องมีสาเหตุที่ทำให้ความดันโลหิตสูงขนาดนี้... แกจึงให้ผมไปวัดความดันมาใหม่... คุณพยาบาลก็ให้ผมวัดความดันเลือดใหม่มันก็ยังคงไม่ต่ำไปกว่าเดิมสักเท่าไร จากนั้นคุณพยาบาลก็เปลี่ยนเครื่องเอาเครื่องวัดเครื่องข้างๆมาวัดผมใหม่มันก็ยังเหมือนเดิม จากนั้นคุณพยาบาลก็บอกให้ผมไปนั่งพักก่อนแล้วค่อยมาวัดใหม่...
              หลังจากที่ไปนั่งพักมาแล้วมันก็ยังคงสูงเหมือนเดิม จึงเข้าไปพบคุณหมออีกครั้งคุณหมอก็บอกว่าเอาไว้อาทิตย์หน้าจะนัดมาตรวจอีกครั้ง โดยการตรวจครั้งนี้เป็นเหมือนการตรวจสุขภาพครั้งใหญ่คือเป็นการเจาะเลือดแล้วก็วัดค่าต่างๆ ตรวจคลื่นหัวใจ ตรวจไทรอยด์ ฯลฯ
              ดูเหมือนว่าการที่ผมตรวจพบเรื่องความดันโลหิตสูงคราวนี้นั้น ความเห็นทางการแพทย์นั้นดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งที่ค่อนข้างจะอันตราย... ดูเหมือนว่างานนี้ผมคงจะต้องเริ่มอะไรใหม่ๆเพื่อสุขภาพตัวเองบ้างเสียแล้ว... ไม่งั้นผมคงไม่อาจจะอยู่กับมี๋แก้วไปจนแก่แน่เลย...
              

    ก็ขอวอนให้ทุกๆคนรักษาสุขภาพ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และไม่เป็นโทษต่อร่างกาย และที่สำคัญใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาทนะครับ ก็ช่วยเป็นกำลังใจในการเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตของผมใหม่ด้วยนะครับ...
    May 14

    End of 4th year in University; Count Down to 2nd Asian Choir Games with The Bangkok Voices!!!

              วัสดีครับทุกๆคน เป็นอย่างไรกันบ้างครับไม่ได้เจอกัน 1 เดือนเต็มๆเลยคิดถึงทุกคนเหมือนกันนะครับ แต่ก็ด้วยเวลาที่ไม่ค่อยจะว่างน่ะครับก็เลยไม่ค่อยได้มีเวลาได้คุยกันสักเท่าไรเลย ก็เห็นว่าวันนี้พอว่างสามารถที่จะหาเวลามาแชร์เรื่องราวที่ผมสนใจและชีวิตความเป็นอยู่ของผมผ่าน Spaces แห่งนี้ได้ ตอนนี้ชีวิตผมก็นับได้ว่าเกือบที่จะจบชั้นปริญญาตรีอย่างสมบูรณ์แล้วครับ เกรดที่ออกเทอมสุดท้ายนี้เป็นเทอมที่ลุ้นสุดๆ(ทั้งๆที่รูว่ามันก็ไม่มีอะไรแต่ก็ยังคงลุ้นครับ) ก็เทอมนี้ก็นับว่าพอใช้ได้เลยครับได้ C มา 1 ตัว และ B+ 3 ตัว ครับเกรดที่ออกมาก็คือ 3.13 ครับและเกรดสะสมรวมของผมนับตั้งแต่ปี1 หรือ GPAX ก็คือ 2.98 ครับ(ส่วนตัวรูสึกว่ามันเก๋าดีไม่ถึงสาม) ก็เหลือแต่ทำเรื่องขึ้นทะเบียนบัณฑิตแล้วก็เตรียมตัวรับปริญญาครับ ก็อย่างที่ทุกคนรู้นั่นแหละครับชีวิตของผมเต็มไปด้วยสีสันและประสบการณ์ที่ดีและมีค่าเกี่ยวกับการขับร้องเพลงประสานเสียงมาตลอดทั้ง 4 ปี ไม่ว่าจะในนามของ TU Chorus, The Bangkok Voices หรือจะเป็น Thai Youth Choir ก็นับว่าเป็นประสบการณ์ที่มีค่าทั้งนั้นครับ ผมไม่เคยเสียใจเลยที่ทำกิจกรรมแล้วได้เกรด 2.98 มันไม่ได้ทำให้ผมกลับไปนึกแล้วเสียดายหรือเสียใจอะไรเลยครับ เพราะว่าผมทำเต็มที่แล้วในทุกๆวันทั้งเรื่องการเรียนและการร้องเพลงก็เต็มที่กับชีวิตดีครับมีเรื่องให้เล่าได้ไม่รู้จบ... ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพื่อนๆ Social Work รุ่นเดียวกันจะเป็นอย่างไรบ้างเพราะว่าไม่ได้ติดต่อกันเลย ยังไงก็ขอให้พวกเขามีสุขภาพที่ดีและมีความสุขตามอรรถภาพ
              หมือนว่าตอนนี้เป็นช่วงที่เหมือนกับว่ากำลังนึกย้อนถอยหลังไปว่าเราได้ทำอะไรไปบ้าง ได้รู้จักกับใครไปบ้าง เมื่อลองนึกย้อนกลับไปแล้วเวลา 4 ปีในชีวิตมหาลัยฯของผมนั้นมันรู้สึกเร็วมากจนแทบไม่รู้สึกตัวเลยว่ามันถึงเวลาที่จะต้องออกไปเผชิญโลกที่แท้จริงเสียแล้ว ผมยังจำได้เสมอถึงตอน Concert ครั้งแรกของผมกับ TU Chorus ว่ามันเป็นอย่างไรบ้างและพวกเราพยายามกันมากแค่ไหนมันเป็นความทรงจำที่มีค่าจริงๆครับ นั่นก็เป็นจุดแรกของผมเลยสำหรับการขับร้องประสานเสียงในเส้นทางที่ผมได้เดินทางจวบจนมาถึงวันนี้ผมได้เข้าร่วมในวงที่เรียกได้ว่าเป็นวงที่ดีที่สุดวงหนึ่งในประเทศไทยหรือ The Bangkok Voices นั่นเอง ผมมีความสุขมากกับการขับร้องประสานเสียงครับ แต่บางครั้งก็รู้สึกเหน็ดเหนื่อยและลำบากใจกับเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นอยู่เหมือนกันแต่ผมก็สามารถผ่านเรื่องราวเหล่านั้นมาได้ครับ
              มก็ต้องขอสารภาพว่าเพื่อนที่มหาลัยฯจริงๆนั้นผมมีอยู่ไม่กี่คนเองครับ เพื่อน...ความหมายของคำว่าเพื่อนนั้นผมว่ามันแตกต่างกับเพื่อนในสมัยมัธยมมากๆจนบางครั้งผมเองก็รู้สึกย่ำแย่กับมันเหมือนกัน ฉะนั้นผมก็ต้องขอแยกก่อนระหว่างเพื่อนกับคนรู้จัก... ก็ต้องบอกว่าผมมีคนรู้จักเยอะด้วยนิสัยที่เป็นกันเองและความห่ามของผมก็ทำให้มีคนรูจักเยอะพอสมควรแต่เพื่อนๆของผมจริงๆแล้วก็คือพวกพี่ๆน้องๆเหล่า TU Chorus รวมไปถึงม่อน,เน,น้องApple และ Pennie ด้วยชีวิตมหาลัยของผมก็มีแต่คนเหล่านี้นี่แหละครับที่นับได้ว่าเป็นเพื่อนส่วนที่เหลือก็เป็นคนรู้จักอาจจะสนิทบ้างหรือไม่สนิทบ้างก็แล้วแต่ครับ ถ้าเทียบกับใครหลายๆคนแล้วผมอาจจะนับได้ว่าเป็นคนที่มีเพื่อนน้อยมาก(ไม่ได้มีกลุ่มเป็นแก๊งใหญ่ๆ) แต่ผมก็ดีใจครับที่คนเหล่านี้เป็นคนดีและเป็นเพื่อนที่ดีของผมเสมอมา
              อนนี้ผมรูสึกว่าชีวิตผมมันออกแนวโหรงเหรงยังไงก็ไม่ทราบครับ...ตั้งแต่ผิดหวังเรื่องการสอบเข้าป.โท(ผิดหวังเล็กน้อยที่ไม่ผ่านสัมภาษณ์) ก็รู้สึกว่าปีหน้าจะต้องพยายามทำให้ได้ แต่เป้าหมายที่ใกล้ตัวที่สุดตอนนี้ก็คือการเตรียมตัวฝึกซ็อมอย่างเต็มที่ก่อนที่จะต้องไปแข่งในรายการ 2nd Asian Choir Games ที่เกาหลีในวันที่ 12 เดือนกรกฏาที่จะถึงนี้แล้วนับว่าครั้งนี้เป็นครั้งที่สองที่ผมได้ไปแข่งที่ต่างประเทศในรายการเดียวกันกับเมื่อ 2 ปีที่แล้วที่ผมได้ไปแข่งที่จาร์กาต้าใน 1st Asian Choir Games ที่พวกเราได้เหรียญทองกลับมา ในครั้งนี้ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะไม่ง่ายเหมือนครั้งแรก... ด้วยค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับตั๋วเครื่องบินที่สูงขึ้นทำให้พวกเราต้องรับงานและทำงานกันหนักขึ้น บวกกับแรงกดดันที่พวกเราจะต้องทำให้ได้มาตรฐานจามที่พวกเราเคยทำได้เป็นอย่างน้อยที่สุด และความหวังในปีนี้คือ...การเป็นวงคนไทยวงแรกที่ได้ Grand Champion ในการแข่งขันระดับโลก มันคงจะไม่สูงเกินไปครับ ถ้าพวกเราพยายาม ซึ่งผมก็พร้อมสำหรับการรายงานความคืนหน้าและเก็บเอาความทรงจำทุกอย่างที่นั่นมาเขียนลง Spaces ให้ทุกท่านได้ Update กันเหมือนเดิมครับและก่อนที่พวกเราจะไปแข่งนั้นก็จะมี Concert ร่วมกันกับวงโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนและวงสาธิตจุฬา ที่เป็นวงตัวแทนของประเทศไทยไปแข่งขันในครั้งนี้ด้วยเหมือนกันครับ
              นี่เองก็เหลือเวลาอีกเกือบจะไม่ถึง 2 เดือนเต็มแล้วครับที่พวกเราจะต้องทุ่มเททุกอย่างกับการแข่งขันในครั้งนี้ ซึ่งสำหรับตัวผมเองแล้วอาจจะเป็นการแข่งครั้งสุดท้ายกับวง The Bangkok Voices เพราะว่าหลังจากนี้ไปถ้าเกิดว่าผมเรียนปริญญาโทแล้วก็อาจจะไม่มีเวลามาซ้อมแล้วก็อาจจะต้องทำงานควบไปด้วยซึ่งก็คือการใช้ชีวิตเหมือนกับคนทั่วๆไปเสีบที... ผมอาจจะคิดถึงที่นี่มากๆเพราะว่าเป็นที่ๆทำให้ผมได้รูจักอะไรมากขึ้นและทำให้ผมได้ประสบการณ์ที่เรียกว่า "สู้เพื่อชาติ..." มันเป็นอย่างไร
              สุดท้ายนี้ก็ต้องกล่าวขอบคุณทุกคนที่ติดตามเรื่องราวของผมมาตลอด ผมเองก็มีพวกคุณเป็นกำลังใจเหมือนกันครับ ผมเองก็จะพยายามให้เต็มที่ครับ ไม่ให้ทุกคนต้องผิดหวังแน่นอนครับถ้าเกิดว่ามีข่าวคราวอะไรเกี่ยวกับ Concert ผมก็จะนำมาบอกนะครับ ขอบคุณทุกๆคนนะครับ หวังว่าครั้งหน้าที่ได้เจอกันอีก ทุกคนจะสุขภาพแข็งแรงแล้วก็มีความสุขตามอรรถภาพนะครับ
     
