The RhyThm's profileThe RhyThm® SeriesPhotosBlogListsMore Tools Help

The RhyThm eXtreme Edition

Occupation
Location
Interests
"Ubi Caritas Et Amor, Deus ibi est", ที่ไหนมีความรักและการแบ่งปันที่นั่นมีพระเจ้า...
Lists

Windows Media Player

The RhyThm® Series

Empowering your choir, choose The RhyThm Series® Special Enhanced for TU Chorus, The Bangkok Voices!!!
Spaces นี้อาจจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับผมและสิ่งที่ผมรักเป็นส่วนใหญ่หวังว่าการเข้าชมจะทำให้เธอมีความสุขแล้วก็ได้รับความเพลิดเพลินกันพอสมควรนะครับ ขอบคุณอีกครั้งนะครับที่มาทำความรู้จักกับเดียร์มากขึ้น
Please wait...
Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
You didn't enter anything. Please try again.
Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
Your parent has turned off comments.
Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
Complete the security check below to finish leaving your comment.
The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.
Mintwrote:
พี่เดียร์มินท์ไปดู Surrogates มาแว้วเชื่อป่ะเราดูว่ามันเปงหนังรักโรแมนติค 55+
คิดถึงพี่เดียร์มากกกกกกกกกกกกกกก

Oct. 30
ค่ะ พี่เดียร์ เปิ้ลก็คิดถึงพี่เดียร์เหมือนกันค้า แบบว่า เปิ้ลก็ชิวอยู่บ้าน
แล้วก็ออกไปหางานทำบ้าง เป็นระยะๆ  ฮี่ๆ  วันก่อนก็เข้าไปฟัง
Bangkok Voices in Youtube มาอีกรอบค่ะ เพราะดี
เกรดออกมั่งยังคะพี่ เปิ้ลยังมะออกสักตัวเล้ย เฮ้อ เบื่อ
เนี่ยวันพุธเปิ้ลจะไปหาอาจารย์อุ่ทองที่ ท่าพระจันทร์ ค่ะ อยากเจออาจารย์ไหม 55+
 
 
Oct. 24
Mintwrote:
 
หวัดดีคะพี่เดียร์ แอบเหงคอมเม้นพี่ในสเปซของเปิ้ลเลยแวะมาดู
ว่างๆ จะแวะมาอ่านบล็อคพี่นะ พี่ดูเปงคนมีสาระสุดๆ !!
อยากเจริญรอยตามพี่คะ ... เงียบ 555+ ไปและพี่ เด๋วมีสอบอีกวิชา
หวัดดีคะ
 
มิ้นท์ที่เรียน PH 254 ด้วยกันอ่ะ จำได้ป่าวเหอะพี่
Oct. 1
November 05

The Bangkok Voices, I believe in you...

          "การจะเป็นที่หนึ่งนั้นที่ว่ายากแล้ว แต่การจะรักษาเอาไว้ซึ่งการเป็นที่หนึ่งนั้นยากกว่า..." ในตอนนี้พวกเราอย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องการรักษาเอวไ้ว้ซึ่งการเป็นที่หนึ่งเลย... เราลองถามตัวเองอีกครั้งด้วยใจอันเป็นกลางว่าพวกเรานั้นเป็นที่หนึ่งแล้วจริงหรือ? สิ่งที่ผมจะเขียนวันนี้ผมหวังว่าจะเป็นอีกสิ่งหนึ่งหรืออีกหนึ่งเสียงไม่ว่าจะเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือให้กำลังใจ(พวกเรากันเอง) ก็อยากจะให้ทุกๆคนได้อ่าน 
          ดูเหมือนว่าความผิดหวังจากการที่เราพลาดโอกาสในการไปแข่งขัน 2nd Asian Choir Games ที่ประเทศเกาหลีนั้นจะยังคงส่งผลถึงพวกเราอยู่? นี่เองก็เป็นอีกคำถามหนึ่งทีทำให้ผมรู้สึกสงสัยอยากจะถามพวกเราว่ามันจริงอยู่หรือไม่ เพราะว่าถ้าหากว่าจะมีคนที่คิดแบบนี้มันก็แน่นอนที่สุดว่ามันไม่ผิดเพราะว่าผมเองก็รู้สึกแบบนี้เช่นกันในก้นบึ้งแห่งหัวใจและความทรงจำของผมในเรื่องที่ผมผิดหวังที่สุด...
          ดูๆแล้วก็เหมือนจะเป็นไปไม่ได้ที่ผมจะได้มายืนอยู่ ณ ตรงนี้ ยืนอยู่ท่ามกลางดวงดาวที่สุกใสที่สุด คำว่าสุกใสที่สุดไม่ได้หมายความว่าดวงดาวเหล่านั้นเปล่งแสงหรือมีความร้อนมากมาย แต่หมายถึงประกายที่ทุกครั้งที่ทอแสงออกมาจะทำให้ผู้คนที่อาศัยอยู่บนโลกมีความสุขและมีความหวัง ทุกๆครั้งที่ดวงดาวที่นั่งอยู่ข้างๆผมส่องแสงออกไป ผมรู้สึกปลื้มปิติและยินดีเสมอ ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้เป็นดวงดาวเหมือนกันกับพี่ๆน้องๆที่นั่งอยู่ข้างๆผม แต่ผมแน่ใจที่สุดว่าการที่ได้อยู่ท่ามกลางพวกเขาทำให้ผมมีความหวังและทำให้ชีวิตผมมีความหมายมากขึ้นมาในทันใด... ณ ตอนนั้นความมีตัวตนของผมหายไปหดลงไป เวลาทั้งหลายที่กำลังเดินอยู่ค่อยๆช้าลง ช้าลง และหยุดในที่สุด... ผมกลายเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์สิ่งที่สวยงามที่สุดในโลกที่มนุษย์ตัวเล็กๆและแสนจะธรรมดาอย่างผมจะทำได้ ดนตรี ได้เกิดขึ้น ณ วินาทีนั้น...
          ในช่วงแรกๆที่ผมได้เข้ามาอยู่ในวง The Bangkok Voices (ซึ่งชื่อเดิมก็คือ The Voices) ผมจำได้ที่พวกเราซ้อมเพลง Over the Rainbow กัน เพลง Over the Rainbow นั้นทุกครั้งที่ผมกลับมาฟังผมมีความหวังทุกครั้ง แต่ก็ได้เกิดคำถามขึ้นมาเสมอว่า ผมจะสามารถรักษาความรู้สึกที่มีความหวังและความปิติเหล่านั้นได้ไปอีกนานสักเท่าไร... ณ ตอนนี้ ผมกลับมาคิดถึงบรรยากาศเดิมๆในตอนนั้นอีกครั้ง... ผมคิดถึง พี่จอย คิดถึง Ian กับ Anngie Jennet คิดถึงพี่ปอม แต่ทุกอย่างก็ต้องเปลี่ยนไปตามกาลเวลา สิ่งที่จะยังคงเหลือนั่นก็คือความรู้สึกและความทรงจำที่อยู่ในใจของเรา 
          จนถึงตอนนี้... แน่นอนว่าทุกอย่างเปลี่ยนไป สำหรับพี่ๆน้องๆหลายๆคน พวกเรายังจำความรู้สึก ณ เวลาที่เราเดินออกมาจากห้องที่เราแข่ง Mixes Chamber ได้ไหม? วินาทีนั้นผมจำหน้าพี่โด่งได้ จะยิ้มก็ไม่ยิ้มจะร้องไห้ก็ดูเหมือนจะไม่ร้องก็กึ่งๆ แต่ที่แน่ๆำพวกเรามีความสุขกันมาก มันเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตของผมอีกเช่นกัน... การแข่งขันที่จาร์กาตาทำให้พวกเราแข็งแกร่งขึ้นมากเพราะมันเป็นครั้งแรกที่พวกเราสามารถทำได้ถึงเหรียญทองจากการแข่งขันในครั้งนั้น ถึงแม้ว่าจะมีข้อผิดพลาดบ้างแต่ก็เพียงเล็กน้อย ความปิติยินดีที่เราได้เหรียญทองในครั้งนั้นมันก็ทำให้เราเก็บเอาสิ่งที่แย่ๆและความผิดพลาดเอาไว้ก่อน(เพื่อรอเวลาที่มันจะกลับมาย้ำเตือนเพื่อให้พวกเราเจ็บช้ำีอีกครั้ง...) 
          จนถึงตอนนี้ ผมก็ได้กลับมาถามพวกเราอีกครั้ง... พวกเราเชื่ออย่างสนิทใจเลยหรือเปล่าว่าพวกเราเป็นที่ 1 (หรืออย่างน้อยก็เคยเป็น) แล้วการที่เราจะรักษาเอาไว้ซึ่งที่ 1 นั้นมันย่อมยากกว่านั้น หลายๆคนอาจจะมีที่มาและเบื้องหลังที่แตกต่างกัน แต่สำหรับผมแล้วการที่ผมได้มาทั้งสร้างดนตรีและเสพดนตรี(จากดวงดาวที่รายล้อมตัวผม)ไปพร้อมๆกันนั้นถือว่าเป็นความสุขที่สุดแล้ว ลืมไปเลยเรื่องที่ 1 ที่ 2 ...ที่ x ผมแค่ไม่อยากจะให้พวกเราประมาทกัน ผมไม่อยากจะเห็นพวกเราเป็นเหมือนกับตอนที่ประกาศคะแนน Gospel Spiritual ในการแข่งขันที่จาร์กาตา มันเป็นความเศร้าโศกเสียใจที่มาพร้อมๆกับความดีใจและความปลื้มปิติ 
          พวกเราเต็มที่แล้วหรือยัง? พวกเราจริงใจ(ไม่อยากจะใช้คำว่าจริงจังเพราะมันดูเครียดไป)กับการซ้อมแต่ละครั้งแค่ไหน? สำหรับอนาคตที่ก็ยังเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนเหมือนกัน ผมไม่รู้ว่าผมจะได้มีโอกาสอยู่ท่ามกลางดวงดาวทั้งหลายที่ผมรักได้นานอีกสักเท่าไร เรามาร่วมทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่กันเถอะ ผมไม่อยากจะให้ทุกคนผิดหวังแต่แน่นอนที่สุดว่าถ้าไม่มีความหวังเราก็ไม่อาจจะมีวันพรุ่งนี้ที่มีความหมายได้ ผมยังคงเชื่อในตัวพวกคุณเสมอ พวกคุณคือดวงดาวที่สุกใสที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา ขอให้พวกคุณเปล่งแสงอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ผู้คนที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของขอบฟ้าได้มีความหวังต่อไป 

รักพวกคุณเสมอ The (Bangkok) Voices
October 29

SURROGATE of HUMANITY ภาพยนต์แห่งความเป็นมนุษย์...