    ปล. ขอบคุณนังมี๋(น้องหมีแก้ว)ที่น่ารักและเป็นเพื่อนร่วมทางของผมตลอดมา รักมังมี๋ตัวนี้ตัวเดียวค่ะ...มี๋แก้ว
    April 13

    Silent Songkran, Chaos City!

              วัสดีครับทุกคน เป็นอย่างไรบ้างครับ สบายดีกันเหรอเปล่า ตัวผมเองนั้นสบายดีครับก็เรื่อยๆครับเพียงแต่ว่าช่วงนี้จะอากาศร้อนสักหน่อยเพราะว่าเป็นช่วงฤดูร้อนเต็มที่แล้วครับ ไม่ว่าจะทั้งอากาศที่มีความร้อนจัดอยู่แล้วบรรยากาศทางการเมืองนั้นก็ร้อนแรงไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าสภาพอากาศเลยครับ เรื่องที่ผมกำลังจะพูดต่อไปนี้ก็คงจะเกี่ยวกับเรื่องของบรรยากาศทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ครับ
              ม่กี่ปีผ่านมานี้ประเทศไทยของเราก็ได้เข้าสู่ยุคแห่งความขัดแย้งทางาสังคม เป็นยุคที่ประชาชนนั้นแยกออกเป็น 2 ฝ่าย อย่างชัดเจน ซึ่ง 2 ฝ่ายนี้เองก็เป็นพวกที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกันครับได้แก่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหรือว่ามีชื่อสั้นๆที่เข้าใจได้ว่า "พันธมิตร" กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการยกย่องและเทอดทูนสถาบันฯ และมีความต้องการที่จะให้ประเทศไทยนั้นได้ตื่นจากการครอบงำของ "ระบอบทักษิณ" ซึ่งก็เป็นระบอบที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการคอรัปชั่น ช่วยเหลือพวกพ้องและการเมืองแบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งสัญลักษณ์นั้นก็คือ "คนเสื้อเหลือง" ส่วนอีกฝ่ายหนึ่ง ที่มีลักษณะตรงข้ามกัน "กลุ่มเสื้อแดง" กลุ่มเสื้อแดงนี้มีชื่อเต็มๆว่า กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ  หรือมีชื่อเรียกสั้นๆว่า นปช. นั่นเองครับ กลุ่มนี้ได้เกิดขึ้นภายหลังจากการปฏิวัติของกลุ่ม คปค.(คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) ที่มีความเชือในเรื่องเกี่ยวกับประชาธิปไตย เพราะพวกเขาถือว่าการที่รัฐประหารนั้นเป็นการกระทำที่ไม่เป็นประชาธิปไตย โดยส่วนใหญ่แล้วแกนนำจะเป็นกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการตัดสิทธิ์ทางการเมืองหลังจากที่มีคดียุบพรรคการเมืองทั้ง 111 คน และมีผู้สนับสนุนหลักก็คืออดีตนายกทักษิณนั่นเอง
              ส่วนตัวผมเองนั้นก็ยอมรับว่ามีความคิดเห็นทางการเมืองค่อนข้างจะแตกต่างกับทางที่บ้านอยู่เหมือนกัน จากประสบการณ์จริงความรู้สึกแตกแยกเหล่านี้มันค่อยๆเริ่มปรากฏขึ้น ด้วยเหตุผลที่ว่า ทักษิณ เขาเข้ามาบริหารประเทศถึงแม้ว่าจะมีคอรัปชั่นโกงกินบ้างแต่ก็ยังทำให้ประเทศชาติเจริญได้ก้าวไปข้างหน้าได้ แต่สำหรับตัวผมนั้นมีความคิดว่า ความผิดและความถูกต้องนั้นจะต้องนำมาแยกออกจากกันนำมาปนกันไม่ได้ ถึงแม้ว่าอาจจะดูเหมือนว่าประเทศไทยนั้นจะเดินไปข้างหน้า แต่ความจริงนั้นมันเป็นการครอบงำกลไกการตรวจสอบที่มีอยู่อย่างลับๆ จนสามารถกลายเป็นเผด็จการทางรัฐสภา ฝ่ายค้านไม่สามารถที่จะตรวจสอบและเอาผิดพวกเขาได้ ซึ่งมันเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตยที่ผมเข้าใจเป็นอย่างมาก
              ในตอนนี้ ระหว่างที่ผมำลังเขียนอยู่นี้กลุ่ม "เสื้อแดง" ก็ได้กำลังก่อเหตุอยู่ในเขตรอบในของกรุงเทพฯ ตั้งแต่เช้ามืดวันนี้ ผมยอมรับว่าผมไม่อยากจะเห็นคนไทยไม่ว่าจะเป็นเสื้อเหลือหรือเสื้อแดงทำให้ประเทศชาติต้องเสียหายและฆ่าฟันกันเอง ผมก็ได้แต่ภาวนาว่าทุกอย่างจะเข้าสู่สภาพปรกติในเร็ววัน ความจริงผมอยากจะเขียนอะไรมากกว่านี้แต่ผมไม่มีอารมณ์จะเขียนจริงๆครับ ก็จะเขียนเอาไว้เป็นจดหมายเหตุส่วนตัวของผมเท่านั้นเอง...
     
    ด้วยความเป็น"ธรรมศาสตร์"ที่มีอยู่ในเลือดทุกหยด เมื่อลองมองไปถึงการต่อสู้ของเหล่าวีรชนไม่ว่าจะเป็น 14 ตุลาฯ หรือเหตุการณ์การเรียกร้องประชาธิปไตยในอดีต..
    สิ่งนี้หรือคือประชาธิปไตยที่ อ.ปรีดี อ.ป๋วย และเหล่าวีรชนต่อสู้เพื่อให้ได้มา...(อยากจะร้องไห้)
    ถ้าพวกท่านได้รู้ได้เห็นในสิ่งที่เป็นอยู่นี้... ขอให้ท่านช่วยปกป้องคุ้มครองประชาชนทุกคนให้รอดพ้นจากวิกฤติการณ์นี้โดยปลอดภัยด้วยครับ...
    March 16

    ความจำสั้นแต่รักฉันยาว แก้ว......ยังจำได้เหรอเปล่าเนี่ย?

               วามจริงแล้วผมตั้งใจจะเขียนเรื่องนี้มาตั้งนานแล้ว แต่ว่าตอนนั้นยังอยู่ในช่วงที่ยังไม่ค่อยจะว่างจะเขียนสักเท่าไรตอนนี้ได้โอกาสดีก็เลยเขียนสักหน่อยดีกว่าก่อนที่ความทรงจำดีๆนั้นจะลืมเลือนไปมากกว่านี้ สำหรับความทรงจำของผมเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นส่วนมากก็จะเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับการเรียนและเรื่องชุมนุมขับร้องประสานเสียงเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเรื่องที่ผมจะกล่าวต่อไปนี้เองมันจะคาบเกี่ยวกันกับชุมนุมขับร้องประสานเสียงที่ผมอยู่มาตลอด 4 ปีนี้(และจะยังคงติดต่ออยู่เสมอ) ถึงแม้ว่าจะทราบว่าหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงของผมนั้นจะสิ้นสุดลงนับตั้งแต่เทอมนี้แล้ว...
               ระมาณกลางเดือน กรกฎาคม 2551 ช่วงนั้นเองเป็นช่วงที่เรากำลังจะเปิดเทอมใหม่และมีงานประจำของชุมนุมฯ ที่ถัดมาจากการแสดงในวันแรกพบและรับเพื่อนใหม่มาตามลำดับ วันนั้นก็คือวันเปิดตัวชุมนุมฯ นั่นเองก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าวันเปิดตัวชุมนุมนั้นเป็นอย่างไร วันเป็นตัวชุมนุมก็คือวันแรกที่น้องๆที่ได้สมัครเพื่อที่จะเข้าชุมนุมของเราในช่วงวันรับเพื่อนใหม่ได้มาพบกับเราเป็นครั้งแรก ในวันนี้เองก็มีการแนะนำตัวพี่ๆ(ทั้งรุ่นปัจจุบันและรุ่นที่จบไปแล้วเท่าที่จะสามารถตามมาได้) รวมไปถึงบอกน้องๆถึงประวัติชุมนุมของเราอย่างคร่าวๆรวมไปถึงงานที่จะต้องมีขึ้นแน่ๆในรอบหนึ่งปีว่ามีอะไรบ้าง และที่ขาดไม่ได้ก็คือการแสดงของพวกเราเองเป็นการเรียกน้ำย่อยก่อนที่น้องๆจะได้เริ่มการซ้อมและเป็นส่วนหนึ่งของวงเราจริงๆ ในช่วงก่อนนั้นเองผมจำได้ว่าผมนั้นเข้าไปบริหารจัดการอยู่ไม่น้อยเลย เพราะดูเหมือนว่าคณะกรรมการชุดใหม่ยังคงจะใหม่อยู่จริงๆ ผมได้ช่วยน้องๆจัดการเกี่ยวกับการแสดงเพราะว่าผมอยากจะให้ทุกอย่างออกมาดีเพราะว่าวันเปิดตัวชุมนุมนั้นเป็นเหมือนกับการพบเจอกันระหว่างเรากับน้องๆครั้งแรกจริงๆที่เป็นการเจอกันแบบไม่เป็นทางการ(ไม่ได้อยู่ในงาน) ก็เกือบตายเหมือนกันครับพวกนั้นก็โดนผมโวยไปเยอะเหมือนกัน แต่สิ่งที่ออกมาก็ค่อนข้างดูดีและผ่านไปได้ด้วยดีครับในวันนั้น...
              ต่อจากนั้นก็น่าจะเป็นการ Audition น้องๆที่เข้ามาสมัครกับเราเข้าชุมนุมครับ งานนี้ผมเองก็เป็นโต้โผในการรับ Audition น้องๆเข้าชุมนุมเหมือนกันครับ ด้วยความที่มีประสบการณ์ในการร้องอยู่พอสมควรและพอที่จะรู้อะไรบ้างเลยเข้าไปช่วยครับ ในวันนี้ก็มีรุ่นพี่สูงอายุก็ได้แก่ผม พิษณุ(ต้องขอแสดงความเสียใจกับการจากไปของคุณพ่อของพิษณุมา ณ โอกาสนี้) และพี่นิต ซึ่งส่วนตัวผมแล้วทั้ง 2 คนที่กล่าวมานี้เป็นบุคคลที่อาจจะเรียกได้ว่าผมมี(ค่า)ความเชื่อมั่นมากที่สุดในวง เพราะจากการร้องเพลงด้วยกันมา 2 คนนี้คือนักร้องที่จะกล่าวได้ว่าดีที่สุดตั้งแต่ร่วมงานกันมา ในวันนั้นเองผมรู้สึกเหนื่อยมากผมจึงขอไปนอนที่ห้องของน้องจิ๊กกี้(หัวหน้าวงปี 51) ก่อนที่จะไปเจอกันที่ห้องซ้อมที่บร.1ซึ่งเป็นที่ๆเราจะใช้ในการ Audition ในส่วนตัวผมเองผมรู้สึกว่าปีนี้เป็นปีแรกที่เราได้ออกแบบการ Audition อย่างเป็นระบบมากๆ โดยเราจะแบ่งออกเป็น 3 ฐานด้วยกัน โดยที่ฐานแรกนั้นจะเป็นฐานที่เกี่ยวกับเรื่อง VocalizationและInterval จะเป็นการทดสอบประสิทธิภาพของหูและเรื่องทักษะเกี่ยวกับการร้องในรูปแบบต่างๆ ซึ่งฐานนี้เองผมก็เป็นคนรับผิดชอบ ส่วนฐานที่ 2 เป็นฐานที่เกี่ยวกับจังหวะครับก็จะเป็นการให้จำจังหวะแล้วก็ปรบมือตามอะไรประเภทนั้นน่ะครับ ส่วนฐานที่ 3 ซึ่งเป็นฐานสุดท้ายนั้นก็เกี่ยวกับทัศนคติที่เกี่ยวกับชุมนุมครับ อันนี้จะเป็นการทดสอบโดยรุ่นพี่(ว่าที่)นักสังคมสงเคราะห์และจิตวิทยาในการสัมภาษณ์ครับ รู้สึกว่าเป็นการใช้องค์ความรู้ที่เป็นสหวิชาชีพดีครับ
              วันนั้นเมื่อผมเข้ามาถึงที่ห้องออดิชั่นผมเห็นน้องๆที่นั่งรอคิวเรียกเข้าไปมานั่งรอกันมากพอสมควรผมก็ได้ฝ่าฝูงชนเข้าไปในห้อง โอยพอเข้ามาแล้วค่อยเย็นสบายหน่อย ผมก็เข้าไปแล้วก็ไปนั่งในฐานที่ 1 วันนี้ก็ยอมรับครับว่าที่ผ่านมามีน้องๆที่พอจะดูแล้วมีหน่วยกร้านใช้ใดหลายคนทีเดียว แต่ผมก็ยังไม่ได้หวังอะไรมากกับน้องๆกลุ่มที่ผ่านการออดิชั่นนี้เพราะว่าเขาอาจจะอยากเข้ามาทำกิจกรรมหรืออยากจะแค่เข้ามาดูว่าชุมนุมเรานั้นทำอะไรบ้างและเป็นอย่างไรบ้าง ไม่ได้ต้องการจะมาเป็นนักร้องหรือ Performer จริงๆอันนี้ผมก็เข้าใจ อีกทั้งอาจจะยังมีบางส่วนที่อาจจะท้อถอยกับการร้องเพลงแบบการขับร้องประสานเสียง ว่าตนเองอาจจะไม่ได้ร้องในสิ่งที่เป็นปรกติ(ร้องเป็นMelody)เหมือนที่พวกเขาได้เข้าใจมา(แต่สำหรับผมแล้วตอนนั้นผมจำได้ว่าผมร้อง Melody ไม่ไหวเพราะว่ามันสูงเหลือเกินนักร้องสมัยนี้ไม่รู้เป็นอะไรมากฮิตเหลือเกินเสียงสูงๆเนี่ย ผมอยากร้องเพลงแต่อยากร้องในสิ่งที่ผมคิดว่าผมจะทำมันได้ดีเพราะว่ามัน Specified สำหรับผมมากกว่า) หลังจากการ Audition ครั้งนี้ก็อาจจะมีน้องๆทยอยหายไปเรื่อยๆ ซึ่งมันเปรียบเสมือนกับชะตากรรมที่พวกรุ่นพี่และคณะกรรมการจะต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงนี้เพราะว่าจำนวนนักร้องที่เหลืออยู่นั้นจะเป็นตัวแปรสำคัญในการรับงานนอกและการจัด Concert ต่างๆด้วย
               ต่สิ่งที่น่าสังเกตก็คือมีน้องผู้หญิงอยู่คนหนึ่งที่เข้ามา Audition ในวันนี้เองผมเห็นเธอเดินเข้ามาในห้องแล้วก็รู้สึกว่า "......."(พูดอะไรไม่ออก) จากนั้นเมื่อผมลองฟังเสียงของเธอและทักษะที่เธอมีก็ทราบว่าเธอนั้มไม่ธรรมดาจริงๆ เธอบอกผมว่าเธอเคยเรียนเปียโนและเคยเรียนร้องมาก่อน ด้วยประสบการณ์ของผมก็ทำให้สามารถเดาอาจารย์ที่สอนเธอได้ไม่ยาก เธอคนนั้นชื่อน้องแก้ว ผมเขียน Comment ลงไปในโบ Audition ของเธอว่า ดีที่สุดเท่าที่เคย Audition มา เธอเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ(ไม่ค่อยสูง) แต่ค่อนข้างจะดูอวบๆนิดๆ เดินไปเดินมาดูดุ๊กดิ๊กๆน่ารักดี ดูๆไปแล้วเธอก็เหมือนหมีขาว(หมีขั้วโลก)(ซึ่งปัจจุบันผมก็เรียกเธอแบบนี้่) เมื่อเธอพ้นไปจากฐานที่ 1 ของผมแล้วผมไม่อยากจะละสายตาจากเธอไปเลยแต่ด้วยหน้าที่ผมเลยจำเป็นต้องรับออดิชั่นน้องคนต่อไป เวลาผ่านไปเพียงแว๊บเดียวเธอก็ได้ค่อยๆเปิดประตูออกไปจากห้องเสียแล้ว... และแล้วเธอก็เดินเข้ามาในห้องอีกเพื่อที่จะรอเพื่อนของเธอ(ชะเอม) ก็ได้เห็นหน้าเธออีกสักครู่หนึ่งจากนั้นเธอก็ได้ออกไปจากห้องกับเพื่อนของเธอ
              ม่อยากจะคิดเลยว่าหน้าของน้องคนนั้นจะมีอิทธิพลต่อผมเสียยิ่งกระไร จากวันนั้นผมก็ไม่ได้เข้าไปคุยกับเธอหรืออะไรมากมายเพราะดูๆไปเธอดูเป็นคนไม่ค่อยอยากจะคุยกับใครสักเท่าไร ก็ได้แต่มองเธอไปอย่างนั้นเอง แต่ก็ไม่เป็นไรก็ยังดีกว่าไม่ได้เจอเธอเลย เพราะทีแรกก็คิดไว้เสียก่อนแล้วว่าเอ คนเก่งๆอย่างเธอทำไมถึงอยากจะมาเข้าชุมนุมฯของเรา บางครั้งเธออาจจะเบื่อก็ได้ที่จะต้องรอไปพร้อมๆกับเพื่อนๆที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนเลย (อันที่จริงตอนที่ผมอยู่ปี 1 ผมก็เป็นน้องๆที่ไม่มีประสบการณ์เหมือนกันแต่ผมจะต้องมาร้องอยู่กับเพื่อนๆร่วมพาร์ทที่อยู่ร.ร.กรุงเทพคริสเตียนที่ร้องมาแล้วกว่า 6 ปีมันก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผมได้มายืนอยู่ในจุดนี้ได้ด้วยความพยายามที่ไม่ลดละ) ก็คิดว่าเธอคงอาจจะไม่ได้อยู่กับพวกเรานานเพราะสักพักเธอก็จะเริ่มเบื่อแล้วก็ออกไปเอง...

    (ติดตามตอนต่อไป...)

    March 11

    Past Present and Future Vol.2 "Ending the last year in TU"