          วัสดีครับ...พบกันอีกแล้วเช่นเคยที่เดิมใน Spaces ของผมแห่งนี้ครับ เมื่อไม่นานมานี้ผมมีโอกาสได้่อ่านบทความใน Spaces ของน้องเปิ้ล(TU PH50) ถ้าจำไม่ผิดในบทความนั้นที่น้องเปิ้ลได้พูดเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนกับคดีที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน(ซึ่งก็มีแต่คดีที่น่ากลัวมากขึ้นทุกวันทั้งสิ้น) ว่าสมควรที่จะมีการกล่าวถึงโทษประหาร...หรือไม่(ประมา๊ณนั้น) สำหรับผมแล้วในประเด็นนี้...เป็นประเด็นที่น่าสนใจมากที่จะต้องถกเถียงกันเกี่ยวกับการนำ Concept เรื่องสิทธิมนุษยชน(Human Rights and Human Dignity) นำมาประยุกต์ใช้ในบริบทกับสังคมที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไป ในความคิดของผมสิทธิมนุษยชนนั้นไม่มีขีดจำกัดในแง่ของความหมายแต่อาจจะมีขีดจำกัดต่างๆในแง่ของการบังคับใช้ ซึ่งการจะปลูกฝังถึงเรื่องนี้นั้นจะต้องทำให้สังคมที่เป็นอยู่ทั้งหมดรู้สึกตระหนักไปพร้อมๆกัน อาจจะเริ่มตั้งแต่ครอบครัว สถานศึกษาต่างๆ ไปจนถึงหน่วยงานที่จะต้องรับเาอนโยบายและ Concept นี้มาปฏิบัติซึ่งก็ได้แก่หน่วยงานที่มีสายงานทางด้านสังคมสงเคราะห์และการพัฒนาสังคม ซึ่งก็จะต้องพัฒนาและได้รับการกระตุ้นไปพร้อมๆกันจึงจะเกิดการขับเคลื่อน Concept นี้สู่สังคมได้... ผมนั้นยังคงเชื่อถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนว่า เราไม่มีสิทธิ์ในการที่จะพรากชีวิตของใครไม่ว่าจะด้วยเหตุผลและวิธีใด แต่เงื่อนไขของผมนั้นจะต้องดูถึงบริบทของสังคมด้วยว่า เรานั้นสามารถหรือเราจะพัฒนาขีดความสามารถให้ผู้ที่กระทำผิด(ในกรณีนี้คือผู้ต้องโทษประหาร) สามารถกลับตัวเป็นคนดีคืนสู่สังคมได้มากเพียงใด ถ้าเกิดว่าสามาารถทำให้เขามามีสำนึกถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนได้นั้นแน่นอนว่าเขาย่อมจะไม่ทำผิดอีกอย่างแน่นอน แต่ถึงอย่างไรก็ตาม... เราเองก็ไม่มีสิทธิ์ในการตัดสินให้ผู้ใดต้องตาย... ถึงแม้ว่าดเขาจะทำลายชีวิตผู้อื่นก็ตาม เพราะว่าเราเชื่อในความดีที่อยู่ในใจของคนทุกคนอยู่ เปรียบเสมือนแสงสว่างในความมืด ที่รอวันเปล่งประกายถ้าหากได้รับโอกาสอีกครั้ง... ก็ไม่ทราบเหมือนกันแต่ผมเองก็เชื่ออย่างนั้นอย่างสุดใจว่ามนุษย์ทุกคนไม้ได้เกิดมาเพื่อที่จะเป็นคนเลว... การที่คนกระทำผิดนั้นเป็นผลผลิตของระบบสังคมที่มีความผิดพลาดเกิดขึ้น ซึ่งก็ไม่ควรที่จะไปโทษเอาปัจเจกชนที่กระทำผิดเสมอไป ควรจะต้องมีการตั้งคำถามครั้งใหญ่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับสังคมโดยรวมของเราน่าจะสร้างสรรค์กว่า...(ผมว่านะ) 
          ต่ในบทความวันนี้ผมจะเล่าถึงสิทธิมนุษยชนในอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งผมก็ได้รู้สึกถึงประเด็นนี้จากภาพยนต์เรื่อง SURROGATE ที่ผมไปดูกับน้องแก้วเมื่อประมาณ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา นำแสดงโดย พี่ Bruce Willis เจ้าเก่าแต่ก็ยังคงเก๋าอยู่ครับ เรื่องๆนี้ผมรู้สึกว่ามันเป็นเืรื่องที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากชีวิตความเป็นจริงเลยสักนิด เพราะว่าแก่นกลางของเรื่องทั้งหมดนั้นก็คือการที่เราสามารถที่จะมีตัวตนเป็นใครก็ได้ที่เราอยากจะเป็น... หรืออาจจะเป็นตัวเราเองแต่ดูดีขึ้นมากก็ได้(ไม่ว่าจะอย่างไรก็มายาัชัดๆ) เพราะว่าในภาพยนต์นั้นมนุษยชาติได้ค้นพบบางสิ่งบางอย่างที่จะทำให้การใช้ชีวิตของเราเปลี่ยนไปตลอดกาลนั่นก็คือเราสามารถบังคับหุ่นยนต์ที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนมนุษย์ทุกอย่างมาแทนตัวเราในการใช้ชีวิตประจำวันได้... แน่นอนว่ามัีนสามารถที่จะทำให้ชีวิตเราปลอดภัยมากขึ้นจากอุบัติเหตุ หรืออาชญากรรม(ลัก วิ่ง ชิง ปล้น ตามท้องถนน) เิพราะว่าเราสามารถบังคับหุ่นยนต์ไปทำงานแทนเราโดยที่เรานั้นนอนอยู่ที่บ้าน(นอนอยู่บนเครื่องควบคุม) แหมฟังดูแบบนี้ก็น่าจะดีนะครับ... แต่ในภาพยนต์นั้นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงคำว่า "มายา" ได้ชัดเจนก็คือเรื่องของพระเอก(ตำรวจ)กับภรรยาของเขา ซึ่งมีความสัมพันธ์นั้นแย่ลงทุกวัน (มันมีอีกหลายแง่มุมครับ อยากจะให้ไปดูเองมากกว่าแล้วจะรู้สึกได้) จากการใช้ Surrogate มันทำให้เราลุ่มหลง เพราะว่าเราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่(เกินความพอดี) เพราะว่ามันไม่มีวันตายอยู่แล้วเพราะว่าเราสามารถควบคุมหุ่นยนต์ได้ด้วยจิตสำนึกของเราเอง จะไปทำอะไรกับใครก็ได้ไม่มีปัญหา คำถามก็คือถ้าเกิดว่าคนเราใช้ชีวิตแบบนี้แล้ว ความหมายในการดำรงขีิวิตอยู่คืออะไร? เราจะต้องพึ่งพามันตลอดไปงั้นหรือ... ความภูมิในในตนเองล่ะ... บางคนที่รูปร่างหน้าตาไม่ดีแต่อยากจะเป็นคนหล่อสวยก็สามารถทำได้ด้วยการบังคับ Surrogate ที่มีรูปร่างหน้าตาดีนั่นเอง ถ้าเป็นแบบนี้แล้ว... เราจะอยู่ไปเพื่ออะไร... แต่แกนกลางของเรื่องทั้งหมดนี้ก็คือ พระเอก Bruce นั้นเป็นตำรวจที่จะต้องสืบสวนคดีเกี่ยวกับการฆาตกรรมบนระบบ Surrogate ที่คนบังคับหุ่นนั้นได้รับอันตรายจากความเสียหายของหุ่นด้วย (มันเป็นประเด็นเพราะว่าเขามีการขายหุ่นโดยบริษัทที่ผูกขาดเพียงรายเดียว และโฆษณาว่าการใช้ Surrogate นั้นปลอดภัย ถ้าหากว่าเรื่องนี้แพร่กระจายออกไปจะทำให้เกิดความเสียหายและความตื่นตระหนกขึ้น) ซึ่งในเรื่องนั้นก็ได้่มีนิคมปลอดหุ่น ซึ่งจะเป็นเขตที่ห้ามหุ่น Surrogate เข้ามานั่นเอง ในบริเวณนั้นผู้คนเป็นมิตรต่อกันและทำการเกษตรง่ายๆใช้ชีวิตอย่างรู้คุณค่าและมีความหวัง ในภาพยนต์ได้แสดงภาพนี้อย่างชัดเจนมากๆ ซึ่งผมสามารถรู้สึกได้อย่างชัดเจน... ในส่วนของภาพยนต์นั้นจะจบอย่างไรนั้นต้องขอไม่ Spoil นะครับ อยากให้ผู้ที่ได้ดูมาแล้วมาเสนอความคิดเห็นกันมากกว่าครับ แต่บอกได้คำเดียวว่า ผู้สร้างคือผู้ทำลายครับเรื่องนี้(โอยยยย สปอยไปแล้วววว)
          ทุกวันนี้... เราตระหนักรู้หรือไม่ว่าเราใช้เทคโนโลยีกันมากเกินไปหรือไม่... เราใช้มันอย่างฟุ่มเฟือยเกิดความจำเป็นไปหรือไม่... เคยรู้สึกไหมว่าบางครั้งเราก็เปิดคอมพิวเตอร์ทั้งๆทีเราไม่รู้ว่าจะใช้งานคอมพิวเตอร์ไปเพื่ออะไร? (เออๆ เปิดก่อนเนี่ยแหละัเดี๋ยวก็นึกออกเอง) เมื่อเปิดเครื่องมาแล้วก็เข้าไปใช้งานมันเหมือนว่ามันได้เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวัน เหมือนเรากำลังเสพติดมันหรือไม่? ผมคิดว่าภาพยนต์เืรื่องนี้ ต้องการที่จะเสนอแง่มุมเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีมากเกินไปในแง่ของปริมาณและคุณภาพทำให้เราบางครั้งก็แยกไม่ออกเหมือนกันว่าอะไรคือโลกแห่งความเป็นจริงอะไรคือโลกมายา(ทีึ่เราสร้างขึ้น) นั่นคือการใช้ชีวิตด้วยความรู้ตัว(Awareness) และระมัดระัวังก็จะสามารถทำให้เราไม่ตกเป็นทาสของมันครับ สำหรับผมแล้วอาจจะรู้สึกแปลกไม่น้อยถ้าหากว่าในโลกมีเพียงเราที่เป็นคนจริงๆอยุ่คนเดียวแล้วคนรอบๆตัวเราเป็นเครื่องจักร(หรือตัวปลอม) ขอให้ทุกคนใ้ช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท เอาไว้เจอกันโอกาสหน้านะครับ 

ปล. เมื่อวานนี้(วันที่ 28 ตุลาคม 2552) เป็นวันที่ผมได้คบกับน้องหมีแก้วครบรอบ 1 ปี(เป็นครั้งแรก) ก็ขอบคุณหมีแก้วที่ทำให้ชีิวิตหมีเดียร์มีคุณต่าและทำให้มีเดียร์มีความสุขมาตลอด 1 ปีที่ผ่านมานี้นะครับ หวังว่าต่อๆไปหมีเดียร์และหมีแก้วจะมีความสุขด้วยกันแบบนี้ตลอดไปนะครับ
September 29

My First Choral Conducting... ตอน 2 (The Result with enchantness)

          สวัสดีครับเป็นอย่างไรกับบ้างเนี่ย หวังว่าจะสบายดีกันถ้วนหน้านะครับ ช่วงนี้อากาศไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ฝนตกหนักมากๆในช่วงเย็นๆค่ำๆครับ อย่างไรก็อยากจะให้รักษาสุขภาพนะครับ และขอให้ช่วยส่งกำลังใจไปให้คนฟิลิปปินส์ที่ประสบภัยจากอุทกภัยและพายุ ขอให้พวกเขารอดปลอดภัยและได้รับการช่วยเหลืออย่างเต็มที่จากภาคส่วนต่างๆในโลก หรือว่าที่มันมีพายุพัดเข้าสู่ฝั่งบ่อยขึ้นอาจจะเป็นผลพวงมาจากภาวะโลกร้อน ยังไงถ้าจะใช้พลังงานหรือทรัพยากรธรรมชาติก็อย่าลืมนึกถึงคนรุ่นต่อไปด้วยนะครับ นั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของจริยศาสตร์(Ethics) เช่นเดียวกัน
          อ่า...เรามาพูดกันถึงเรื่องงานเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาดีกว่าครับ ก็เป็นงานต่อเนื่องมาจากงานวันจันทร์ครับ ซึ่งงานวันจันทร์นี้เราจะดูแป๊กๆ เพราะว่างานของเราเหมือนกับงานขั้นรายการของเหล่าอาจารย์ที่กำลังรับประทานอาหารในงานเลี้ยงเกษียณอายุของอาจารย์(ในคณะศิลปศาสตร์) ซึ่งอาจารย์ท่านก็ดูงงๆเหมือนกัน แต่ Result ก็ออกมาค่อนข้างดีครับ อาจารย์ท่านก็ชอบกันเป็นส่วนใหญ่ ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือปัญหาเดิมๆคือเรื่องห้องที่ไม่ค่อยจะเหมาะสมกับการแสดงและบรรยากาศที่มีเสียงคุยกันจอแจ แต่นั่นแหละครับมันก็อาจจะเป็นธรรมดาสำหรับการแสดงในลักษณะแบบนี้ 
          ในวันศุกร์นั้นผมก็ได้ตื่นนอนตอนประมาณเก้าโมงกว่าครับ แล้วก็เตรียมข้าวเตรียมของในเรื่องของชุดที่จะต้องใช้แสดง(ชุดที่จะใช้แสดงนั้นมีความสำคัญของผมมากเสื้อเชิร์ตข้างในนั้นเป็นเสื้อเชิร์ตที่ใช้แสดงของวง The Bangkok Voices สีขาวที่ทำให้ผมมีความมั่นใจอยู่เสมอและรู้ึสึกเหมือนถูกล้อมรอบด้วยเหล่าดวงดาวทั้งหลาย ส่วนเสื้อสูทตัวนอกนั้นเป็นเสื้อสูทสำหรับการแสดงคอนเสิร์ตขับร้องประสานเสียงครั้งแรกของผม The Color of Life กับ TU Chorus สมัยที่ผมอยู่ชั้นปีที่ 1 เมื่อ 5 ปีที่แล้วผมยังจำความรู้สึกได้ดีเพราะว่าเสื้อสูทชุดนี้ได้ทำให้ผมระลึกถึงรากเหง้าและที่มาว่าทำไมเราถึงมีวันนี้ได้...) หลังจากที่เตรียมชุดเรียบร้อยแล้วผมก็ได้ไปทำธุระส่วนตัวอาบน้ำและซ้อมเพลงอีกนิดหน่อยเพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างจะพร้อมในการแสดง ก่อนทีผมจะออกจากบ้านก็มีน้องๆโทรมาบอกว่าให่้เขียนประวัติเกี่ยวกับการขับร้องประสานเสียงให้เขาด้วยเพราะว่าทางอาจารย์ที่เป็นพิธีกรจะนำเอาไปพูด ผมก็เลยมานั่งเขียนแบบย่อๆเริ่มตั้งแต่ที่เข้าชุมนุม TU Chorus จนถึงตอนนี้กับ The Bangkok Voices ก็รีบที่สุดแล้วครับ จากนั้นเมื่อโทรไปหาน้องเก่งที่เป็นประธานชมรมก็โทรไม่ติด(ยังดีที่มีเบอร์น้องอีกคน) เพราะว่าโทรศัพท์น้องเก่งนั้นหายพอดี!!! เกือบแย่เหมือนกันครับ 
          หลังจากนั้นผมก็ได้ออกจากบ้านเพื่อที่จะไปสู่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล มหาเมฆ(กรุงเทพ) ซึ่งผมก็นัดน้องๆ้เอาไว้ในห้องที่เดิมที่พวกเราเคยซ้อมกันในวันจันทร์ แต่เมื่อผมมาถึงห้องนั้นแล้วผมก็รู้สึกแปลกใจว่าทุกๆคนหายไปไหน ผมก็รอสักพักก็ไม่ได้เห็นใครเข้ามาเลย จนกระทั่งผมเห็นน้องๆ ในชุมนุมไปเดินรวมตัวกันที่ศาลพระภูมิ เพื่อที่จะไปไหว้ศาลพระภูมิเพื่อเอาฤกษ์เอาชัย ผมก็เลยออกไปด้วยครับ ซึ่งผมก็ได้เห็นน้องเก่งที่ด้านนอกแล้วนอกเขาก็บอกว่าโทรศัพท์หายครับ โชคดีที่ผมสามารถติดต่อกับพวกเขาได้ แล้วผมก็ได้รู้ว่าที่ๆแสดงในวันนี้ไม่ได้แสดงที่ในฝั่งราชมงคลฯ มหาเมฆ ครับ แต่พวกเราไปแสดงกันอีกฝั่งหนึ่งครับ เป็นหอประชุมของ ราชมงคลฯ กรุงเทพ(เทคนิคกรุงเทพ) ซึ่งหอประชุมนั้นจะมีขนาดใหญ่เป็น 4 เท่ากับห้องที่เราเคยแสดงไปในวันจันทร์ครับ งานนี้ผมก็เป็นห่วงมากๆเกี่ยวกับเรื่อง Mic และเรื่องเสียงว่าจะได้ยินกันทั่วหรือไม่ เมื่อเราเจอทุกคนแล้วเราก็ได้รีบรวมพลเดินไปที่ฝั่ง เทคนิคกรุงเทพ เมื่อเราถึงที่นั่นเราก็ได้ไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์กันที่บริเวณรอบๆที่นั่นครับ เป็นครั้งแรกที่ผมได้เข้าไปที่นั่น อยากจะบอกว่าบรรยากาศดีมากเลยครับ น่าอยู่ ก็ได้ไปไหว้พระวิษณุกรรม ด้วยครับ ก็ขอให้ท่านช่วยดลบันดาลให้การแสดงของพวกเราราบรื่นครับ
          จากนั้นพวกเราก็ได้เดินเข้าไป Sound Check กันที่หอประชุมครับ อยากจะบอกว่างานนี้ไม่หมูนะครับ เพราะว่าไมค์ก็เป็นไมค์พูดปรกติ เพียงแค่ 4 ตัว สภาพ Hall มีลำโพงแค่ 2 ตัีวด้านหน้าเท่านั้นเองครับ กล่าวได้ว่ามันไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการนี้จริงๆ ผมก็ได้เริ่มบอกน้องๆว่าจะต้องร้องดังกว่าเดิมประมาณ 1.5-2 เท่าจากที่เคยซ้อมๆกันอยู่ เพราะว่าไมค์และสภาพ hall ที่แสดงนั้นไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการขับร้องประสานเสียง ผมก็ได้ให้น้องๆลองร้องโน้ตตัวเดียวก่อนเพื่อที่จะฟังว่าออกมาเป็นอย่างไร แล้วก็ได้ให้ร้อง Harmony Cmaj แต่ดูเหมือนว่าไมค์จะต้องจัดอย่างระมัดระวังเพราะว่างานนี้มันไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะว่าผู้ชายมีเพียง 6 คนแต่ผู้หญิงในส่วนของ Alto และ Soprano นั้นมีรวมกันถึง 20 คน ผมจึงขอให้ลุงที่ควบคุมเรื่องไมค์และเครื่องเสียงช่วยเร่งไมค์ให้ดังขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อยเพื่อเป็นการช่วยเหลือนักร้อง แต่ต้องไม่เร่งให้ดังที่สุด เพราะว่าถ้าเร่งให้ดังที่สุดแล้วมันจะดูดเป็นคนๆมากเกินไปมันจะไม่ได้เสียงในรูปแบบของการ Blending ก่อนที่จะเข้าไมค์ จากนั้นผมก็รู้สึกดีขึ้นเพราะว่าเสียงออกมามากขึ้นแ่ต่ผมก็ต้องทำใจว่ามันคงจะได้ไม่มากไปกว่านี้แล้ว หลังจากที่ผมเหนื่อยจากการวิ่งไปวิ่งมาและตะโกนบอกนักร้องในขณะที่ผมเดินไปฟังด้านหลังสุดของ Hall หลายรอบในส่วนของการ Sound Check แล้วฝนเองก็เริ่มตกในขณะที่เรากำลังจะเสร็จการ Sound Check เพราะว่า อาจารย์เริ่มจะเข้ามาแล้ว (งานเริ่ม 17:00 ทีแรกเขาจะให้เราเป็นวงเปิดด้วย แต่ด้วยเหตุที่ว่าเราอาจจะซ้อมไม่ทันก็เลยย้ายเราออกไปเป็น 2 ทุ่ม) พวกผมก็ได้ทยอยกันออกจากหอประชุมและเดินไปที่ห้องพักในตึกใกล้ๆกันซึ่งก็ต้่องเดินตากฝนนิดหน่อย ผมซึ้งน้ำใจของน้องๆผู้ชายมาก พวกเขาใช้ร่มเดินมาส่งผมแล้วก็เอาร่มไปคืนแล้วก็วิ่งตากฝนมา เมื่อนึกถึงพวกนี้ทีไรก็ทำให้ผมหายเหนื่อยทุกครั้ง 