               วัสดีครับทุกๆคนเป็นอย่างไรกันบ้างครับ สบายดีกันเหรอเปล่าไม่ได้คุยกันเสียนานเลยนะครับ อาจจะเป็นเพราะว่าช่วงนั้นผมอยู่ในช่วงที่อาจจะเรียกได้ว่าหนักหนาที่สุดของชั้นปีที่ 4 เลยก็ว่าได้ครับ(และผมเองก็รู้สึกว่ามันหนักกว่าทุกปีที่ผ่านมาเสียด้วย) ในระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมาตั้งแต่ช่วงปีใหม่นั้นผมเองก็รู้สึกได้ว่ามันเป็นความวุ่นวายแบบสุดๆไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเรียนในภาคสุดท้ายของการเป็นนักศึกษา หรือจะเป็นการเตรียมตัวและการสอบเพื่อที่จะเรียนต่อในระดับปริญญาโท ซึ่งก็ได้ทราบผลแล้วว่าผมไม่ผ่านการสอบสัมภาษณ์ก็น่าขำเหมือนกัน ผมเองรู้สึกตกต่ำไปหลายวันเหมือนกันกว่าที่จะรวบรวมสติขึ้นมาใหม่ได้ แต่ในใจลึกๆก็ยังคงข้องใจอยู่เหมือนกันครับว่าทำไมถึงได้ไม่ติด(ทั้งๆที่ผู้ใหญ่หลายๆคนก็ได้ให้เหตุผลและให้กำลังใจแล้ว) แต่ก็ไม่เป็นไรครับปีนี้เขาไม่เลือกเราปีหน้าก็ค่อยลองดูใหม่ก็แล้วกันครับ ผมเองก็ยังไม่สิ้นหวังเสียทีเดียว...
                นช่วงนี้เองที่ผมได้รู้สึกว่าความว่างที่แท้จริงนั้นมันเป็นอย่างไร ชีวิตผมถ้าลองดูแล้วตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 จนถึง ปีที่ 4 ผมไม่ได้พักเลยครับ ในช่วง Summer ผมเองก็ไม่ได้พักเพราะว่าจะต้องไปฝึกงานตามหลักสูตรสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ที่นักศึกษาทุกคนจะต้องลงฝึกงานทั้ง Case Work ในการฝึก 1 และ แบบ (Essential)Community Work ในการฝึก 2 ถึงแม้กระนั้นในช่วงที่มีการฝึกภาคปฏิบัติอยู่นั้นเอง ผมก็ไม่ได้ละเว้นการซ้อมของทั้ง The Bangkok Voices และ TU Chorus นับได้ว่าเป็นความสุขอย่างหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะเป็นความเหน็ดเหนื่อยของผมไม่น้อยเลยในช่วงเวลานั้น
               ต่ในตอนนี้...ผมรู้สึกแตกต่างกันออกไป มันเป็นความรู้สึกว่าง...เคว้งคว้างอย่างไรก็บอกไม่ถูก(มันเคว้งเพราะว่าทางเลือกที่เราได้เลือกไปแล้วนั้นเมื่อเดินมาถึงปลายทางก็ได้ทราบว่ามันเป็นทางขาดไม่สามารถเดินได้อีกต่อไป...) ทำอย่างไรล่ะทีนี้... ผมก็ได้สับสนกับตนเองอยู่นานเหมือนกันว่าจะทำอย่างไรดี ณ ตอนนี้ ผมบอกตามตรงว่าการที่ให้ผมมีโอกาสได้ทำโน่นทำนี่มันยังดีเสียกว่านั่งเล่นเกมอยู่บ้าน หรือปล่อยให้เวลามันผ่านไปวันๆแบบไร้ค่า มันเป็นความรู้สึกแปลกๆที่ผมไม่ค่อยจะได้เคยรู้สึกแบบนี้นัก
               มก็มีแนวคิดเหมือนกันที่จะหางานทำแต่อยากจะทำงานแบบเรื่อยๆไม่ต้องแข่งขันอะไรกับใครมากมาย อาจจะทำงานอยู่ในพวก NGOs หรือมูลนิธิอะไรไปก่อนเพื่อเป็นการหาประสบการณ์ในการทำงาน ก่อนที่จะลองสอบเข้าปริญญาโทอีกครั้งในปีหน้า หรือไม่ผมก็อาจจะไปเรียนหลักสูตรบัณฑิตอาสาสมัครเพื่อที่จะได้เป็นการหาประสบการณ์ในการทำงานกับชุมชนในชนบทเพื่อการพัฒนา(ก็คงจะสอดคล้องกันสิ่งที่เราได้ร่ำเรียนมา) เป็นเวลา 1 ปีก่อนที่จะมาสมัครเรียนปริญญาโทอีกครั้ง
              ตอนนี้ทางข้างหน้าของผมยังดูไม่ค่อยจะแจ่มแจ้งนัก ทัศนวิสัยที่ผมจะมองออกไปข้างหน้านั้นมันสันลงได้ขนัดตา อาจจะเป็นเพราะว่าผมอาจจะต้องเลือกที่จะกรุยทางเดินใหม่ของตัวผมเองด้วยตัวเอง เหมือนการเดินป่าที่เราจะต้องฝ่าพงหญ้าที่สูงเลยหัวทำให้เรามองอะไรข้างหน้าไม่เห็น แต่...ผมคงจะไม่หลงป่าแน่นอนเพราะว่าผมมีเข็มทิศนำทางเสมอ เข็มทิศเหล่านี้ก็คือพวกคุณไง(คุณพ่อ คุณแม่ แก้ว และผู้ใหญ่หลายๆคนที่ให้การสนับสนุนช่วยเหลือมาตลอด) ทางมันก็คงจะมีให้เราเสมอเพียงแต่เราจะเลือกเดินไปหรือเปล่าเท่านั้นเอง...

    ปล. อยากจะประชาสัมพันธ์ Concert ของ The Bangkok Voicces ที่จะมีขึ้นที่โบสถ์โรงพยาบาลมิชชั่นวันที่ 21 มีนาคม 2552 นี้ อยากให้ทุกคนไปดูนะครับชวนกันไปเยอะๆ ผมเชื่อว่าพวกเราไม่เคยทำให้ท่านผิดหวังครับ เอาไว้เจอกันวันที่ 21 นี้นะครับ
    January 29

    The Glory of Love... (Time won't change the meaning of one love...)