          จากนั้นเมื่อขึ้นมาที่ห้องพักแล้วผมก็ให้ทุกคนพักสักครู่หนึ่งเพราะว่าเมื่อสักครู่ที่เรา Sound Check นั้นผมเ้ข้าใจว่าทุกคนเหนื่อยกันมาก ก็ให้พักแต่งหน้ากันแต่งตัวกันสัก 30 นาที(ผมเองก็อยากจะพักด้วยเช่นกัน) เมื่อถึงเวลาที่พวกเราเรียกรวมเพื่อซ้อม ทุกคนก็มาซ้อมกัน ผมไม่อยากจะซ้อมอะไรมากเพราะว่ารู้ว่ามันคงจะทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้แล้ว สิ่งที่ต้องทำก็คือซ้อมเพื่อให้เกิดความมั่นใจ และไม่ประหม่าเท่านั้นเอง จะมีแก้โน้ตนิดหน่อยเท่านั้นครับ ผมก็ซ้อมทั้ง 3 เพลงคือ เพลง Intro บทเพลงพระราชนิพนธ์ส้มตำ ของ สมเด็จพระเทพฯ และเพลงเพลินของคุณหญิงพวงร้อย และ เพลง STAR ครับ งานนี้ผมไม่คาดหวังอะไรกับสองเพลงแรก เพราะว่ามันเป็นงานที่เร่งด่วนจริงๆครับ แต่เพลง STAR ที่ผมซ้อมให้น้องๆตั้งแต่ครั้งแรกนั้นออกมาค่อนข้างจะดีแล้วล่ะครับ ก็จะมีข้อเสียเล็กน้อยเกี่ยวกับ Intronation ซึ่งก็ต้องแก้ไขกันค่อนข้างยาวครับกว่าจะเข้าที่... ระหว่างนั้นเ้องผมก็ได้นึกถึงพระคุณของครูฝนที่ทำให้ผมมีวันนี้แต่ด้วยความที่ยุ่งเหยิงมากผมเลยไม่มีเวลาได้โทรหาครูฝนเลย ก็อยากจะขอบคุณครูฝนในครั้งนี้ด้วยที่ทำให้ผมมีวันนี้ เมื่อถึงเวลาใกล้แสดงพวกเราจึงได้เริ่มทยอยเดินลงไปด้านล่างและเดินลัดเลาะไปหอประชุม ซึ่งผมเองก็ได้ให้น้องๆช่วยมาร์คที่วางไมค์และตำแหน่งของไมค์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว 
           ระหว่างที่รอนั้นก็เป็นเวลาที่วุ่นวายมากๆเพราะว่าใครต่อใครก็มากันเยอะไปหมดทั้งชุดการแสดงต่างๆที่รวมตัวกันอยู่ด้านหลังเวที ดูวุ่นวายมากๆ สิ่งที่ผมกังวลที่สุดก็คือเรื่องไมค์กับเรื่องคีย์บอร์ดที่จะต้องเอาออกไปก่อน ก่อนทีผมจะสั่งให้นักร้องเดินออกไปแล้วผมเดินตามออกมาทีหลังสุด ผมก็ต้องไปนัดแนะคิวให้น้องคนไหนเอาไมค์ไปวางน้องคนไหนจัดไมค์น้องคนไหนเอาคีย์บอร์ดไปวาง ดูวุ่นวายมากๆ พวกน้องๆที่รอกันหลังเวทีก็ตื่นเต้นกันผมก็บอกว่าไม่ต้องตื่นเต้นเหมือนซ้อมเลย ซ้อมยังไงก็ร้องแบบนั้นแหละ ไม่ต้องกลัวเราอยู่ด้วยกัน... ถ้าไม่เข้าใจมองพี่ พี่อยู่กับพวกเราเสมอ...
          และแล้วเวลาที่ต้องแสดงก็มาถึง อาจารย์ที่เป็นพิธีกรก็บอกว่า "และแล้วก็ถึงการแสดงชุดนี้ครับ นับว่าเป็นมิติใหม่ของมหาวิทยาลัยของเรา ที่จะมีวงคอรัส...." โหย ใจผมนี่แหมม อะไรจะขนาดนั้นครับผม ระหว่างที่อาจารย์พูดอยู่ผมก็ได้ให้น้องๆจัดเตรียมทุกอย่างก่อนที่จะเดินออกไป ทั้งไมค์และเรื่อง Track เพลง ผมสั่งให้น้องคนที่เป็นเพื่อนๆของพวกน้องร้องมาช่วยผมคนหนึ่ง ช่วยเปิด Track ให้ผมถ้าผมสั่งให้เปิดก็ให้เปิด ถ้าดังเกินไปให้เบาลงอะไรแบบนี้น่ะครับ ก็กลัวเหมือนกันว่าน้องเขาจะไม่รู้คิว แต่เอาเถอะ จะเริ่มแล้ว!!! เมื่อน้องๆเดินออกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วผมก็เดินออกไปพร้อมๆกับเสียปรบมือครับ จากนั้น ผมก็ได้ให้หมีแก้ว ผู้ช่วยของผม(งานนี้ถ้าไม่มีหมีแก้วผมจะเหนื่อยกว่าเดิมประมาณ 4 เท่าเพราะผมต้องต้องทำทุกอย่างทั้งกดเปียโน ทั้งร้องไปด้วย ทั้งพูดสอน โหยยยย ครบสูตร) กดเสียงจูนใ้ห้จากนั้นผมก็ได้เริ่มร้องเพลงส้มตำซึ่งเป็น Acapella (เสียวจริงๆ) ก็มีเพี้ยนบ้างเล็กน้อยครับแต่ก็ยังพอทำให้มันจบไปได้ เฮ่ออออ เรื่อง Expression พวกเราทำได้ดีมาก คงอาจจะเป็นเพราะว่าเพลงสนุกสนานด้วยมั๊ยครับ ต่อมาก็เป็นเพลงเพลินครับ เพลงเพลิน พวกเราก็ทำได้ดีกว่าในการซ้อม เพราะว่าเพลงนี้ค่อนข้างสูงนิดหน่อยสำหรับ Soprano แต่ก็ยังดีครับพวกเราก็ทำได้ดีเลยทีเดียว จากนั้นก็เป็นเพลงโชว์(ที่ผมคิดว่าเป็นเพลงที่เอาไว้โชว์จริงๆ) ก็คือเพลง STAR ครับ เพลงนี้พวกเราก็ทำกันได้ดีมากถึงจะมีเพี้ยนๆแปร่งๆนิดหน่อยแต่ก็ถึงว่าพอรับได้ครับ จากนั้นผมก็ได้โค้งและพาทุกคนเดินออกมาจากเวที ทุกๆคนดูมีความสุขและเต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้่มบนใบหน้า ผมเองก็มีความสุขเหมือนกันที่ทุกอย่างออกมาดี(ถึงแม้ว่าเสียงปรบมือจะไม่ได้ดังกึกก้องแต่ผมรู้ว่ามันดังเสมอในใจผมเอง) จากนั้นท่านอาจารย์ที่เป็นพิธีกรก็ได้เชิญให้ผมไปรับของที่ระลึกจากท่านอธิการบดี ท่านอธิการบดีก็บอกว่า "ขอบคุณมากนะครับที่มาช่วย...หวังว่าจะได้ฟังอีกในครั้งต่อๆไปนะครับ" ผมเองก็ครับด้วยความยินดีครับ ขอบคุณครับ...
          Feedback ที่ทราบมาหลังจากที่พวกเรานั้นได้แสดงกันจบแล้วนั้น อาจารย์บางท่านที่ไม่รู้จักก็เดินเข้ามาหาผมก็บอกว่าดีมากเลยค่ะเพราะมาก ส่วนท่านอาจารย์ที่รู้จักก็เดินเข้ามาขอถ่ายรูปและแสดงความยินดีกับผมกันยกใหญ่ พวกน้องๆก็น่ารักก็เดินเข้ามาขอบคุณผม ผมเองก็มีความสุขมากๆครับ ผมคงจะไม่สามารถมีวันนี้ได้เลยถ้าไม่มีคนเหล่านี้ครับ คนแรกที่ผมอยากจะขอบคุณก็คือ ครุฝนของพวกผมและ TU Chorus ครูท่านเป็นผู้ที่สอนให้ผมร้องเพลงขับร้องประสานเสียงและเข้าใจ การ Blending การเข้ากับผู้อื่นและความสามัคคี ขอให้ครูอยู่กับพวกเราต่อไปนะครับ ครุอยู่ในใจผมเสมอ คนต่อมาก็คือ คุณพ่อและคุณแม่ ขอบคุณที่สนับสนุนผมเกี่ยวกับการร้องเพลงขับร้องประสานเสียงมาโดยตลอดครับ และขอขอบคุณหมีแก้ว คนรักที่น่ารักที่สุดของผม ผมจะไม่สามารถมีวันนี้ได้เลยถ้าไม่มีผู้ช่วยที่ช่วยผมเสมอทำให้ผมมีความสุขและพร้อมที่จะสู้ต่อไปกับสิ่งที่เข้ามาต่างๆ สุดท้าย ขอขอบคุณน้องๆ FLA Chorus Faculty of Liberal Art Chorus ของ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลมหาเมฆ พี่คงจะไม่สามารถทำสำเร็จได้ถ้าไม่มีพวกเรา พี่เชื่อว่าพวกเราจะต้องมีอนาคตที่ก้าวได้ไกลกว่านี้แน่นอน เพราะว่าพี่เห็นความตั้งใจจริงและความที่มีใจสู้ของพวกเรา แล้วเจอกันเปิดเทอมนะน้องๆ
          เป็นอย่างไรบ้างครับ งานแรกของผม ผมยอมรับว่าการทำวงในเวลา 1 เดือนให้สามารถแสดงได้นั้นมันไม่ได้ง่ายนะครับ แต่ก็ไม่ได้ยากเกินไปถ้าหากว่าเรามีความหวังและมีความเชื่อมั่นว่างเราสามารถที่จะทำให้มันสำเร็จได้ เอาไว้ถ้ามีอะไรแล้วผมจะมาเล่าให้ทุกคนอีกนะครับ ขอบคุณทุกคนที่ติดตามเรื่องราวของผมเสมอ ผมเองก็หวังให้ทุกคนเองมีความสุขเช่นกันครับ...
September 20

My First Choral Conducting "งานแรกก็เจองานช้างเสียแล้ว..."

           สวัสดีทุกคนอีกครั้งหนึ่งนะครับ ช่วงนี้ก็จะได้เจอกันค่อนข้างบ่อยเหมือนกันนะแต่ก็ไม่ได้บ่อยเหมือนกับช่วงที่ผมยังเรียนไม่จบอ่ะนะ เป็นอย่างไรกันบ้างครับสบายดีเหรอเปล่า ตอนนี้ฝนตกอากาศกำลังจะผลัดเปลี่ยนไปสู่ฤดูหนาว(ที่รอคอย) ก็ระหว่างนี้ก็ขอให้ทุกคนรักษาสุขภาพกันด้วยนะครับจะได้ไม่เป็นหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ 2009 อันนี้ก็อาจจะกลับมาระบาดอีกรอบนะครับก็ฝากเอาไว้ให้ระวังกันด้วยนะครัยด้วยความรักและความปรารถณาดีเหมือนเคยครับ
           หลายๆคนก็คงจะทราบว่าช่วงนี้ที่ผมทำตัวเหมือนไม่ว่างนั้นก็เพราะว่าผมได้มีโอกาสไปช่วยน้องๆ เทคโนโลยีราชมงคลมหาเมฆ สอนการขับร้องประสานเสียง ซึ่งผมเองก็รู้สึกแปลกใจเหมือนกันว่างานแรก(ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่งานประจำ) ที่ทำแล้วได้เงินก็คือการสอนขับร้องประสานเสียงแทนที่จะเป็นการทำงานทางด้านสังคมสงเคราะห์ ก็อาจจะฟังดูแปลกดีเหมือนกันนะครับ ผมเองยังว่าแปลกเลย ผมเริ่มสอนน้องๆครั้งแรกเมื่อประมาณกลางเดือนสิงหาคมครับ หลังจากวันรับพระราชทานปริญญาบัตรผมก็ได้เริ่มไปสอนพวกเขาเลยครับ
           ครั้งแรกที่ผมไปสอนนั้นผมก็ยังจำความรู้สึกได้เสมอครับ น้องๆแต่ละคนนั้นดูเหมือนจะมีความตั้งใจมากๆเลย มีความตั้งใจแล้วก็อยากจะร้องเพลงด้วยผมเห็นแบบนี้แล้วผมเองก็รู้สึกชื่นใจครับวันแรกก็สอนไปเกินเวลาเลยครับ จริงๆแล้วเรื่องเวลาเนี่ยก็ไม่ได้พูดคุยกำหนดเอาไว้ชัดเจนกับน้องเก่ง(น้องเก่งเป็นประธานชมรมที่มีความสามารถและทำกิจกรรมเยอะมากหลายอย่างผมเองก็รู้สึกแปลกใจเหมือนกัน) จนพักหลังมานี้คือเลิกกี่โมงก็แล้วแต่ตามที่ผมและ้น้องๆที่วงจะพอใจ... แต่ด้วยความที่ชมรมเราเป็นชมรมตั้งใหม่ก็เลยอาจจะมีอะไรหลายๆอย่างที่ค่อนข้างติดขัดเพราะว่าตารางการซ้อมนั้นอาจจะชนกับกิจกรรมอื่นๆผมเ้องก็พยายามมองหลายๆอย่างด้วยความเข้าใจครับ แค่พวกเขามากันพร้อมหน้าผมเองก็รู้สึกปลื้มใจและมีกำลังใจจะสอนแล้วครับ
           ก็ขอเขาเรื่องกันเลยดีกว่าครับ ตามชื่อเรื่องของวันนี้เลย "งานแรกก็เจองานช้างเีสียแล้ว..." ก็คือว่าวันศุกร์หน้าจะมีงานเลี้ยงเกษียณอายุราชการของเหล่าอาจารย์ของน้องๆม.ราชมงคลฯ ซึ่งงานนี้จะมีเหล่าคณาจารย์และเหล่าผู้บริหารมากันเพียบ ซึ่งเมืื่อนับจากเวลาที่ผมเ้ริ่มซ้อมคือกลางเดือนสิงหาคม ตอนนี้ก็ประมาณกลางเดือนกันยายนผมยอมรับว่าผมรู้สึกตื่นเต้นเลยทีเดียวกับเวลาซ้อมเพียงหนึ่งเดือนแล้วก็ออกแสดงในงานใหญ่ขนาดนี้ ผมว่ามันเป็นอะไรที่ค่อนข้างท้าทายความสามารถของเหล่าน้องๆนักร้องของผมและตัวผมเองเป็นอย่างยิ่ง
           แต่อย่างไรก็ตามผมก็ยังมีความเชื่อมั่นในตัวนักร้องของผมพอๆกับการเชื่อมันในตัวผม เพราะว่าผมได้กลายมาเป็นหูคู่แรกของพวกเขาที่ทั้งอยู่ใกล้พวกเขามากที่สุดและเป็นคนที่อยู่ด้วยกันกับเขาทั้งการแสดงตั้งแต่ต้นจนจบ ถึงแม้ว่าจะตื่นเต้นบ้าง...แต่ผมก็เชื่อว่าทุกอย่างจะต้องผ่านไปได้ด้วยดีครับ ถ้าพวกเราพยายามกันอย่างไม่ท้อถอยและมีความตั้งใจมีสมาธิอยู่กับเพลงอย่างต่อเนื่อง
           เมื่อวานนี้ผมได้มีโอกาสเปิดเพลง Star ที่น้องๆได้ร้องเอาไว้ในการซ้อมในวันศุกร์ แต่น่าเสียดายที่ผมไม่ได้อัดจนจบเพลง ผมเองก็เปิดฟังในขณะที่คุณแม่ก็นั่งอยู่ข้างๆ คุณแม่ก็ถามว่าวงอะไรร้องเนี่ย เพลงอะไรเนี่ย ผมก็บอกไปว่าวง FLA ที่เดียร์ไปสอนน้องๆ ราชมงคลไงครับ คุณแม่ก็บอกว่า โหนึกว่าวงที่ไหนร้องได้ดีเลยทีเดียว...(ปลื้มแทนน้องๆน่ะครับ)
           สำหรับวง FLA Chorus ของน้องๆกลุ่มนี้ผมได้เห็นอะไรหลายๆอย่างที่เป็นสัญญาณว่ามันจะสามารถเติบโตและเจริญงอกงามได้ดีเลยทีเดียวครับ ก็อย่างที่บอกครับด้วยความตั้งใจและความทุ่มเทของพวกเขาที่ผมสามารถเห็นได้ผมเชื่ออย่างนั้น 
           เรื่องที่ผมค่อนข้างตกใจนิดหน่อยเกี่ยวกับงานวันศุกร์นี้ก็คือผมจะต้องอยู่จนจบงานเพื่อที่จะขึ้นไปรับดอกไม้จากผู้บริหารครับ นับว่าเป็นเกียรติของผมมากๆเลยครับ กับการได้รับเกียรติในครั้งนี้ให้ไปรับดอกไม้ ส่วนตัวผมแล้วอยากจะให้น้องเก่งในฐานะหัวหน้าวงประธานชุมนุมไปมากกว่าเพราะถ้าไม่มีน้องเก่งผมก็คงไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้เหมือนกัน
           ก็ฝากทุกคนให้เป็นกำลังใจผมในงานนี้ด้วยนะครับ มันเป็นงานแรกของการเป็น Conductor Lv.1 ของผมและเป็นงานแรกของน้องๆวงผมด้วย ขอให้ทุกคำอวยพรกลายเป็นแรงขับดันให้พวกน้องๆสามารถสร้างบทเพลงที่ไพเราะเพื่อที่จะทำให้คนฟังมีความสุขด้วยเถิด...