               มกลับมาทบทวนถึงเรื่องความรักอีกครั้ง... เหตุผลที่ทำให้ผมนั้นต้องกลับมาทบทวนมันอีกครั้งหนึ่งก็เพราะว่าผมเริ่มรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงแห่งความหมายของมันในความคิดของผมในประเด็นย่อยๆ แต่ในประเด็นหลักใหญ่นั้นผมเองก็ยังเชื่อเสมอว่า "ความรักคือความดีทั้งปวง..." เพราะว่ามันได้ก่อให้เกิดความดีทั้งปวงไม่ว่าจะเป็น ความปรารถนาดี ความซื่อสัตย์ ความเห็นอกเห็นใจ และอื่นๆอีกมากมาย ก็น่าแปลกที่ "ความรัก" ได้ทำให้คนเราทำในสิ่งที่ดีงามได้มากมาย ที่สำคัญมันทำให้เรา "เป็นผู้ให้และผู้รับที่มีความสุข" ในเวลาเดียวกันโดยในขณะที่เราเป็นผู้ให้นั้นเราเองก็สามารถรับรู้และรู้สึกถึงความสุขจากการที่ได้ให้มันก็สามารถทำให้เรามีความสุขได้แล้ว และในขณะเดียวกันที่เราเป็นผู้รับเราก็มีความสุขที่ได้รับความรู้สึกดีๆจากคนที่เรารัก ผมถึงได้บอกว่า เราเป็นผู้ให้และผู้รับที่มีความสุขในเวลาเดียวกัน... ฉะนั้นความรักจึงไม่ต้องการผลตอบแทนในสิ่งใดแต่อย่างใด เพราะว่าคนที่รักย่อมจะได้สิ่งต่างๆเหล่านั้นจากการกระทำของตนอยู่แล้ว...
              ต่เรื่องที่เกิดขึ้นกับผมไม่นานมานี้มันทำให้ผมรู้ว่าการที่จะต้องเปลี่ยนความคิดหลัก(Concept หลัก) ในการที่เราใช้เป็นแนวทางในการดำรงชีวิตและตอบคำถามถึงเรื่องราวต่างๆที่พบเจอในชีวิตประจำวัน ผมอาจจะใช้ปรัชญาและแนวคิดหลายๆอย่างมาประกอบด้วยกันเป็น Concept ในการดำรงชีวิต ซึ่งก็คงจะแตกต่างกันไปในแต่ละเรื่อง แต่เมื่อ 2 แนวคิดในแต่ละเรื่องนั้นเกิดสิ่งที่เรียกว่า Conflict หรือ ความขัดแย้ง ขึ้นมาล่ะผมจะต้องจัดการอย่างไรกับความคิดของผมที่มันถูกทำให้เป็นระบบระเบียบดีอยู่แล้ว
              มขอยกตัวอย่างเรื่องง่ายๆที่เราอาจจะได้เจอในชีวิตประจำวัน... ในประเด็นในเรื่องความดีชั่ว,ถูกผิดหรือจริยศาสตร์(Ethics) กับหน้าที่ความรับผิดชอบในสังคม(Social Function) และความรู้สึกความผูกพันหรือความรัก... ซึ่งเมื่อถึงเวลาแล้วเราจะต้องเลือกยืนอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง ซึ่งเราถูกบังคับที่จะต้องเลือก... ผมขอยกตัวอย่างในกรณีที่ลูกเป็นผู้รักษากฎหมายหรือตำรวจแต่จะต้องมารับจับพ่อแม่หรือคนในครอบครัวซึ่งกระทำความผิด เขาจะเลือกยืนอยู่ข้างไหน... ระหว่างความถูกต้องดีงามกับความรู้สึกและบุญคุณของผู้ที่ให้กำเนิด หรือยกตัวอย่างในกรณีสุด Classic อีกเรื่องหนึ่งก็คือ การที่นักการเมืองจะเลือกทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองตามหน้าที่หรือว่าเลือกที่จะเข้ามาเพื่อดูแลและจัดการผลประโยชน์เพื่อพวกพ้องของตนเองเท่านั้น... ซึ่งเราก็คงจะได้เห็นแล้วว่าในสังคมไทยในปัจจุบันนักการเมืองเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาเป็นอย่างไรกัน...
              ลายครั้งหลายครา ผมมีความรู้สึกขัดแย้งในตัวเองอย่างมากในการจัดการเกี่ยวกับความรู้สึกและความถูกต้องดีงาม ผมบอกตัวเองอยู่เสมอว่าอย่าให้อารมณ์มาอยู่เหนือเหตุผล อย่าให้ปัจจัยใดๆมามีส่วนหรือมีอิทธิพลในการตัดสินใจนอกจากเหตุผลที่บริสุทธิ์จากตัวเรา ถ้าเราจะพูดถึงความดี อย่างไรมันก็คือความดีวันยังค่ำ มันไม่มีวันที่จะเปลี่ยนแปลงไปได้ เช่นเดียวกันความไม่ดี(ชั่ว)ก็ไม่มีทางที่จะเปลี่ยนเป็นความดีได้ มนุษย์เรารู้อยู่แก่ใจ ไม่สามารถที่จะทำให้กฎเหล่านี้มันงอหรือมันหักได้... (บางครั้งผมรู้สึกไอพวกที่ใช้กฎหมายเพื่อผดุงความยุติธรรมอย่างไม่เป็นธรรมกฎหมายมันก็เป็นเพียงเครื่องมือที่จะทำให้คนเราเอาเปรียบกันมากขึ้นและออกห่างจากสภาพแห่งความเกื้อกูลและช่วยเหลือกันมากขึ้นเท่านั้นเอง) ซึ่งเราอาจจะทำได้แค่โกหกตัวเองไปวันๆว่ามันไม่ได้เป็นสิ่งที่แย่หรือไม่ถูกต้อง... ทั้งๆที่เราก็รู้อยู่แก่ใจเราไม่สามารถจะเปลี่ยนผิดให้เป็นถูกได้หรอก...
              องศึกษากลับไปดูเหล่า Hero ในประวัติศาสตร์ประเทศต่างๆ ไม่ต้องไกลตัวเราในประวัติศาสตร์ชาติไทยก็มีตั้งหลายท่านที่เสียสละเพื่อผู้อื่นและธำรงค์ไว้ซึ่งความเป็นชาติไทย พวกเขาจะต้องผ่านความคิดและสิ่งเหล่านี้มาแล้วนักต่อนักจนชีวิตพวกท่านเหล่านั้นจะหาไม่... หลายๆครั้งท่านอาจจะต้องตอบคำถามของตัวเองว่า...จะทำแบบนี้ทำไม ทำไปแล้วได้อะไร... แต่ด้วยความแน่วแน่ของท่านก็ได้ยังประโยชน์ให้กับพวกเราได้ถึงปัจจุบันนี้และเรื่องราวความเสียสละของท่านก็ได้เป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์ ท่านจะไม่มีวันตาย ความตายจะสามารถพรากไปได้ก็เพียงแต่ชีวะ(หมายถึงร่างกายในความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ฮินดูบางนิกาย) แต่ความดีนั้นจะยังคงอยู่ต่อไป ฉะนั้นการบอกว่าความดีนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถจะทำให้เปลี่ยนแปลงไปได้ก็คงจะถูกต้องบ้าง
              รกติแล้วผมใช้หลักปรัชญาในการดำรงชีวิตส่วนใหญ่เป็นหลักมนุษนิยม ผมเชื่อในศักยภาพของมนุษย์และการที่มนุษย์ไม่ได้เกิดมาเลว มนุษย์ทุกคนมีความไฝ่ดีและต้องการที่จะเป็นคนดี แต่บางครั้งที่เราอาจจะเห็นผู้อื่นไม่ได้เป็นคนดีนั้นมันอาจจะเกิดจากความผิดพลาดระหว่าง Mean และ End รวมไปถึงการเชื่อมันในหลักเสรีภาพและหลักสิทธิมนุษยชน ที่มนุษย์ทุกคนล้วนแต่เท่ากันและมีความภราดรภาพรู้สึกเหมือนเป็นพี่เป็นน้องกัน



              ผมมีคำถามจะถามคุณเหมือนกัน คุณจะหักล้างความเชื่อที่คุณสร้างสมมาตลอดจนกลายเป็นหลักในการดำรงชีวิต... เพื่อคนที่คุณรัก... คุณจะยอมทำไหม? คุณจะยอมเพิ่มข้อยกเว้นในคนที่คุณรักถ้ามันขัดแย้งกับความเชื่อของคุณหรือไม่...?



              ผมจะทำ ผมจะพยายามทำไม่ว่ามันจะยากสักแค่ไหน... ผมจะเป็นผมคนเดิมที่เชื่อเหมือนเดิมแต่ผมจะให้ข้อยกเว้นสำหรับคนที่ผมรัก เพราะผมรักเธออย่างที่ผมไม่เคยรู้สึกกับใครมาก่อน (องค์ประกอบที่ไม่ดีอาจจะทำให้มาเป็นส่วนผสมที่ดีก็ได้ เช่น Na โซเดียม และ Cl คลอรีน ทั้งสองตัวนี้ไม่สามารถรับประทานได้และเป็นสารพิษต่อร่างกาย แต่ถ้าเอาทั้งสองมารวมกันกลายเป็น NaCl โซเดียมคลอไรน์ ก็คือเกลือแกงที่เราสามารถกินได้และให้รสชาติ) ไม่ว่าจะอย่างไรผมจะยอม Break Operation ให้กับเธอคนที่ผมรักมากที่สุด

     
    สุดท้ายนี้ผมก็อยากจะบอกกับทุกคนที่มีความรัก จงจริงใจกับความรู้สึกของตนเอง จงใจกว้างเปิดรับแนวคิดใหม่หรือสิ่งใหม่ๆที่จะเข้ามาในชีวิตโดยไม่ยึดติด จงให้โอกาสกับผู้อื่นในความผิดพลาดในอดีตที่เคยผ่านมา จงรักในทุกๆอย่างของคนที่คุณรักอย่ารักแต่เฉพาะเพียงบางอย่างเพราะมันจะทำให้คุณและคนที่คุณรักเสียใจ

    ขอให้ความรักจงเจริญ


    ผมรักคุณหมีของผม

    January 26

    FAILURE... "Makes me Stronger"

               วัสดีครับ... ไม่ได้เจอกันเสียนานเลยนะครับ เป็นอย่างไรกันบ้างครับสบายดีเหรอเปล่า ตอนนี้ผมกำลังอยู่ในช่วงที่เรียกว่ายุ่งสุดๆในชีวิตเลยครับ หลังจากที่ผมได้เสร็จสิ้นไปหนึ่งภารกิจที่ดูแล้วก็ไม่น่าจะประสบความสำเร็จสักเท่าไร(ซึ่งก็คือเรื่องที่ผมจะเล่าให้ทุกคนฟังวันนี้ครับ) ก็รู้สึกว่าว่างขึ้นเล็กน้อยครับ ผมไม่อยากจะนึกเลยว่าตอนนี้ผมรู้สึกว่าผมเหนื่อยยิ่งกว่าตอนที่อยู่ชั้นปี 1-3 เสียอีกครับ ตอนที่ผมยังเด็กๆนั้นผมยังไม่ต้องมีความรับผิดชอบและไม่ต้องคิดอะไรมากมายถึงขนาดนี้ แต่ตอนนี้เวลามันเปลี่ยนไปทุกๆอย่างก็คงจะต้องปรับเปลี่ยนไปตามเวลาที่แปรเปลี่ยนไป ผมที่เป็นเด็กที่วันๆเอาแต่สนุกและมีความสุขกับการร้องเพลงประสานเสียงทั้งในวง TU Chorus และ The Bangkok Voices ไปวันๆนั้นวันนี้ผมย่อมที่จะต้องคิดถึงอนาคตมากขึ้น เพราะว่าต่อไปเราคงจะต้องทำงานเพื่อที่จะหาเลี้ยงครอบครัวและจุนเจือคุณพ่อและคุณแม่...นอกจากนั้นผมยังคิดไปไกลถึงการเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมจรรโลงสังคมที่พวกเราอยู่ให้ดีขึ้น(ส่วนตัวแล้วก็อาจจะคิดบ้างว่าแค่เราเพียงจุดเดียวจะทำให้อะไรมันดีขึ้นมากสักเท่าไรกันเชียว... แต่ผมก็ยังเชื่ออยู่ว่าต่อไปคนแบบผมจะร่วมมือกันทำให้ทุกอย่างดีขึ้น ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศไทยของทุกคนและทำให้โลกเป็นดาวเคราะห์ที่ได้เรียนรู้ถึง ความเสมอภาคและภราดรภาพในที่สุดสักวันหนึ่ง...ผมยังไม่เคยสิ้นหวัง)
              รั้งนี้ผมถือว่าเป็นความผิดพลาดของผมเสียเป็นส่วนใหญ่(ผมไม่อยากจะโทษปัจจัยภายนอกเพราะมันทำให้เราไม่รู้จักโทษตัวเองและการพัฒนาตนเองจะเป็นไปได้ยากในอนาคต...) หลังจากที่ผมได้ตัดสินใจเรียนต่อในระดับปริญญาโท ในสาขาจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์กร(Master in Industrial and Organizational Psychology: MIOP) ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ของเรานั่นเอง หลังจากนั้นผมก็ได้สมัครและพยายามอ่านหนังสือเป็นอย่างมาก แต่เวลาและความรับผิดชอบในเรื่องต่างๆมันไม่ค่อยจะปราณีผมเลย ผมไม่ค่อยมีเวลาได้อ่านหนังสืออย่างเต็มที่ครับ นั่นเป็นความผิดพลาดของผมที่ผมเชื่อว่าเป็นความผิดพลาดจากปัจจัยภายในที่ผมให้ความสนใจกับมันน้อยเกินไป...(อันที่จริงก่อนหน้านี้ผมก็ได้คุยกับที่บ้านไว้แล้วว่าผมอยากจะพักผ่อนสักหน่อย...หรืออยากจะลองทำงานดูอยากจะลองนำความรู้ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมาในระดับปริญญาตรีมาลองใช้งานจริงดู จะได้รู้ว่าเราเหมาะที่เราจะเรียนต่อในสาขาไหนกันแน่...) กับปัจจัยภายนอกอีกอย่างคือผมได้มีโอกาสไปงานเปิดบ้าน MIOP มาเขาก็มีการติวข้อสอบด้วย เขาบอกว่าส่วนมากจะออกเรื่องจิตวิทยาทั่วไปประมาณ 80% และจะออกจิตวิทยาองค์กรอีก 20% ซึ่งผมเองก็เชื่ออย่างนั้นเพราะว่าเขาบอกว่าทุกๆปีที่ผ่านมามันเป็นแบบนี้ ผมก็เลยบ้าอ่านเอาแต่จิตวิทยาทั่วไป จำสมองได้เป็นส่วนๆจำโรคที่เกิดจากความผิดปรกติจากทางกายและทางจิตได้เป็นอย่างดี(ในระดับหนึ่ง) แต่ที่ไหนได้...ดันออกจิตวิทยาองค์กรล้วนๆเลยประมาณ 50% เห็นจะได้(ปีนี้มาแปลก) พอผมเริ่มทำไปถึงข้อ 170(จาก 300 ข้อ) ผมก็เริ่มรู้สึกว่าทำไม่ได้แล้วเพราะว่าเราไม่ได้อ่านมานั่นเอง... ออกชื่อทฤษฎีมาแล้วก็ให้ตอบชื่อคนแบบนี้จะไปทำได้ไหมล่ะง๊าบบบ!!! การสอบครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 ช่วงใหญ่ๆ ก็คือการสอบในช่วงเช้าจะเป็นการสอบสถิติเบื้องต้นและตอนบ่ายจะเป็นการสอบจิตวิทยาเบื้องต้นครับ ในช่วงเช้านั้นความจริงแล้วผมกลัวมากๆเพราะว่าผมไม่ได้เรียนมาในสายวิทย์ที่จะมีความเข้ากันได้ดีกับตัวเลขและอะไรทำนองนี้มากกว่าแต่ผมก็ไม่กลัวครับก็อ่านและทำความเข้าใจไปพอสมควรครับ ในช่วงเช้านั้นผมก็ได้เค้นเอาประสิทธิภาพทางการคำนวนของผมออกมาจาก ซิริเบลรัม(สมองส่วนหน้า)ซีกขวา(ที่เกี่ยวกับการคำนวนและตรรกะ) ออกมาอย่างเต็มที่ ในช่วงเช้าซึ่งผมกลัวนั้นผมกลับพอทำได้ครับ แบบว่าขุดเอาความรู้จากชั้นม.6 ออกมาใช้กันสุดฤทธิ์ครับ ผมก็คุยกับแก้วและคุณแม่ผมว่าเนี่ยๆๆๆ ทำได้ถ้าเกิดเป็นการสอบนะก็น่าจะได้สัก C+ เพราะว่าทำได้เกินครึ่งมาพอสมควรครับ แต่ตอนบ่ายอย่างที่ผมได้บอกไปแล้วนั่นน่ะสิครับ เป็นข้อสอบกากบาท 300 ข้อ ใน 3 ชั่วโมง เป็น Speed Test ของจริง... ตอนที่ผมออกมาจากการสอบในภาคบ่ายนั้นผมก็รู้สึกได้ว่ามันทำไม่ได้...