September 07

ชีวิตที่อุดมสมบูรณ์?

           หลายครั้งที่เราพยายามถามตัวเองอยู่เสมอว่า ความสุขและความสงบที่แท้จริงที่ชีวิตเราต้องการนั้นคืออะไรกันแน่ ผมเองก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้นมานานแล้ว แล้วก็พยายามหาคำตอบ(แต่ก็ไม่รู้ว่าคำตอบที่ได้มันจะเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาของชีวิตหรือไม่...) เมื่อตอนที่ผมเป็นเด็กสมัยสักมัธยมปลายได้ ผมรู้สึกว่าการที่เราทำคะแนนได้ดีๆ ทำกิจกรรมที่มีประโยชน์ทำให้เรามีความสุข เพราะว่าความสุขก็คือการที่ได้รับเกียรติและความชื่นชมจากเหล่้าคณาจารย์ มันเลยอาจจะเป็นแรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่สำหรับผมเลยในช่วงนั้น ซึ่งผมเองก็มาได้รู้ที่หลังว่าความสุขที่แท้จริงมันไม่ได้อยู่ที่ไหนเลย ยกเว้นที่"ใจ"ของเราเอง การที่เราพึงพอใจกับสิ่งเร้าต่างๆภายนอกที่เข้ามากระทบกับประสาทสัมผัสของเราแล้วทำให้เรารู้สึกสบายใจหรือมีความสุขนั้นก็เพราะว่าใจของเรานำเอาข้อมูลที่ได้มาจากประสาทสัมผัสทั้งหลายเอามาประมวลผลนั่นเอง หลายๆครั้งที่เราอาจจะรู้สึกว่าเราไม่มีความสุขหรือไม่สบา่ยกายไม่สบายใจ อาจจะเป็นเพราะว่าเราได้รับรู้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งหลายของเรา แต่เราก็ยังคงมีสิทธิ์ที่จะมีความสุขได้ถ้า"ใจ"ของเราเข้มแข็งพอที่จะปฏิเสธสิ่งต่างๆที่จะไม่ดีไม่ให้ทำให้เรารู้สึกแย่ไปด้วย(กรุณาอ่าน Defend Machanismเพิ่มเติม)
          ผมว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ผมได้มีโอกาสเรียนเกี่ยวกับวิชาที่ทำให้ผมเข้าใจสิ่งต่างๆได้ดีขึ้น "ปรัชญา" วิชารากแก้วแห่งปัญญา ทำให้ผมได้มีโอกาสใช้เวลาว่างได้พิจารณาถึงเรื่องต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เมื่อไม่นานมานี้ผมมีโอกาสได้ดูภาพยนต์เรื่อง The Matrix Revolution ทาง TRUE Vision ตอนก่อนที่จะจบในภาคสุดท้ายนี้เป็นการต่อสู้ของ Neo กับ ไวรัส Smith ในโลกของ Matrix ซึ่งทั้งสองก็สู้กันอย่างเอาเป็นเอาตายท่ามกลางตัว Copy ของสายลับ Smith ที่ตอนนี้เป็นไวรัสคุกคามระบบ Matrix ไปแล้ว ระหว่างการสู้กัน Neo ได้ถูก Smith ทำร้ายอย่างแรงจนแทบจะไม่มีแรงสู้ต่อ แต่ Neo ก็ลุกขึ้นมาอย่างทุลักทุเล พร้่อมกับคำถามของ Smith (ประมาณ)ว่า แกจะสู้ไปทำไม แกจะสู้ไปเพื่อความรัก มิตรภาพหรือเสรีภาพหรืออย่างไร รู้ว่ายังไงๆก็ไม่มีทางชนะจะสู้ไปเพื่ออะไร... คำตอบของ Neo ที่กระแทกหูผมมาก(ซึ่งอาจจะไม่โดนใจคนที่ดูหนังเพื่อความมันส์และสนุกสนานเพียงอย่างเดียว)ก็คือคำว่า "ก็เพราะผมเลือกอย่างนั้น..." คำตอบสั้นๆนี้ได้ให้ความหมายเกี่ยวกับปรัชญามากมายที่เกี่ยวกับปรัชญาอัตถิภาวะนิยม(Existentialism) ซึ่งให้ความสำคัญกับการมีตัวตนอยู่ ไม่ว่าสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวนั้นจะเป็นอย่างไร(กรุณาไปศึกษาต่อเกี่่ยวกับปรัชญาอัตถิภาวะนิยม) ซึ่งมันเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนมีนั่นก็คือ "ทางเลือก..." เราคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าเรานั้นมีทางเลือกถึงแม้ว่าเราจะไม่เลือกอะไรเลยนั้นก็มีความหมายว่าเรา้เลือกทีจะไม่เลือกอะไรเลย ไม่ว่าสภาพรอบตัวจะเป็นอย่างไร... จะแย่แค่ไหนแต่เราสามารถเลือกที่จะมีความสุขได้ตามอรรถภาพด้วยการมองโลกในแง่บวกและมองโลกตามความเป็นจริง...
            ผมขออนุญาติพากลับเข้ามาสู่คำถามเดิมตาม Topic ที่ผมได้เขียนไปในตอนต้น ชีวิตที่อุดมสมบูรณ์คืออะไร? มันอาจจะดูเป็นคำถามที่มีคำตอบได้อย่างอนันต์หรือเป็นคำถามที่มีคำตอบสัมพันธ์มากๆ ไม่ว่าผู้ใดจะตอบอย่างไรมันก็มีความหมายในตัวของมัน แต่ถ้าลองสังเกตให้ดีแล้ว คำตอบเหล่านั้นจะวนเข้ามาสู้จุดเดียวคือ "ความสุข..." ความสุขเองก็มีหลายความหมายเช่นกันก็แล้วแต่ว่าแต่ละคนจะคิดอย่างไร สุดท้ายแล้วก็คงจะต้องขึ้นอยู่กับใจของผู้อ่านเอง(ผมว่านะ) ก็อาจจะเป็นเพราะว่าความสุขมันไม่สามารถวัดได้แปรออกมาเป็นคำทางคณิตศาสตร์ได้ คงจะต้องใช้ใจวัด สำหรับผมแล้วตอนนี้ผมรู้สึกว่าผมมีความสุขกับชีวิตที่สงบมาก... หลังจากช่วงงานรับปริญญาที่วุ่นวายเป็นต้นมา ซึ่งก็เป็นช่วงที่ผมว่างจากการเีรียน ผมจึงได้มีโอกาสใช้ชีวิตอย่างสงบ วันจันทร์และอังคารเย็นผมจะได้ไปซ้อมร้องเพลงในฐานะสมาชิกของวงขับร้องประสานเสียงที่ดีที่สุดวงหนึ่งในประเทศไทย The Bangkok Voices วันพฤหัสผมอาจจะได้ไปดูความเป็นไปของน้องๆชุมนุม TU Chorus แหล่งกำเนิดของผมในวงการขับร้องประสานเสียงด้วยความคิดถึง วันศุกร์ผมจะได้มีโอกาสทำในสิ่งที่ผมรักพร้อมๆกันทั้ง 2 อย่างคือการได้สอน(เป็นครู)การขับร้องประสานเสียงให้กับน้องๆม.ราชมงคลมหาเมฆ ก็อาจจะต้องบอกว่ามันอาจจะไม่ได้เงินมากสักเท่าไรแต่ผมก็มีความสุขมากที่ได้ทำในสิ่งที่ผมรัก...
           ผมบอกตัวเองอยู่ทุกวันว่าทุกวันนี้ผมมีความสุขมากขนาดไหนกับความสงบที่ไ้ด้รับมา...ถึงแม้ว่าอาจจะเป็นได้แค่ช่วงสั้นๆ(ก่อนการเรียนต่อป.โท)แต่ผมก็ไม่รู้ว่าผมจะได้สัมผัสกับชีวิตแบบนี้อีกเมื่อไร... อาจจะเป็นช่วงที่ผมเลิกทำงานเกษียนอาุยุก็คงจะเป็นไปได้ สำหรับท่านอื่นๆ ผมอยากจะทิ้งท้ายเกี่ยวกับเรื่องความสุขเหล่านี้ ว่าตัวท่านเองเป็นคนตัดสินว่าท่านจะมีความสุขและพอใจในสิ่งที่มีอยู่แค่ไหน แต่ที่แน่ๆผมขอให้ทุกคนีมีความสุขตามอรรถภาพครับ แล้วพบกันใหม่นะครับ
August 08

ตัวแทนบัณฑิตนำร้องเพลง...(Series รับปริญญาตอน 2)

          วัสดีกันอีกครั้งหนึ่งนะครับ แหม วันนี้ก็มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายเหมือนกันครับก็จะเอาประสบการณ์ของการรับปริญญา(รวมถึงการซ้อมรับด้วย) มาร่วมแบ่งปันกันนะครับ เพื่อให้เป็นเยี่ยงอย่าง ม่ายยช่ายยย! เป็นตัวอย่างสำหรับน้องๆรุ่นต่อๆไปด้วยนะครับ...
          วันนี้ทางที่คณะเขาก็ได้พูดถึงเรื่องตารางเวลาเอาไว้อย่างคร่าวๆจากการซ้อมแยกคณะแล้วครับ ผมก็ไปตรงเวลาเป๊ะ(อันนี้ไม่ต้องสงสัยว่าที่ไปตรงเวลาได้ก็เพราะว่าคุณพ่อขับรถไปส่งครับไม่งั้นก็คงไม่ไหวเหมือนกันครับ) 10:00 ครับ เมื่อดูจากตารางแล้วเราจะได้เข้าไปจริงๆก็ประมาณ 10:30 ครับ ก็ไม่เป็นไรครับถือซะว่าเข้าไปเจอและทักทายเพื่อนๆก่อนครับ ก่อนที่พวกเราจะัตั้งแถวแล้วก็เดินเข้าไปครับ เมื่อเข้าไปถึงที่หอประชุมใหญ่พวกเราก็สังเกตุได้ว่าเวลามันรอมาเนิ่นนานมากแล้วครับเพราะว่ากรุพที่เขาซ้อมก่อนเรานั้นเขาช้าครับก็ Late มาประมาณ 30 นาทีครับ จากนั้นพวกเราก็ได้ทยอยเดินลงไปลองซ้อมรับด้านล่างครับ ซึ่งในคราวนี้เป็นสถานที่จริงแล้วครับ คณะสังคมสงเคราะห์นั้นนั่งอยู่บนชั้น 2 ครับ มุมสุดเลยด้วยครับ เพราะว่าคณะสังคมสงเคราะห์เป็นคณะสุดท้ายของการรับพระราชทานปริญญาบัตรในช่วงเช้าครับ เมื่อพวกเราได้ลงไปซ้อมในครั้งแรกผมก็ได้ต้องไปซ่อมในด้านหลังครับเพราะว่าเอางานไม่สวยครับ ก็ไม่เป็นไรครับ สามารถแก้่ัตัวได้ในรอบ 2 ครับ ผมก็ทำได้ดีขึ้นก็ไม่ต้องไปรับซ่อมแล้วครับ เมื่อพวกเราซ้อมกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ออกมาด้านนอกครับ ผมจำได้ว่าผมเสร็จจากการซ้อมออกจากหอประชุมประมาณ 13:00 ครับ ผมยังเหลือเวลาอีกประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนที่จะต้อง Audition (จะว่าไปมันก็ไม่ได้อออะไรมากมายครับ) ในการเป็นตัวแทนร้องเพลงเป็นต้นเสียงในการร้องเพลงประจำมหาวิทยาลัยและเพลงสรรเสริญพระบารมีครับ 
          มมาถึงที่ห้องประชุม หลังเวทีหอประชุมใหญ่ก่อนเวลา Audition ประมาณ 30 นาทีครับ ที่มานั่งรอเพราะว่ามันเย็นดีครับแอร์เย็นมาก ผมเองก็ไม่ค่อยจะเข้าใจเหมือนกันครับว่า สภาพอากาศช่วงนีึ้ไม่รู้ว่ามันเป็นอย่างไรครับ ร้อนมากผิดปรกติครับ และระหว่างที่ผมนั่งรอนั้นก็มีเพื่อนสนิทผมในชุมนุม TU Chorus นั่นก็คือ ณุ ครับ ณุเป็นนักร้องลูกทุ่งแต่เมื่อมาร้องเพลงประสานเสียงแล้วเขาก็ได้จัดว่าเป็นนักร้องเสียง Tenor ครับ และแล้วพี่ๆเจ้าหน้าที่ก็ได้เปิดประตูเข้ามาครับแล้ว "ตา้อ้อน" ก็ได้มาชี้แจงถึงเกณฑ์ต่างๆในการให้คะแนน รวมไปถึงคำแนะนำที่มีคุณค่าครับ ซึ่งการ Audition จะแบ่งออกเป็น 2 อย่างครับก็คือ เป็นตัวแทนนำร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีกับตัวแทนในการกล่าวคำปฏิญาณครับ ซึ่ง Candidate ในการร้องเพลงของผมก็มี 4 คนครับ แต่ดูเหมือนว่าตัวเต็งจะเป็นผมกับณุเนี่ยแหละครับ ผมเข้าไปในห้องประชุมเป็นคนรองสุดท้ายครับ ก็ตื่นเต้นเลยทีเดียวก่อนที่เราจะเข้าไปเราก็จูน Key เอาไว้แล้ว เหตุผลที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยจะถูกใจทั้งผมและณุ(ที่มีความถนัดไม่เหมือนกัน) นั่นก็คือเขาต้องการให้ร้องเพลงยูงทองด้วยคีย์ต่ำเท่าที่จะต่ำได้เพราะว่าการที่คนร้องนำเพลงยูงทอง(ร้องเปล่าๆไม่มีดนตรี)นั้นถ้าเกิดว่าเริ่มด้วยคีย์สูงนั้นจะทำให้ผู้่หฺญิงและผู้ชายเสียงค่อนข้างต่ำร้องไม่ได้ครับ ส่วนเพลงสรรเสริญพระบารมีก็เป็นการร้องกับ Track ครับ ซึ่งเป็น Original Key ก็คือ Key Eb(E Flat) ซึ่งผมก็นับว่ามันก็สูงใช่ย่อยสำหรับคนทั่วๆไปแล้วก็ผมด้วยครับ(แต่สำหรับ Tenor อย่างณุล่ะของชอบ) 
          มื่อผมเข้าไปนะครับ ก็เจอคณะกรรมการเป็นอาจารย์จากคณะต่างๆรวมไปถึงอ.แช็ต(อ.รุ่นพี่คณะผมด้วย) ก็อึ้งๆเหมือนกันครับ ก็เริ่มเพลงแรกด้วยเพลงสรรเสริญพระบารมีครับ ไม่รู้ว่ามันขึ้นเมื่อไรก็ตระครุบไปตามเรื่องล่ะครับเ้พราะว่าเป็นการร้องกับ Track ครับ (คิดในใจเวรละ Key ที่กรูตั้งเอาไว้หายเกลี้ยง) ส่วนเพลงยูงทองครับที่เป็นการร้องสด ตาอ้อนก็บอกว่าเพื่อความเป็นธรรมแกจะเป็นคนตั้งคีย์ให้(ซึ่งมันต่ำมากกก) (สำหรับณุแล้วมันแย่เอามากๆเลยครับเพราะดูเหมือนแกจะร้องเสียงต่ำๆได้ไม่ค่อยดี) แต่ผมนี่ของโปรดเลยครับด้วยความเป็น Baritone แบบนี้ ก็ออกมาครับ แล้วก็มีเพื่อนคนสุดท้ายเข้าไปครับ จากนั้นก็เป็นการรวมคะแนนครับ โอยย ตื่นเต้นนนน(มากๆ) 
          อคณะกรรมการรวมคะแนนและพูดคุยเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ให้ทุกคนเข้าไปครับโดยที่จะประกาศผู้นำกล่าวคำปฏิญาณก่อนครับก็ได้เป็นเพื่อนคณะนิติศาสตร์ครับ ส่วนตอนประกาศนำร้องเพลงก็ลุ้นกันตัวโกร่งครับเพราะว่าเขาชอบทำให้ตื่นเต้น ตัวจริงก็เป็นผมครับ เย่ๆ เขาก็พูดเกี่ยวกับการร้องของผมเขาบอกว่าผมร้องได้ค่อนข้างกลางๆค่อนๆไปดีทั้งสองเพลง แต่ข้อติติงก็คือการที่ผมชอบร้องไปแล้วก็โยกตัวทำหน้าไปด้วย(มันชินกับการ Performing ครับ) ส่วนณุเพื่อนผมนี่ได้่รับคำชมมากเกี่ยวกับเพลงสรรเิสริญพระบารมีครับ สงสัยจะร้องได้เพราะมากก็คงจะจริงแหละัครับ อันนี้ก็ให้ Credits กันไป 
          ลังจากที่ได้แยกย้านกันแล้วทางพี่ๆกองบริการนักศึกษาก็ได้พาผมกับเพื่อนอีกคนที่้เป็นตัวแทนชื่อ ต้น คณะนิิติศาสตร์ครับ ก็ได้ไปนั่งที่จริงครับ ก็คือที่สองที่นั่งหน้าสุดริมซ้ายสุด(แบบว่าอะไรจะ Grand ปานนั้น) พวกคณะที่ซ้อมตอนบ่ายก็ซ้อมกันไปครับ ผมก็ไปตรงนั้นแล้วก็นัดแนะครับ ถามถึงคิวกันได้อยู่นานเลยครับ พวกที่เดินก็ไปก็เดินครับ ผมก็นั่งคุยอยู่กับพี่ๆเขาเรื่องคิวและรายละเอียด ปรากฏว่าผมต้องร้องสรรเสริญพระบารมี 3 รอบ คือรอบแรก ที่ท่านเสด็จมาถึง 1 รอบ จากนั้นเมื่อท่านให้โอวาท 1 รอบ และ เสด็จกลับ 1 รอบบบ แล้วก็ร้องยูงทอง 1 รอบบบบ โอยย ดูเป็นพิธีการมากๆเลยครับ และเมื่อผมรับปริญญาแล้วผมก็ต้องรีบบบบ วิ่งมาที่นั่งผมด้านหน้า เตรียมตัวร้องครับ แล้วแบบว่าคณะผมรับท้ายสุดแล้วก็ผมก็คนท้ายๆด้วยครับ งานเข้าแล้วครับงานนี้ ไอครั้งจะตัดตรงกลางก็ไม่งามครับ อาจโดนได้ ก็ต้องเนียนๆแล้วก็ซิ่งออกมาด้านข้างครับ พรุ่งนี้คงจะได้รู้กันว่าเป็นอย่างไร...