(ปรกติแล้วผมจะบอกตัวผมเองเสมอว่าผมทำได้เสมอ) ผมไม่ได้กังวลว่าผมอาจจะไม่ติด(เรื่องติดไม่ติดผมมีแผนสำรองวางเอาไว้แล้ว ผมอาจจะไปสอบเป็นนักสังคมสงเคราะห์ของ กทม. เป็นข้าราชการตามรอยคุณพ่อและคุณแม่ซะเลยแล้วปีหน้าค่อยมาวัดกันใหม่ข้อสอบเอ๋ย... หรือไม่ก็ถ้าทางกทม.ยังไม่เปิดรับผมก็อาจจะไปบวชเป็นพระเพื่อทดแทนบุญคุณของบุพการีย์ให้เรียบร้อยจะได้เป็นลูกผู้ชายตัวจริงสักที!) แต่ที่ผมรู้สึกแย่เพราะว่าผมรู้สึกทำไม่ได้... มันเป็นความรู้สึกที่แย่กว่าสิ่งใดเสียอีก ที่บ้านผมบอกผมเสมอว่าเดียร์ทำได้ เดียร์ทำได้... แม่ครับครั้งนี้เดียร์ทำไม่ได้...แม่อย่าเสียใจน้า การสอบทุกครั้งที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีครั้งไหนที่ผมจะออกมาแล้วรู้สึกหวิวแบบนี้(ตามทฤษฎีระบบของสังคมสงเคราะห์ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ผมชอบนำมาตอบข้อสอบของสังคมสงเคราะห์เพราะว่าเป็นทฤษฎีที่ Classic และนำมาประยุกต์ใช้ได้เสมอ System Theory นี้กล่าวถึง Input Process Output Environment และ Feedback ซึ่งจะกลับไปเป็น Input ใหม่มันจะเป็น Loop แบบนี้เสมอ ในการทำข้อสอบของผมก็เหมือนกัน ในเมื่อผมไม่มีข้อมูลที่จะ Input เข้าไป มันจะ Process อะไรและจะ Output ออกมาเป็นอะไร...เฮ้อออ)
              ในตอนเย็นผมจะต้องมีงานไปทานข้าวกับครอบครัวเพราะว่าลูกของเพื่อนคุณพ่อนั้นรับปริญญานิติศาสตร์บัณฑิตของม.อัสสัมชัญ ซึ่งเขาก็จัดงานเลี้ยงฉลองกันในตอนเย็นวันนั้น ซึ่งผมเองนั้นก็ไม่มีอารมณ์อยากจะไปสักเท่าไร เพราะว่าเหนื่อยและเซ็งกับตัวเองมากๆแต่ก็ต้องไป ระหว่างทางที่อยู่บนรถก็นั่งคิดอยู่คนเดียวว่า "ผู้ยิ่งใหญ่คือผู้ที่สามารถยิ้มและหัวเราะให้กับความผิดพลาดของตัวเองได้"(เพราะว่าเขาเป็นผู้ที่มีความมั่นใจในตัวเองอย่างแท้จริง...) ผมก็เลยเลิกคิดถึงเรื่องความผิดพลาดของผมไปในแง่ลบอีกเลยตั้งแต่วินาทีนั้น ความผิดพลาดแค่นี้มันไม่สามารถมาทำอะไรผมได้หรอก มันก็แค่อุปสรรคอย่างหนึ่งในชีวิต ซึ่งมันก็ยังมีอีกหลาย Stage ที่ผมจะต้องวิ่งผ่านมันไปให้ได้ แค่นี้จิ๊บๆ จากนั้นในงานผมก็ให้ความสนใจกับน้ำพันช์(ที่เพื่อนคุณแม่ทำ) รสชาติอร่อยและเข้มข้นมากครับทานเข้าไปแล้วก็รู้สึกมึนๆ(เพราะว่าเขาใส่ Black ไป 3 จาก 10 ส่วน) ก็รู้สึกรื่นเริงมากเลยครับ จากนั้นที่ไหนได้ทางพิธีกรเขาก็เรียกให้ผม "ขอเชิญน้องเดียร์ร้องเพลงอวยพรให้พี่ฝนหน่อยครับบบ..." ผมก็คิดในใจว่างานเข้าแล้วมืง เดินยังไม่ค่อยจะไหวเลย(ดื่มไปเยอะเมา) คุณแม่ก็ต้องเดินพาไปส่งขึ้นเวที วันนั้นผมร้องเพลง Fly me to the moon กับเพลงเกิด What a wonderful world มีเสียงตอบรับมาว่าผมร้องได้ Jazzy มากๆ(เพราะว่าเมานั้นเองครับ...555+) จากนั้นผมก็ได้เดินกลับไปนั่งที่โต๊ะแล้วก็นั่งเม้ากันอย่างสนุกสนานครับ กลับมาถึงบ้านผมรู้สึกสดชื่นมากขึ้นและบอกกับตัวเองว่า "ช่างมันเถอะ!!!" วันนั้นเป็นวันที่ผมพูดคำนี้ได้อย่างจริงใจ(กับตัวเอง)มากที่สุดแล้ว...
              ผมแอบสงสัยเหมือนกันว่าชะตาของผมจะต้องไปทำงานเพื่อช่วยคนอื่นเท่าไรหรือ... ทำไมถึงจะไปเรียนในสายงานที่ทำงานเพื่อ Make Money บ้างไม่ได้... ผมก็ยังสงสัยอยู่เหมือนกัน แต่ผมคิดว่าสังคมสงเคราะห์ทำให้ผู้เรียนเป็นคนละเอียดอ่อนคิดถึงผู้อื่นในทางที่ดีและสามารถเข้ากับผู้อื่นได้ ผมว่าแค่นี้มันก็เป็นทักษะที่สามารถทำให้ชีวิตเรามีความสุขแล้ว ไม่เห็นจะต้องมีเงินทองอะไรมากมายเลย การที่ได้เห็นผู้อื่นยิ้มได้และมีความสุขจากคำพูดของเราการช่วยเหลือของเรามันก็เหมือนกับเป็นผลตอบแทนทางอ้อมของพวกเรา "ชาวสังคมสงเคราะห์"
              ผลการสอบจะออกประมาณวันที่ 19 กุมภาพันธ์ครับ ซึ่งผมเองก็ไม่ได้หวังอะไรกับมันมากแล้วครับ เอาไว้ถ้าได้ผลอย่างไรแล้วก็จะมาบอกให้ทราบอีกทีก็แล้วกันนะครับ แต่จำไว้เถอะว่าผมจะไม่มีวันหมดหวังอย่างแน่นอน...