โปรดติดตามตอนต่อไป... 
August 07

ซ้อมรับปริญญา...ไม่เคยนึกเลยว่าจะยากขนากนี้(Series รับปริญญาตอน 1)

          ะเห็นได้ว่าช่วงนี้นั้นผม Update Spaces ของผมบ่อยเหลือเกิน ก็แน่ล่ะครับมันมีเรื่องที่เกิดขึ้นกับผมมากมายเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่พจะไม่พูดถึงไม่ได้เลยสำหรับวันนี้ก็คือ การซ้อมปริญญาของแต่ละคณะครับ ซึ่งคณะผมก็นัดเอาที่หอประชุมเล็ก(ศรีบูรพา) ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ครับ อยากจะบอกว่าวันนี้ความรู้สึกเหมือนงานรวมญาติ(คณะ)ขนาดย่อมๆเลยทีเดียว บางคนที่ผมไม่ค่อยได้เห็นนานงานนี้ก็ได้เจอครับ แต่ก็รู้ึสึกแปลกๆเหมือนกัน... อาจจะเป็นเพราะว่าผมไม่ได้มีเพื่อนสนิทอยู่ในคณะเลย นอกจากพวกม่อนกับเน อันนี้ผมก็ทราบดีครับ เพราะว่าที่ผ่านๆมานั้นผมทุ่มทุกสิ่งทุกอย่างให้กับชุมนุมมันก็ไม่แปลกที่ผมจะรู้สึกโหวงๆ กับเพื่อนในคณะ เพื่อนๆส่วนใหญ่ในคณะจะรู้จักผมเพรา่ะว่าความ "แรง" และวีรกรรมที่ผมเคยสร้างเอา่ไว้ให้ประจักษ์ตอนปี 1 นั้นผมหวนกลับไปคิดทีไรล่ะแหม ขนลุกทุกทีเลยทีเดียว...
          ช้าวันนี้เป็นวันที่ผมตื่นเช้ามาอีกวันหนึ่ง ไม่ใช่เพราะผมขยันหรือผมเป็นคนที่ตื่นเช้าโดยปรกติหรอกครับ ผมตื่นด้วยโทรศัพท์ปลุกของเพื่อนของผม(ที่มีอยู่อย่างน้อยนิด) นั่นก็คือ พิษณุ TU Chorus นั่นเอง แกโทรมาเกี่ยวกับเรื่องเพลง Bye Noir ที่ได้ทำเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แล้ววันนี้เขาก็ให้ผมนั้นไปเจอเพื่อที่จะได้นำเพลงไปซ้อมก่อนออกงาน(ผมเ้องก็อยากรู้เหมือนกันว่าเพลงมันจะออกมาแนวไหน) มันก็บอกว่าทำไมผมยังไม่ตื่นอีกไม่มาซ้อมรับปริญญาหรอ ผมก็สวนไปว่า "กรูซ้อมบ่ายโมงเว่ย! แม่...x โทรมาปลุกกรูแต่เช้าเลย" แล้วก็นัดที่จะเจอกันในช่วงเย็นที่ MBK เพื่อที่ผมจะเอาเพลงกับไปดูหนังเรื่อง G.I. JOE กับมัน เมื่อผมเตรียมตัวและออกจากบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ได้นั่งรถไปที่ท่าพระจันทน์ ผมก็เอาของไปเก็บที่ห้องชุมนุมฯที่ท่าพระจันทร์ก่อน ก่อนที่จะลงไปเพื่อซ้อม โชคดีที่คณะผม(คณะสังคมสงเคราะห์) อยู่ใกล้กับหอประชุมเล็ก(ศรีบูรพา)พอดี ก็เลยได้พบเจอกับเพื่อนๆหลายๆคนครับ ก็ได้ทักทายกันพอชื่นใจ บางครั้งเห็นพวกเพื่อนๆมันสนิทสนมกลมเกลียวกันเราเองก็รู้สึกแปลกๆ(โหวงๆ) เหมือนกันเพราะว่าผมเองก็ไม่ได้มีเพื่อนสนิทในคณะสักเท่าไร เมื่อผมได้เจอกับม่อนและเนแล้วพวกเราก็ได้เข้าไปในหอประชุมเล็กตามที่ๆเขาได้จัดเอาไว้แล้ว ก็เข้าไปครับ ผมกัีบม่อนได้ที่นั่งหลังสุดเลยครับ หลังสุดของหอประชุมเล็ก งานนี้เมื่อพวกเราทุกคนได้เข้ามาเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ได้มีการเปิดวิดิทัศน์สาธิตเกี่ยวกับการรับพระราชทานปริญญาบัตร และมันก็มีคำอยู่คำหนึ่งซึ่งผมรู้สึกว่าเป็นคำแปลกใหม่มาก นั่นก็คือคำว่า "เอางาน..." มันเป็นอย่างไรนั้นน่ะหรอครับ มันก็ืคือการแสดงความเคารพก่อนที่เราจะรับพระราชทานจากพระหัตถ์ขององค์ประธานนั่นเองครับ เมื่อเราได้ดูจบแล้วคราวนี้ก็คือคราวของพวกเราแล้วครับ ผมนั่งหลังสุดก็เลยมีโอกาสได้เม้าได้ Comment คนอื่นไปเ้ยอะเหมือนกันครับ แต่ิพอถึงตาผมแล้วคิดในใจ "กรูจะเป็นอย่างนั้นมั๊ยว๊าาา" ครั้งแรกก็รู้สึกตื่นเต้นแล้วก็เก้ๆกังๆยังไงชอบกลครับ มันดูเกร็งๆแปลกๆครับ เวลาลองซ้อมอยู่บนที่นั่งในหอประชุมฯ ก็ทำไ้ด้ที่หว่าแต่พอไปยืนสถานที่จริงอะไรต่อมิอะไรก็ลืมไปหมดเลยครับดูเด๋อๆด๋าๆ ครั้งแรกนี่แย่สุดเลยครับ เขาบอกว่าเมื่อรับแล้วก็ให้ถอยหลังมา 45 องศา 2 ก้าว ผมระแวงจัดครับถอยสั้นๆรัวๆเลยครับ ก็ทีใครทีมัน แต่พอครั้งที่สองกับที่สามก็รู้สึกสบายขึ้นครับ 
          ยังไงก็เอาไว้ค่อยดูอีกทีก็แล้วกันนะครับว่าวันจริงจะเป็นอย่างไรครับ แต่ผมก็ต้องบอกก่อนเลยนะครับว่ามันไม่ได้ง่ายอย่างที่ผมเคยคิดครับ แล้วงานนี้นะครับ ถ้าว่าเกิดพลาดล่ะก็...คงไม่ต้องสืบอ่ะนะครับว่าผมจะเป็นยังไงมั่ง พรุ่งนี้จะเป็นการซ้อมรวมครั้งแรกครับ อันนี้ก็จะได้ไปบนสถานที่จริงครับ นั่นก็คือที่หอประชุมใหญ่นั่นเอง ผมก็ได้แต่หวังว่าทุกอย่างจะดีขึ้นและนอกจากนั้นนะครับ ยังมีการ Audition คนนำร้องเพลงมหาลัยฯ(ยูงทอง) และเพลงสรรเสริญด้วยครับ อันนี้ก็ถึงเวลาที่ผมจะต้องลุยอีกแล้วครับก็ได้แต่หวังว่าได้อ่ะนะครับ แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไรครับไม่ได้่ไม่เสียอยู่แล้วววว

โปรดติดตามตอนต่อไป.... 
 
เป็นข้อมูลเกี่ยวกับ The RhyThm eXtreme