    ปล. หมีขอบคุณที่เคียงข้างกันเสมอยามที่ผมทุกข์ใจ ผมจะกลับมาเสมอกลับมาเป็นเดียร์ที่สดในเสมอเพื่อหมีนะคะ
    January 07

    Voices of angels : Bangkok Voices lend vocal talents to add to a myriad of performances

    By: APISAK PUPIPAT
    Published: 7/01/2009 at 12:00 AM
    Newspaper section: Outlook

               A choral version of the classic Thai song Bua Kao (White Lotus), composed by the late Thanpuying ML Puangroi Apaiwongs, was among the most impressive gifts from Bangkok Voices at a recent concert.
              Choirmaster Kittiporn Tantrarungroj ensured that the 24 male and female singers gave fullness to the melody, with optimism in their tone. A crescendo of miming, started by a few singers and gradually taken up by the whole choir, helped illustrate the lyrics and brought life to the performance.
              The well-known Thai song formed part of a comprehensive programme that showcased the choir's ability to rise to a wide range of challenges. These included highlights from the classical repertoire spanning the Renaissance, Baroque, Romantic and Modern periods, spirituals, compositions by His Majesty the King, Thai and international pop songs and Christmas carols.
              Appropriately, the more familiar pieces were featured in the second half of the concert.
              Singing a cappella, Bangkok Voices performed in English, Thai, German, Latin, Spanish and Cebuano (Filipino dialect). Families with young children joined a mixed crowd of loyal fans who flocked to the small hall of the Thailand Cultural Centre.
              Besides Bua Kao, the choir did well in their rendering of Mendelssohn's solemn Psalm 43 and Richte nich Gott by enunciating clearly in German, producing a wide range of dynamics, a sense of serenity and organ pedal effects. HM the King's Paen Din Kong Rao (Our Beloved Motherland) was captivating for the strong singing in unison as well as an interesting introduction and coda. Two baritone soloists gave colour and perspective to two other familiar songs: My Way and What a Wonderful World. A nice contrast was evident in the mood and rhythm of two out of three spirituals offered: The slow inspirational We Shall Walk Through the Valley in Peace and the powerful My God Is A Rock.
              A few surprises showed the creativeness of the choirmaster and singers. In Venezuelan Alberto Grau's musical drama Bin-namma (Too Much Water), a composition written in memory of the 1999 mudslide disaster), there were impressive chromatic contrasts of sadness and happy gestures. In Dr Kittiporn's own composition, Kor Fon (Let There Be Rain), the audience could hear the joyful tune and the differing degrees of applause representing light and heavy rain fall as well as see a humorous drama of a sacrificial playful cat dancing and "meowing" the whole time. One could not help but smile and laugh. And finally, in the spiritual Dry Bone, we were attracted to the additional sound effects produced by small everyday percussion instruments such as local toys.
              As if all this was not enough, the audience was treated to three sumptuous encores (the last requested by the very friendly emcee): Rosas Pandan, a narrative on a woman's beauty that was sung in Cebuano), Jingle Bells and If We Hold On Together, from the animated film Land Before Time.
              However, the Bangkok Voices could still do more to improve their performances. They could expand their repertoire to include more contemporary Thai and international songs, exaggerate their on-stage movements to enhance dramatic effects, enlist the help of a choreographer, give more leading roles to women singers and improve their English pronunciation.
              To sum up, the Bangkok Voices has done a great job of entertaining and educating the public. There is certainly room for more choral music activities to be performed in Thailand since they do good to the audience and give the young singers a constructive recreational activity.
    So, what are authorities like the Ministries of Education and Culture waiting for? If they can sponsor single artists then why can't they do the same for group artists who need more time, talent and energy to perform well together?

    Source : http://www.bangkokpost.com/entertainment/music/9281/voices-of-angels